3 คำถามที่ HR Business Partner ควรตอบได้

CY: บริษัทพี่มี HR Business Partner มั้ยครับ?

HR Director: มีสิ เราเพิ่งเปลี่ยนชื่อตำแหน่งให้ HR ของเราเป็น Business Partner ปีที่แล้ว

CY: นอกจากเปลี่ยนชื่อตำแหน่งแล้ว พี่ได้เพิ่มความสามารถให้กับทีม หรือดึงงาน admin ที่ทำอยู่ออกบ้างรึเปล่าครับ?

HR Director: ก็ยังนะ บริษัท freeze headcount อยู่ HR Business Partner เลยยังต้องทำงาน admin ต่อ แล้วด้วยความคาดหวังจากผู้บริหารจากชื่อตำแหน่ง HR Business Partner ที่ต้องการให้เข้าใจ Business และทำงาน strategic มากขึ้น ก็ยิ่งไม่มีเวลาไปอบรมเพิ่มเติมเลย

ว่าแต่คุณมีวิธีง่ายๆ เพื่อเช็คว่าทีมของพี่มีความเป็น HR Business Partner มากน้อยแค่ไหนมั้ย?

นี่เป็นตัวอย่างบทสนทนาและคำถามที่ผมได้ยินจากลูกค้าหลายองค์กร ซึ่งถ้าถามผม ผมจะนึกถึงคำถาม 3 ข้อที่คุณ  Anthony J. Rucci, Executive Vice President ของบริษัท Cardinal Health Inc. เคยเขียนแนะนำในบทความหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าคนที่เป็น HR โดยเฉพาะตำแหน่ง HR Business Partner ควรต้องตอบได้

3 คำถามนั้นคือ

1. ใครคือลูกค้าหลักของบริษัท?

คำถามนี้เหมือนเป็นคำถามพื้นฐานง่ายๆ แต่มีความสำคัญมากที่ HR ทุกคนควรจะทราบ และคำถามที่คุณอาจถามต่อคือ 

ออเจ้าว่ากระไร ข้าฟังไม่รู้ความ

4 เทคนิคสื่อสารให้หัวหน้ารู้ความในยุคบางกอก 4.0

 

แม่การะเกด ออเจ้าว่ากระไร ข้าฟังไม่รู้ความ

 

ระหว่างที่ผมดูท่านขุนหมื่นงงกับคำพูดไม่คุ้นหูของแม่การะเกดในละครบุพเพสันนิวาส ผมก็นึกถึงภาพในการทำงานที่หลายครั้งการสื่อสารของคนในทีม ก็ทำให้ผมรู้สึกงง ไม่เข้าใจในสิ่งที่น้องๆ ในทีมพยายามสื่อ ไม่ต่างจากท่านขุนหมื่น

ทั้งๆ ที่เข้าใจถึงความตั้งใจของน้องๆ แต่การสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพทำให้หงุดหงิด และเสียเวลาการทำงานทั้งสองฝ่าย

ผมมาทบทวนจากประสบการณ์การสื่อสารกับหัวหน้าที่มีประสิทธิภาพ และไม่มีประสิทธิภาพ บวกกับความคาดหวังของตัวเองในฐานะหัวหน้า สรุปออกมาเป็น 4 เทคนิคที่จะช่วยให้คุณสื่อสารกับหัวหน้า (หรือคนที่ทำงานด้วย) ได้ดีขึ้น

1. อธิบาย context กับ background ของประเด็นที่จะพูด

หลายคนพอมีโอกาสพูดกับหัวหน้า ก็รัวปัญหาใส่หัวหน้าประหนึ่งแร๊พ อโยธยา ซึ่งเราต้องอย่าลืมว่าหัวหน้าไม่ได้รับผิดชอบเรื่องของเราแค่คนเดียว และเขาไม่ได้อยู่หน้างาน ใช้เวลากับงานของเราเท่ากับตัวเรา เพราะฉะนั้นก่อนพูดถึงประเด็นที่ต้องการสื่อ ควรบอก context กับ background ของเรื่องนั้นซักนิด เพื่อให้หัวหน้าเข้าใจที่มาที่ไป สถานะปัจจุบันของเรื่องที่เราต้องการจะสื่อสาร ก่อนจะลงไปที่ตัวประเด็นที่อยากจะพูด

แต่ในกรณีที่หัวหน้าแม่นรายละเอียดของงาน หรือได้พูดคุยกันบ่อยๆ เราก็สามารถที่จะเจาะไปที่สิ่งที่ต้องการจะสื่อสารได้เลย ไม่ต้องเกริ่นให้มากความ

2. ไม่พูดข้ามประเด็นไปมา

4 ปัจจัยที่ทำให้การหมุนเวียนงาน (Job Rotation) ไม่สำเร็จ

พี่มีตำแหน่งให้น้องไปทำในแผนกข้างๆ เริ่มเดือนหน้า พี่ว่าน้องน่าจะทำได้ น้องสนใจมั้ย?

หลายคนคงเคยได้ยินประโยคที่หัวหน้าคุณเคยเรียกไปถามแบบนี้ ซึ่งจะว่าไปก็เป็นคำถามที่ tricky เล็กน้อยในการตอบ

ถ้าตอบปฏิเสธเพราะไม่ใช่งานที่สนใจ หรือเห็นประโยชน์ที่จะต่อยอดในอนาคต ก็กลัวว่าหัวหน้าจะหมายหัว ไม่ให้โอกาสอีกในอนาคต

ครั้นจะตอบตกลง ก็ไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นยังไงหลังจากนั้น เพราะจากประสบการณ์ของเพื่อนๆ ในองค์กรที่หมุนเวียนงานภายใน หรือ Job Rotation ไม่ได้ตอบโจทย์การพัฒนา หรือ career ตัวเองในอนาคตเท่าไหร่

เรื่องการมี Job rotation หรือให้หมุนเวียนงานภายในองค์กรไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นเรื่องที่ดี ที่เปิดโอกาสให้พนักงานได้เรียนรู้งานใหม่ๆ สำหรับต่อยอดความรู้ โอกาสการเติบโตของตัวเอง และองค์กรในอนาคต

ถ้ามองหลักการพัฒนาแบบ 70:20:10 Job rotation จะอยู่ในส่วน 70 หรือการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ทำงานจริง

ปัญหาของเรื่องนี้ที่เห็นในองค์กรส่วนใหญ่ ไม่ได้อยู่ที่หลักการ แต่อยู่ที่การนำไปใช้ ซึ่งทำให้ผลลัพธ์ออกมาในทางลบมากกว่าเจตนาของผู้บริหารหรือ HR

จากประสบการณ์ ผมสรุปปัจจัยที่ทำ Job rotation แล้ว fail กับพนักงานและองค์กร ออกมาได้ 4 ปัจจัย คือ

1. งานที่ย้ายไปไม่ตรงกับความสนใจของพนักงาน (career interest)

ถ้าหัวหน้า หรือบริษัทเริ่มต้นโดยไม่ได้สนใจความต้องการของพนักงาน ก็ยากที่ให้การย้ายงานนั้น win-win ทั้งสองฝ่าย แน่นอนว่างานที่ย้ายอาจไม่ได้ตรงกับที่ความสนใจของพนักงาน 100% แต่หัวหน้าควรจะอธิบายได้ว่าทำไมถึงแนะนำให้ย้ายไปในงานใหม่ แล้วตัวพนักงานจะได้ทักษะ หรือประสบการณ์อะไรที่จะเป็นประโยชน์กับ career ในระยะยาวบ้าง

ที่น่าแปลกคือ บางองค์กรมีการถามพนักงานถึงตำแหน่ง หรือลักษณะงานที่ตัวเองสนใจ แต่กลับไม่ได้ใช้ข้อมูลที่มีในการพิจารณาย้ายงานเลย

[Mentor แบบชัชๆ] รู้มั้ยว่าใครใหญ่?

[Mentor Profile] Executive Vice President, leading E&P company in Thailand

Me: พี่ดูแลทีมใหญ่ๆ แบบนี้เหนื่อยมั้ยครับ?

Mentor: ก็มีบ้างนะ เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลา ผมก็ต้องค่อยๆ สอนกันไป

Me: งานยุ่งขนาดนี้ พี่มีวิธีสอนทีมยังไงบ้างครับ?

Mentor: ถ้าเรื่องไหนคนไม่รู้เยอะๆ ก็เปิดเป็น training สอนเองบ้าง ไม่ก็สอนตอนประชุม หรือทีม present บ้าง

Me: ปัญหาส่วนใหญ่ที่เจอในการ present มักเป็นเรื่องอะไรครับ?

5 เหตุผลที่ผมเลือก Blinkist

App สรุปหนังสือให้คุณอ่าน หรือฟัง ภายใน 15 นาที

ปีใหม่นี้ ผมเชื่อว่าหลายๆ คนตั้งใจจะอ่านหนังสือให้มากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา… เช่นเดียวกับผม

ผมเคยมีภาพ  Perfect Weekend ที่นั่งจิบกาแฟ แล้วชิวอ่านหนังสือเล่มใหม่ในร้านคาเฟ่เก๋ๆ ในวันหยุด

ตัดมาที่ภาพความเป็นจริง ที่มีครอบครัวที่ต้องดูแล งานที่ต้องรีบทำให้ทัน deadline ไหนจะต้องเสียเวลาอยู่บนท้องถนนอีกไม่รู้กี่ชั่วโมงในแต่ละเดือน

โอกาสจิบกาแฟ อ่านหนังสือให้จบเล่ม ไม่ต้องต้องคิดถึงการอ่านให้มากกว่าปีที่ผ่านมา มันช่างดูเลือนรางเหลือเกิน

โชคดีที่ผมได้รู้จัก Blinkist ซึ่งเป็นบริการสรุปใจความสำคัญของหนังสือประเภท Non-Fiction ในรูปแบบการอ่าน หรือฟังภายใน 15 นาที

ก่อนหน้านี้ ผมมีโอกาสได้ลองบริการสรุปหนังสือของหลายเจ้า สุดท้ายก็ตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกแบบ Blinkist Premium ด้วยเหตุผล 5 ข้อ

1. รูปแบบการสรุปเนื้อหา

ความสำคัญของการสรุปหนังสือ คือ การสกัดเอา concept และความคิดที่หนังสือต้องการจะสื่อออกมาได้ดี ไม่สั้นไป ไม่ยาวไป ซึ่งแต่ละคนอาจชอบไม่เหมือนกัน ส่วนตัวผมชอบ Blinkist เพราะในแต่ละหน้าที่สรุป คือ Key message / Key concept แล้วจึงขยายความต่อ และเวลา 15 นาที ของผมคิดว่ากำลังดีสำหรับการทำความเข้าใจเนื้อหาหลักของหนังสือ 1 เล่ม