ข้อคิดการใช้ชีวิตจากเพลงกล่อมเด็ก

Row, row, row your boat

Row, row, row your boat

Gently down the stream

Merrily, merrily, merrily, merrily

Life is but a dream

 

เนื้อร้องเพลงกล่อมเด็กสั้นๆ เพลงนี้ วนลูปอยู่ในหัวผมอยู่เป็นสัปดาห์

เนื่องจากเพลงนี้กำลังเป็นเพลงโปรดของลูกสาว ที่คุณภรรยาใช้กล่อม ผมเลยได้ยิน (และร้อง) บ่อยเป็นพิเศษ จนติดอยู่ในหัวมาฮัมต่อเองตอนอาบน้ำ และตอนขับรถด้วย

ร้องไปร้องมา ผมเริ่มตีความเนื้อเพลงกล่อมเด็กเพลงนี้ เป็นบทเรียนการใช้ชีวิตได้ดังนี้

Row, row, row your boat

เปรียบเทียบชีวิตของคุณเป็นดั่งเรือ ล่องอยู่ในลำธารของชีวิต ไม่ว่าจะเจอน้ำนิ่ง น้ำเชี่ยวกราด หรือโขดหิน เช่นเดียวกับความสุขหรืออุปสรรคต่างๆ ในชีวิต เราก็พายต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

[Mentor แบบชัชๆ] ทักษะที่จำเป็นในการทำงานปัจจุบัน

[Mentor Profile] HR Senior Executive, Thailand leading retail

Mentor: คุณรู้มั้ย ความรู้เดี๋ยวนี้มันล้าสมัยเร็วมาก ยิ่งสาย IT แค่ 2-3 ปี สิ่งที่เคยรู้มาก็แทบใช้ไม่ได้แล้ว ผมนี่เป็นห่วงหลานผมที่กำลังโตขึ้นมา พยายามคิดว่าจะเขาเรียนอะไรแล้วจะ sustain ในโลกอนาคต

Me: แล้วอาจารย์ได้คำตอบมั้ยครับ

Mentor: จากประสบการณ์ผม สิ่งสำคัญที่จำเป็นสำหรับการทำงานในปัจจุบันและอนาคตไม่ใช่เรื่องของวิชา หรือองค์ความรู้ เท่ากับทักษะอยู่ 2 เรื่อง คือ learning agility หรือ ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว กับ adapability หรือ ความสามารถในการปรับตัว ถ้ามี 2 ทักษะนี้ คุณจะอยู่รอดได้ในการทำงานปัจจุบัน

Me: ขอบคุณครับ แล้วนอกเหนือจาก 2 ทักษะนี้ ซึ่งผมคิดว่าจำเป็นกับแทบทุกคนที่ทำงาน มีเคล็ดลับอะไรที่จะช่วยให้เราก้าวได้เร็วกว่าคนอื่นในการทำงานบ้างครับ

4 เรื่องที่คุณอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับแบบทดสอบบุคลิกภาพ (Personality Test)

Full disclosure: ปัจจุบันผู้เขียนเป็น Senior Consultant ของบริษัท Aon Hewitt เจ้าของแบบทดสอบ ADEPT-15, ข้อมูลใน blog นี้เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับองค์กร

ตั้งแต่เด็กๆ ผมเป็นคนชอบทำแบบทดสอบด้านบุคลิกภาพ หรือลักษณะนิสัย (Personality Test) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอยากรู้ว่าผลออกมาจะตรงกับที่เราคิด ว่าเราเป็นหรือเปล่า อีกส่วนหนึ่งก็อยากรู้จักตัวเองในด้านที่เราอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน

แบบทดสอบที่ทำก็มีตั้งแต่ทำขำไม่กี่ข้อในนิตยสาร ที่มีคำอธิบายผลท้ายหน้า ไปจนถึงแบบทดสอบจริงจังที่ต้องเสียเงินหลายพัน ทำเสร็จแล้วมีรายงานส่งมาให้เป็นเรื่องเป็นราว

เนื่องจากงานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ผมมีโอกาสได้ certify เครื่องมือ The Adaptive Employee Personality Test (ADEPT-15) ซึ่งเป็น personality test ที่เน้นสำหรับการทำงาน ทำให้ผมเห็นเข้าใจแบบทดสอบบุคลิกภาพ (โดยเฉพาะ ADEPT-15) ดีขึ้น เลยขอกล่าวถึง 4 เรื่องที่มักมีคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับแบบทดสอบประเภทนี้

1. มี profile ที่สมบูรณ์แบบ

ผมเคยเชื่อว่าเวลาทำแบบทดสอบบุคลิกภาพ จะต้องมีคำตอบที่ถูก หรือ profile ที่ดีที่สุด แต่ความจริงแล้ว perfect profile หรือ profile ที่ดีที่สุดนั้นไม่มีอยู่จริง เราต้องเข้าใจก่อนว่าเราทำแบบทดสอบบุคลิกภาพเพื่อที่จะเข้าใจสิ่งที่ตัวเอง ‘มีแนวโน้ม’ ที่จะเป็น เพราะไม่มีแบบทดสอบไหนที่ให้ผลถูกต้อง 100% คนที่ใช้ผลต่อ (เช่น ฝ่าย HR ของบริษัท) จะพิจารณาต่อว่า profile แบบนี้มีแนวโน้มเหมาะกับองค์กร หรือเหมาะกับงานด้านไหนเป็นพิเศษหรือไม่

[Mentor แบบชัชๆ] เมื่อ Gen Y อยากกลับมาทำงานบริษัท?

[Mentor Profile] CHRO, Thailand leading retail

Me: พี่ว่า เดี๋ยวนี้หาคนเก่งมาทำงานยากมั้ยครับ?

Mentor: โดยรวมพี่ว่าคนเก่งยังหาไม่ยากเท่าไหร่ แต่ต้องเข้าใจว่าคนเก่งมีทั้งกลุ่มที่เก่งพร้อมใช้งาน และกลุ่มที่มีศักยภาพและยังต้องพัฒนาอยู่

Me: ครับ แล้วพี่มีมุมมองอย่างไรกับกระแสของน้องๆ Gen Y ที่เรียนจบมาแล้วสนใจอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือทำ Startup เป็น Founder มากกว่าเข้าทำงานในบริษัทบ้างครับ?

Mentor: พูดถึงเรื่องนี้ พี่นึกถึงน้องคนหนึ่งที่เพิ่งสัมภาษณ์มา เป็นเด็ก Gen Y ที่เรียนจบมาแล้วทำธุรกิจ เป็นเจ้าของกิจการเล็กๆ ตอนนี้อายุ 30 เกิดเปลี่ยนใจอยากทำงานบริษัท เลยมาสมัครงานกับพี่

Me: น่าสนใจจังครับ

Mentor: จะบอกว่านี่ไม่ใช่กรณีแรกที่พี่เห็นเด็กจบมาไปทำธุรกิจของตัวเอง หรือ Startup แล้วสุดท้ายกลับมาสมัครงาน อย่างคนนี้เขา profile ดีมากนะ แล้วเขาเลือกที่จะทำธุรกิจค้าขายเล็กๆ ของตัวเอง ซึ่งก็ไปได้ดี มียอดขาย และกำไรไม่น้อยทีเดียว

Me: แล้วจะมาสมัครงานทำไมล่ะครับ?

เปลี่ยนมุมมองเพื่อเพิ่มความมั่นใจในตัวเองแบบง่าย ๆ

เรื่องความมั่นใจในตัวเอง เป็นเรื่องหนึ่งที่ใคร ๆ ก็อยากให้ตัวเองมี เพราะไม่เพียงช่วยในการทำงาน การเข้าสังคม

แต่ยังช่วยเรื่องความรู้สึก และความภูมิใจที่มีต่อตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด

ประโยคคำถามที่ผมได้ฟังจากคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเองจำนวนไม่น้อย คือ

ผม/ฉันไม่มีอะไรดีซักอย่าง ทำอะไรก็ไม่เก่ง ไม่มีอะไรโดดเด่น ไม่ประสบความสำเร็จเรื่องไหนซักเรื่อง แถมหน้าตาก็ไม่ได้ดีเหมือนคนอื่น แล้วจะเอาความมั่นใจในตัวเองมาจากไหน?

ต้องบอกว่าผมก็เคยคิดแบบนี้ ก่อนจะมาเจอวิธีคิดเรื่องการสร้างความมั่นใจตัวเองที่ช่วยพัฒนาให้ผมมั่นใจในตัวเองมากขึ้น

ถ้าลองถอดรหัสความคิดของคนที่พูดประโยคข้างบน จะเห็นว่าคนที่พูดผูกความมั่นใจในตัวเองกับความสำเร็จ ความเก่ง หรือเชี่ยวชาญในบางเรื่อง ที่คนอื่นหรือสังคมยอมรับ

นั่นหมายความว่า ถ้าฉันไม่เก่ง ไม่ประสบความสำเร็จ ก็จะไม่มีเหตุผลให้ฉันมีความมั่นใจในตัวเอง

แม้จะฟังดูก็เป็นเหตุเป็นผลดี แต่ปัญหาคือ

ถ้าฉันเป็นคนธรรมดาเดินดินทั่วไป ฉันจะสร้างความมั่นใจในตัวเองได้จากไหน?

วิธีคิดในการสร้างความมั่นใจในตัวเองที่ได้ผลมากกว่า คือ