[Mentor แบบชัชๆ] การสร้าง profile สำหรับเด็กจบใหม่

[Mentor Profile] Ex-Talent Acquisition & Recruitment Executive, Thailand

Me: จากประสบการณ์สรรหา และคัดเลือกพนักงานให้องค์กรต่างๆ มาหลายสิบปี พี่มีคำแนะนำอะไรสำหรับน้องๆ ที่เพิ่งจบใหม่บ้างครับ

Mentor: อยากบอกกับน้องๆ ว่าควร ให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมในช่วงที่เรียน

Me: เกรดดีอย่างเดียวไม่พอเหรอครับ?

Mentor: ลองคิดดูนะ ถ้าเป็นคนที่มีประสบการณ์ทำงาน เขาก็สามารถใส่ใน resume ได้ว่าเคยทำงานด้านไหน มีความสามารถ หรือผลงานอะไรบ้าง แต่ถ้าเป็นเด็กจบใหม่ ดูแค่เกรดอย่างเดียว แม้จะได้เกรดดี resume ก็จะดูโล่งๆ ไม่น่าสนใจเท่าคนที่มีรายละเอียดของกิจกรรมที่ทำสมัยเรียน

เพราะการทำกิจกรรม มีความใกล้เคียงกับการทำงานที่ต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น มีโอกาสได้เจอและแก้ปัญหาจริง แถมมีโอกาสได้แสดงความเป็นผู้นำ ซึ่งใช้ดูศักยภาพของตัวเด็กในการทำงานได้อีกด้วย

ดังนั้นคนที่ทำกิจกรรม resume จะดูน่าสนใจกว่า และมีโอกาสเรียกเข้ามาสัมภาษณ์มากกว่าคนที่มีแต่ผลการเรียนอย่างเดียว

Me: แล้วนอกเหนือจากการกิจกรรม พี่มีคำแนะนำอื่นเพื่อเพิ่มโอกาสในการหางานอีกมั้ยครับ?

Mentor: อีกเรื่องที่อยากบอกน้องๆ คือการสร้าง profile ใน LinkedIn ซึ่งปัจจุบันไม่เพียง Headhunter เท่านั้น องค์กรก็เริ่มใช้ LinkedIn ในการหา candidate ที่เหมาะสมกันมากขึ้นเรื่อยๆ

Me: นอกจากการสร้าง profile ใน LinkedIn แล้วต้องทำอะไรอีกมั้ยครับ?

Mentor: LinkedIn ก็เป็น Social Network Platform คล้ายๆ Facebook ถ้าคุณใช้ LinkedIn เป็นเพียงที่ใส่ resume online เพื่อรอ head hunter หรือ recruiter มาเห็นก็คงไม่ได้ใช้ประโยชน์จาก Social Network เต็มที่

ผมแนะนำให้น้องๆ สร้าง profile ใน LinkedIn แล้ว connect กับคนที่น่าสนใจ หรือ influencer ในองค์กร หรืออุตสาหรกรรมที่ตัวเองสนใจ ไม่ใช่ connect เฉพาะกับ head hunter หรือคนที่ตัวเองรู้จักเท่านั้น

Me: ถ้าเราขอ connect กับคนที่ไม่รู้จัก เขาจะ accept รับเราเหรอครับ

Mentor: ก็แล้วแต่คน แต่อย่าปิดตัวเองเพียงเพราะเรา ‘ยัง’ ไม่รู้จักเขา กล้าที่จะขอ connect หรืออย่างน้อยก็ follow เพื่ออ่านบทความ หรือมุมมองที่เขาแชร์ แค่นี้ก็คุ้มแล้ว

Me: ขอบคุณมากครับสำหรับคำแนะนำครับ ผมขออนุญาตพี่แบ่งปันมุมมองนี้กับน้องๆ ที่เพิ่งจบใหม่ และกำลังหางานนะครับ

Mentor: ยินดีเลยครับ

LinkedIn เป็น platform ที่มีประโยชน์มากสำหรับคนทำงานในปัจจุบัน อย่าปิดตัวเองที่จะ connect กับคนที่น่าสนใจเพียงเพราะเรา ‘ยัง’ ไม่รู้จักเขา

ป.ล. ถ้าสนใจ คุณสามารถ Connect กับผมทาง LinkedIn ได้นะครับ


ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามโดนๆ มาช่วยกระตุ้นพลังการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • 3 คำถามแก้ความขัดแย้งในการทำงาน

    ความขัดแย้งกับการทำงานเป็นเรื่องที่หลายคนพยายามหลีกเลี่ยง ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องปกติของการทำงาน ผมเคยอ่านเจอตลกฝรั่งเรื่องหนึ่ง หัวหน้าบอกกันลูกน้องที่เป็น Yes man หรือเห็นด้วยกับทุกอย่างที่หัวหน้าบอก ไม่เคยขัดแย้ง หรือมีความเห็นต่างว่า ถ้าคนสองคนทำงานด้วยกันแล้วมีความเห็นเหมือนกันทุกเรื่อง แสดงว่ามีคนหนึ่งที่ไม่จำเป็น… และคนนั้นไม่ใช่ผม! แม้ความขัดแย้งในการทำงานจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ แต่มุมมองและวิธีการแก้ความขัดแย้งต่างหากที่จะทำให้เราได้ประโยชน์จากความขัดแย้งนั้น เรามาดูวิธีที่คนส่วนใหญ่รับมือกับความขัดแย้งกันก่อน เมื่อเกิดความขัดแย้งหลายคนจะพยายามหาว่า… 1. มีปัญหาอะไร (What’s wrong?) คำถามนี้ดูเหมือนเป็นคำถามที่ควรถามเพื่อหาปัญหา แต่การเลือกใช้คำว่า “ปัญหา” ทำให้กรอบความคิดของเรามุ่งไปฟังเรื่อง (story) จากแต่ละฝ่ายมากกว่าข้อเท็จจริง 2. ใครผิด (Whose fault?) ปัญหาก็ต้องมาพร้อมกับคนก่อปัญหา ใครเป็นตัวปัญหา หรือใครต้องรับผิดชอบ บอกมานะ! 3. จะลงโทษคนที่ทำผิดอย่างไร (How to punish?) ได้ตัวคนผิดแล้ว เราจะลงโทษคนผิดอย่างไหน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา หรือความขัดแย้งแบบนี้อีกในอนาคต คำถามแบบนี้ดูคุ้น ๆ มั้ยครับ? การแก้ความขัดแย้งด้วยคำถามแบบนี้ นอกจากสาเหตุของความขัดแย้งก็ยังอยู่เหมือนเดิม ยังทำให้คนก็จะพยายามเลี่ยงด้วยการไม่เถียง หรือแสดงความเห็นที่อาจขัดแย้งกับคนอื่นในอนาคต ซึ่งอาจทำให้องค์กรไม่ได้ใช้ความคิดที่ดีที่สุดในการทำงาน ผมขอแนะนำ 3 คำถาม…

  • [คุยแบบชัชๆ] #002: ฯพณฯ นายบรรสาน บุนนาค

    แขกรับเชิญ [คุยแบบชัชๆ] ท่านที่สอง ผมได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ นายบรรสาน บุนนาค เอกอัครราชทูตไทย ณ สิงคโปร์ มาแบ่งปันประสบการณ์ในมุมมองของนักการทูต อาชีพที่น้อยคนจะมีโอกาสได้สัมผัส ตลอดหนึ่งชั่วโมงผมที่สัมภาษณ์ ผมได้เรียนรู้เรื่องที่น่าสนใจหลายเรื่องเกี่ยวกับงานด้านการทูตที่ไม่เคยทราบมาก่อน ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งกับการทำงาน และการใช้ชีวิตได้ทันที บทสัมภาษณ์นี้อาจจะยาวซักนิด แต่ผมเชื่อว่าคุ้มค่าเวลาแน่นอนครับ _____________________________________________________________________________ สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้ คุณจะฝึกเมตตากับลูกน้องที่ทำให้ปรี๊ดได้อย่างไร ป้ายแกะสลักชื่อตัวเอง กับคำสอนสำหรับคนที่เริ่มทำงาน ความสอนที่ซ่อนอยู่ในเพลงบัวแก้ว จุดแข็งของคนไทย สิ่งสำคัญที่สุดในการปรับตัวให้เข้ากับสังคม หรือประเทศใหม่ที่ไปอยู่  _____________________________________________________________________________ อยากให้ท่านทูตแนะนำตัวเองในมุมที่คนทั่วไปอาจไม่เคยทราบมาก่อน พี่ชื่อบรรสาน บุนนาค บรรสาน เป็นชื่อที่ล้อมาจากชื่อของคุณพ่อ ซึ่งท่านชื่อ “บรรจบ” สมเด็จพระสังฆราช จวน อุฏฐายี ท่านทรงตั้งให้ ชื่อ”บรรสาน” เป็นคำแผลงของคำว่า “ประสาน” โดยธรรมชาติของชื่อ น่าจะทำหน้าที่ประสานงาน ประสานความสัมพันธ์เรื่องต่าง ๆ ได้ พี่เรียนจบปริญญาตรีที่จุฬาฯ ก่อนไปต่อปริญญาโทที่อเมริกา ที่ University of Detroit, Michigan

  • 3 คำถามสำหรับถามตัวเองทุกวัน

    ผมเชื่อว่าคุณภาพชีวิตขึ้นอยู่กับคุณภาพของคำถามที่เราถามตัวเอง ผมอ่านเจอชุดคำถามที่ไว้ถามตัวเองเพื่อสะท้อน และฉุกความคิดของเราอยู่หลายชุด แต่ชุดคำถามนี้ผมฟังมาจากบทสัมภาษณ์ของคนที่ประสบความสำเร็จคนนึง ซึ่งเขาใช้ถามตัวเองทุกวัน ผมเห็นว่าสั้น จำง่าย และดูน่าสนใจ เลยลองใช้ถามตัวเองบ้างแล้วติดใจ เลยเอามาแบ่งปันกันครับ วิธีใช้ แต่ละคำถาม ใช้ถามตัวเองในเวลาต่าง ๆ ทุกวัน เหมือนทานยา 3 เวลาหลังอาหารเพราะแต่ละคำถามมีวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน   คำถามแรก Why me?

  • การฟัง 3 แบบ

    ถ้าถามว่าทักษะอะไรที่สำคัญในการทำงาน และมาแรงอย่างต่อเนื่อง ต้องบอกว่าทักษะเรื่องการสื่อสาร หรือ communication skill จะอยู่ใน Top 5 เสมอ และเมื่อพูดถึงการพัฒนาทักษะการสื่อสาร คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการ ‘สื่อ’ สาร ด้วยการพูด การนำเสนอ หรือการเขียน โดยมองข้ามเรื่องที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือเรื่อง… การฟัง หลายคนอาจสงสัยว่า การฟัง มีอะไรให้ฝึกด้วยหรือ? สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจก่อนว่า การได้ยิน กับการฟัง ไม่เหมือนกัน ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ แต่การฟังจะมีวัตถุประสงค์อยู่ โค้ชผมเคยเล่าให้ฟังว่าการฟังมีอยู่ 3 แบบ ซึ่งจะส่งผลต่อวิธีการตอบสนอง และผลลัพธ์ที่จะเกิด โดยการฟังแต่ละแบบนี้จะใช้ในโอกาสที่ต่างกัน 1. ฟังเพื่อเอาชนะ (listen to win) การฟังแบบแรก จะเป็นการฟังหาจุดอ่อนของประโยคอีกฝ่าย อาจเป็นรายละเอียดที่คลาดเคลื่อน ไม่ครอบคลุม และรอจังหวะที่ตอบกลับเพื่อชักจูงให้อีกฝ่ายเห็นว่าสิ่งที่เราคิดนั้นถูกต้อง การฟังจะเป็นการเลือกฟังบางประโยค โดยเฉพาะสิ่งที่ยืนยันความเชื่อ หรือธงในใจ

  • 3 วิธีเพิ่มความเฉียบคมทางธุรกิจ (Business Acumen)

    เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมคนที่ขึ้นเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กรอย่าง CEO หรือ MD มักเป็นผู้บริหารที่โตขึ้นมาจากสายธุรกิจ เช่น สาย Sales หรือ Marketing หรือไม่ก็จากฝั่ง Finance หาได้น้อยรายที่จะข้ามจากฝั่ง support function อย่าง QA, IT, HR ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งขององค์กร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการจะเป็นผู้บริหารองค์กรที่ดี นอกจากทักษะเฉพาะทางตามสายงานตัวเองซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานแล้ว การเข้าใจภาพรวมของธุรกิจ เข้าใจตัวเลขทางการเงินขององค์กรก็มีความสำคัญ ในการพาองค์กรให้เติบโตไปข้างหน้าได้ นี่จะเป็นสาเหตุที่ทำให้ Business Acumen (อ่านเจอหลายคำแปล แต่ผมชอบคำว่า ความเฉียบคมทางธุรกิจ มากที่สุด) กลายเป็นทักษะหนึ่งที่หลายองค์กรพูดถึงและให้ความสำคัญมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คนที่อยู่ในฝั่งธุรกิจโดยตรงจะได้เปรียบ เห็นภาพได้ง่ายหน่อย เพราะตรงกับงานที่ทำ ทั้งยอดขาย กิจกรรมต่าง ๆ ที่ส่งผลโดยตรงกับกำไรของบริษัท แต่ใช่ว่าคนที่อยู่ในแผนกสนับสนุน หรือ support function เช่น QA, IT, HR ก็ไม่ต้องน้อยใจว่าจะไม่มีโอกาสพัฒนาทักษะด้านนี้ซึ่งมีความสำคัญมากกับการก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารองค์กรในอนาคต ผมขอแนะนำ 3 วิธีที่คุณสามารถเพิ่มความเฉียบคมทางธุรกิจของตัวคุณได้ โดยไม่ต้องง้อ training ที่ไหน 1. ทำความเข้าใจกระบวนการสำคัญหลัก…

  • | |

    มืออาชีพและบันได 5 ขั้นของความสามารถ

    คุณนิยาม มืออาชีพ ว่าอย่างไร? ระหว่างที่ฟังคุณวิเชียร จึงวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการของ CP Retailink เล่าเรื่องการบริหารคนในองค์กร ท่านก็ถามผมขึ้นมา ซึ่งผมก็คิดซักพักแล้วตอบอย่างกระอ้อมกระแอ้มว่า มืออาชีพน่าจะเป็นคนที่มีความสามารถ รู้หน้าที่ และทำตามมาตรฐานที่องค์กรคาดหวังได้ดี ทำให้สิ่งที่ควรทำโดยไม่อิงกับความรู้สึกของตัวเอง ท่านฟังแล้วพูดขึ้นว่า ในมุมของท่าน มืออาชีพ คือ บุคคลที่สมควรได้รับค่าจ้าง คุณวิเชียรคงเห็นผมนั่งนิ่ง อ้าปากค้างเลยขยายความต่อว่า มืออาชีพคือคนที่มีความสามารถและทำงานได้ตามที่คาดหวังได้ 100% ถึงเป็นคนที่สมควรได้รับค่าจ้าง 100% ด้วย ถ้ามองในมุมของนายจ้าง สามารถมองความความสามารถโดยดูจากผลลัพธ์ของงานได้ 5 ระดับเหมือนบันได 5 ขั้น ในแผนภาพนี้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *