ประเมินผลงานตัวเองในปี 2021

ปี 2021 เป็นปีที่เราได้อยู่กับ COVID-19 เต็มๆ เป็นปีที่ 2 เป็นปีที่คนเริ่มล้า และมีอาการ burnout กันหลังจากหวังว่า ทุกอย่างน่าจะกลับไปเหมือนเดิม บางคนตั้งใจจะเตรียมไปเที่ยวหลังจากอยู่ในบ้านไม่ได้ออกไปไหนมาปีกว่าๆ บางคนไม่ได้เจอหน้าครอบครัวเพื่อความปลอดภัยของทุกคน เป็นปีที่อีกหลายคนใช้พลังก๊อกสุดท้ายเพื่อประคองตัวเองให้พ้นปีนี้ไปได้

ถ้า Theme ปีที่แล้วของผมคือ Rethink สำหรับปีนี้ผมยกให้เป็นเรื่อง Resilience ที่เด่นชัด การปรับตัวกับอุปสรรคอย่างไม่ย่อท้อ ปัญหาต่างๆ ที่ทั้งคาดเดาได้ และคาดเดาไม่ได้โดยพยายามหาแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของวิกฤตนี้

รูปที่ผมเลือกมาเป็นตัวแทนของปี 2021 เป็นรูปที่ผมคุ้นที่สุดตลอดการทำงาน Work From Home ที่เราประชุมกับทีมหรือลูกค้าผ่าน Zoom หรือ MS Teams หรือแม้แต่การบรรยาย การจัด virtual workshop จนถึงจุดที่เริ่มลงทุนกับอุปกรณ์ทั้ง Webcam ไฟ ring light รวมถึงเพิ่ม speed WIFI เพื่อเพิ่มความเป็นมืออาชีพ และประสบการณ์ที่ดีกับอีกฝ่าย

สำหรับการประเมินชีวิตตัวเองในด้านต่างๆ เทียบกับปีที่ผ่านมา สรุปได้ดังนี้

สุขภาพร่างกาย (B+) 1 pt up vs Year Ago (YA)

สุขภาพปีนี้อยู่ในเกณฑ์ดีน่าพอใจ น้ำหนักตัวลดลงมาเกือบ 2 กิโลกรัม และรักษาได้ตลอดปี พยายามกระโดดเชือกบนดาดฟ้าตอนฟิตเนสปิด และวิ่ง 5 km ตอนฟิตเนสเปิด ถ้าจะไม่ดีก็ตอนที่น้ำหนักกลับมาขึ้นช่วง 2 อาทิตย์สุดท้ายของปีนี่แหละ

ผลตรวจสุขภาพในปีนี้นอกจากค่าต่างๆ จะอยู่ในเกณฑ์ปกติ คุณหมอบอกว่าไขมันที่พอกตับบางๆ ปีที่ผ่านมาหายไปด้วย ถือเป็นอีกข่าวดีจากการพยายามออกกำลัง และควบคุมอาหาร(บ้าง) ในปีที่ผ่านมา

สำหรับปีหน้า ยังตั้งใจรักษาความสม่ำเสมอในการออกกำลังกายให้พร้อมรับมือความเครียดจากงาน และรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่ดี

การงาน (B+) flat vs YA

สกัดบทเรียนฝ่าวิกฤตกับ Food Passion

ในยุควิกฤตโควิด 19 ที่ยืดเยื้อมาปีกว่าแล้วยังไม่เห็นแสงที่ปลายอุโมงค์ ทุกภาคธุรกิจล้วนได้รับผลกระทบ ทุกบริษัทต่างต้องปรับตัวกันจนเหนื่อยไม่มาก ก็มากที่สุด

ทาง Kincentric ได้รับเกียรติจากคุณนาฑีรัตน์ บุญรัตน์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส ฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด มาแบ่งปันประสบการณ์วิธีคิด วิธีบริหารในช่วงวิกฤตนี้ ซึ่งสร้างพลังบวกให้ผมและทีมเป็นอย่างมาก จึงขอสกัดประโยคเด็ดๆ เป็นบทเรียนที่ผมได้จากคุณแตนมาฝาก

งานยาก ถ้าคิดว่ามันยาก มันจะยาก

ประโยคนี้ไม่ใช่คำคมของนักเรียนโอลิมปิก แต่เป็นเรื่องของมุมมองของแต่ละคนต่อปัญหาจริงๆ ถ้าเราคิดว่างานมันยาก ก็จะปิดตัวเองในการหาวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆ ถ้ามองเป็นความท้าทายก็จะสนุกกับการหาวิธีทำงานให้สำเร็จ หรือง่ายขึ้น

สู้โว้ย!

[Mentor แบบชัชๆ] เทคนิคทำให้พนักงานอยากลองหมุนไปงานใหม่ (lateral move)

Mentor Profile: Vice President, Leading Food and Beverage in Thailand

Me: ทีมที่พี่ดูอยู่มีแต่คนรุ่นใหม่ หัวกระทิ แต่ด้วยโครงสร้าง น้องๆ ในทีมคงไม่ได้ขึ้นง่ายๆ เหมือนทีมอื่น พี่มีวิธีรักษาคน และดูแลเรื่อง career ยังไงเหรอครับ

Mentor: คุณรู้มั้ย ผมอยู่ปวดหัวกับปัญหานี้มานาน เพราะเด็กรุ่นใหม่ยิ่งเก่งๆ แบบนี้ ถ้าทำงานแบบไม่เห็น career ก็คงอยู่กับเราไม่นาน

Me: พี่เคยมีโอกาสลองใช้ lateral move กับทีมรึยังครับ

Mentor: ผมลองแล้ว ตอนแรกไม่มีคนอยากย้ายเลย น้องๆ กลัวการออกจาก comfort zone กลัวย้ายไปงานใหม่แล้วทำพลาด ผมกลับมาคิดและลองวิธีใหม่ซึ่ง work มาก ตอนนี้ทำมา 3 รุ่นแล้ว มีคนสนใจอยากย้ายงานเพิ่มขึ้นกว่ารุ่นแรกเยอะเลย

Me: พี่ทำยังไงเหรอครับ ช่วยขยายความหน่อย

การฟัง 3 แบบ

ถ้าถามว่าทักษะอะไรที่สำคัญในการทำงาน และมาแรงอย่างต่อเนื่อง ต้องบอกว่าทักษะเรื่องการสื่อสาร หรือ communication skill จะอยู่ใน Top 5 เสมอ

และเมื่อพูดถึงการพัฒนาทักษะการสื่อสาร คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการ ‘สื่อ’ สาร ด้วยการพูด การนำเสนอ หรือการเขียน โดยมองข้ามเรื่องที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือเรื่อง…

การฟัง

หลายคนอาจสงสัยว่า การฟัง มีอะไรให้ฝึกด้วยหรือ? สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจก่อนว่า การได้ยิน กับการฟัง ไม่เหมือนกัน ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ แต่การฟังจะมีวัตถุประสงค์อยู่

โค้ชผมเคยเล่าให้ฟังว่าการฟังมีอยู่ 3 แบบ ซึ่งจะส่งผลต่อวิธีการตอบสนอง และผลลัพธ์ที่จะเกิด โดยการฟังแต่ละแบบนี้จะใช้ในโอกาสที่ต่างกัน

1. ฟังเพื่อเอาชนะ (listen to win)

การฟังแบบแรก จะเป็นการฟังหาจุดอ่อนของประโยคอีกฝ่าย อาจเป็นรายละเอียดที่คลาดเคลื่อน ไม่ครอบคลุม และรอจังหวะที่ตอบกลับเพื่อชักจูงให้อีกฝ่ายเห็นว่าสิ่งที่เราคิดนั้นถูกต้อง การฟังจะเป็นการเลือกฟังบางประโยค โดยเฉพาะสิ่งที่ยืนยันความเชื่อ หรือธงในใจ

ควรเริ่มมองหางานใหม่เมื่อ…

ใครยังมีงานอยู่ตอนนี้กอดไว้แน่นๆ เลยนะ

ถ้าใครจะคิดจะลาออกช่วงนี้ อาจได้ยินเสียงคนรอบตัวเตือนด้วยความเป็นห่วง อาจเพราะงานไม่ได้หากันง่ายๆ ยิ่งโดยเฉพาะในยุคโควิด

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราควรจะต้องทนอยู่อย่างทรมาน เสมือนว่าจะไม่มีบริษัทไหนต้องการเราอีกแล้ว

หลายครั้งที่ผมเจอคนที่ทำงานกับองค์กรที่ไม่เหมาะ แต่ก็ยังทนอยู่นานจนเกินไปเพราะไม่มีโอกาสได้หยุดคิด หรือคิดแต่ไม่กล้าตัดสินใจก็รู้สึกเสียดายทั้งเวลา และโอกาสที่ดีกว่าถ้าได้ทำงานกับองค์กรที่ใช่

หากมีน้องๆ มาขอคำแนะนำว่าเมื่อไหร่ที่ควรหยิบ resume มาปัดฝุ่น เริ่มคิดมองหางานใหม่ ผมจะแนะนำให้มอง 3 เรื่อง

1. เข้ากับวัฒนธรรมองค์กรไม่ได้ (culture fit)

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หรือเรื่องเล็กๆ