[Mentor แบบชัชๆ] เทคนิคหาเวลาให้ตัวเองสำหรับคนไม่มีเวลา

Mentor Profile: APAC Lead, Global Consulting Firm

Me: ตั้งแต่ Work From Home ช่วงโควิด ผมรู้สึกว่าตารางเต็มไปด้วย meeting back to back ไม่มีเวลาพักสั้นๆ เหมือนเมื่อก่อนที่มีเวลาเดินทางไปหาลูกค้า หรืออย่างน้อยก็เดินเปลี่ยนห้องประชุม

Mentor: ผมก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกันครับ

Me: พี่มีเทคนิคอะไรแนะนำมั้ยครับ ผมว่าตัวเองไม่สามารถทำงานแบบนี้ได้ยาวๆ อย่างมีประสิทธิภาพ

Mentor: อย่างแรกที่ผมทำคือการ block เวลาให้ตัวเอง ทั้งเพื่อสุขภาพกาย สุขภาพใจ และเวลาสำหรับ deep work

Me: พี่ช่วยขยายความหน่อยครับ

Mentor: ผมให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายมาก ตอนเช้าๆ หรือบ่ายๆ วันไหนไม่มีประชุม จะไปว่ายน้ำ ซึ่งตอนว่ายก็ได้คิดเรื่องงานได้ยาวๆ แบบไม่มีใครมากวนได้ด้วย

เรื่องสุขภาพใจผมใช้วิธีการเปลี่ยนสถานที่ให้มี transition จำลองเหมือนก่อนโควิด อย่างห้องทำงานผมอยู่ชั้น 2 ถ้ามีเวลาระหว่างประชุม 3-5 นาที ผมจะลุกลงไปหยิบน้ำ หรือชงกาแฟที่ห้องครัวข้างล่าง และตัวเองรู้สึกว่าแต่ละประชุมมีจุดเริ่มต้น และสิ้นสุดที่ชัดเจน ไม่ได้นั่งยาวอยู่นานจอทั้งวัน แถมยังใช้โอกาสนี้คุยกับภรรยา และลูกที่อยู่ข้างล่างเพื่อ relax สั้นๆ ได้

ส่วนเวลาสำหรับ deep work เช่น วางแผน strategy หรืองานสำคัญที่ต้องการเวลา 2-3 ชั่วโมงต่อเนื่อง ผมมักจะใช้วิธีเปลี่ยน environment เป็นที่ใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย เช่น ร้านกาแฟ หรือเดินในสวน ส่วนตัวผมคิดว่าทำให้สมองตื่นตัว และ focus สำหรับคิดอะไรใหม่ๆ ได้ดีนะ

Me: ผมก็พยายามทำนะครับ ปกติ Outlook จะแนะนำ Focus Time ให้ซึ่งก็ดูเหมือนดี แต่พอเวลาใกล้ๆ เข้ามา ถ้าลูกค้า หรือทีมขอเวลามาผมก็มักจะให้ priority ของลูกค้าก่อน แล้วเอางานตัวเองไปทำตอนกลางคืน

Mentor: ผมเข้าใจคุณนะ ถ้าลูกค้าคุณเป็น CEO ที่ไม่มีเวลาว่างเลย ผมเองก็ให้ priority ลูกค้าก่อนเหมือนกัน แต่สิ่งที่ผมทำถึงจะต้อง schedule เวลาของตัวเองใหม่ทันที แปลว่า focus time ที่เรากันไว้สำหรับตัวเองจะไม่ได้หายไปไหน แค่เลื่อนหรือสลับกับตารางอื่นเฉยๆ

ที่สำคัญคือคุณต้อง protect เวลาของคุณเองด้วยการ reschedule focus time ทันทีที่มีตารางอื่นแทรก ไม่อย่างนั้นเวลาของตัวคุณเองก็จะหายไป และไ่ม่มีใครสนใจเวลาทำงานของคุณนอกจากตัวคุณเอง

Me: ขอบคุณที่แนะนำครับพี่

Mentor: ถ้าเป็น internal meeting หรือ catch up กับทีมที่จะมาแทรกเวลาที่เรา block ไว้ก่อนสำหรับตัวเอง ต้องใจแข็ง แล้ว push back กลับไปบ้าง หรือไม่ก็เลื่อนออกไปก่อน ไม่อย่างนั้นคุณจะ overwhelmed เอง

Me: เข้าใจแล้วครับ มีเทคนิคอื่นที่อยากแนะนำเพิ่มมั้ยครับ

Mentor: ถ้าสังเกต จะเห็นว่า default เวลานัดประชุมใน Outlook จะเป็น 30 นาที หรือ 60 นาที ใช่มั้ย ลองไปเปลี่ยน setting ให้เป็น slot ละ 20 นาทีดู แล้วบอกทีมว่าต่อไปเวลานัดประชุมแทนที่จะเป็น 30 หรือ 60 นาที ให้นัด 20 หรือ 45 นาทีแทน ในมุมหนึ่งจะเป็นเพิ่มประสิทธิภาพให้การประชุมกระชับขึ้น และขณะเดียวกันเอาได้ built-in micro break เข้าไปในตารางเราด้วย เพราะสมมติว่าเรานัดประชุม 10.00-10.20 น. โอกาสที่คนที่จะนัดประชุมต่อน่าจะเป็น 10.30 น. ทำให้เรามีเวลา buffer สำหรับ break 10 นาที ก่อนประชุมต่อไป

Me: ว้าว ขอจดก่อนครับ เทคนิคนี้ผมจะนำไปใช้เลย

Mentor: แล้วอีก 2 อาทิตย์มาเล่าให้ผมฟังนะ ว่าใช้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง

Me: ได้เลยครับ

Similar Posts

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2015

    ผมเลือกรูปนี้เป็นตัวแทนภาพรวมของปีสำหรับตัวเองที่ทั้งสนุก และได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ ที่ท้าทาย ได้เรียนรู้ และโตขึ้นจากการพัฒนาตัวเอง เช่นเคย ผมประเมินตัวเองด้านต่าง ๆ แต่เนื่องจากปีก่อน ผมไม่ได้เขียน เลยต้องเทียบกับ 2 ปีที่แล้วแทน สุขภาพร่างกาย (A+) 3pt up vs. 2 Years Ago (2YA) ปีนี้เป็นปีทองด้านสุขภาพสำหรับผม สุขภาพแข็งแรงไม่มีป่วยหนักตลอดปี ด้านการออกกำลังกาย ผมลงรายการวิ่งทั้ง mini marathon และ half marathon เพื่อเตรียมร่างกายก่อนวิ่ง full marathon รายการ Standard Chartered Marathon Singapore ตอนปลายปี ซึ่งก็ทำได้สำเร็จ ผลพลอยได้ของการซ้อมคือ น้ำหนักลดลงมาถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ทั้งที่เป้าน้ำหนักนี้ตั้งไว้หลายปี แต่ยังทำไม่สำเร็จ Improvement Areas รักษาน้ำหนักตัว และความสม่ำเสมอของการออกกำลังกาย ลดของหวาน การงาน (A) 1pt up vs 2YA งานปีนี้ก็ทั้งสนุกทั้งท้าทาย ได้ทั้งเรียนรู้การทำงานกับหัวหน้าใหม่ที่เก่ง และเพื่อนร่วมงานใหม่ที่มีประสบการณ์สูงหลายคน ได้ทำงาน scope regional…

  • | |

    มืออาชีพและบันได 5 ขั้นของความสามารถ

    คุณนิยาม มืออาชีพ ว่าอย่างไร? ระหว่างที่ฟังคุณวิเชียร จึงวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการของ CP Retailink เล่าเรื่องการบริหารคนในองค์กร ท่านก็ถามผมขึ้นมา ซึ่งผมก็คิดซักพักแล้วตอบอย่างกระอ้อมกระแอ้มว่า มืออาชีพน่าจะเป็นคนที่มีความสามารถ รู้หน้าที่ และทำตามมาตรฐานที่องค์กรคาดหวังได้ดี ทำให้สิ่งที่ควรทำโดยไม่อิงกับความรู้สึกของตัวเอง ท่านฟังแล้วพูดขึ้นว่า ในมุมของท่าน มืออาชีพ คือ บุคคลที่สมควรได้รับค่าจ้าง คุณวิเชียรคงเห็นผมนั่งนิ่ง อ้าปากค้างเลยขยายความต่อว่า มืออาชีพคือคนที่มีความสามารถและทำงานได้ตามที่คาดหวังได้ 100% ถึงเป็นคนที่สมควรได้รับค่าจ้าง 100% ด้วย ถ้ามองในมุมของนายจ้าง สามารถมองความความสามารถโดยดูจากผลลัพธ์ของงานได้ 5 ระดับเหมือนบันได 5 ขั้น ในแผนภาพนี้

  • 3 สิ่งที่จะสำคัญกว่าใบสมัครของคุณ

    สำหรับคนที่กำลังหางานในยุคที่งานน้อยกว่าคน อะไรคือสิ่งที่องค์กรมองหา และจะช่วยให้เราเพิ่มโอกาสในการหางาน? สำหรับนายจ้าง หรือหัวหน้างาน อะไรคือสิ่งที่ควรมองหาเพื่อที่จะได้ทีมที่ดี ช่วยขับเคลื่อนองค์กรไปด้วยกัน โดยไม่ต้องพะวงกับการจัดการกับดราม่า ผมเชื่อว่าคำถามนี้หลายคนอยากทราบ รวมทั้งตัวผมเองด้วย อย่างที่ทราบกันว่าข้อมูลใน resume หรือทักษะต่างๆ ของผู้สมัครก็ไม่ได้ให้ภาพที่ครบถัวนเท่าไหร่ ยิ่งปัจจุบันที่ความรู้ หรือทักษะที่เรียนมา อาจไม่สำคัญมาก เพราะสุดท้ายคุณก็ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่ดี แล้วอะไรคือสิ่งที่ควรให้ความสำคัญในการคัดเลือกคนเข้าร่วมทีม คุณ Patrick Lencioni ผู้ก่อตั้ง The Table Group พูดใน podcast จากประสบการณ์ของเขาไว้อย่างน่าสนใจว่า มี 3 สิ่งที่เขามองหา และให้น้ำหนักมากกว่าตัว resume ของผู้สมัครด้วย คือ 1. Humble

  • [Mentor แบบชัชๆ] ไม่ได้งานเพราะ ‘มันดีอยู่แล้ว’

    [Mentor Profile] HR Director, Japanese Global Company Mentor: ผมจะเล่าความลับให้คุณฟัง ตอนที่ผมจบวิศวะมาใหม่ ๆ ผมสมัครงานโรงงานทำรองเท้าที่นึง ประสบการณ์ตอนนั้นยังจำมาถึงทุกวันนี้เลย Me: ครับ Mentor: จำได้ว่าหลังสัมภาษณ์เสร็จ ผู้จัดการก็ชวนเดินดูส่วนการผลิตของโรงงาน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นวิธีการผลิตรองเท้า ทุกอย่างดูตื่นตา ตื่นใจไปหมด เห็นเครื่องจักร และกระบวนการผลิตรองเท้าออกมาเยอะแยะก็ยิ่งชอบ ยิ่งอยากทำงานที่โรงงานนี้ หลังจากเดินทัวร์โรงงานเสร็จ ผู้จัดการหันมาถามว่า “คุณคิดว่ามีอะไรที่สามารถปรับปรุง หรือพัฒนาได้บ้าง?” ผมก็อึ้งไปซักพักก่อนจะตอบไปว่า

  • [Mentor แบบชัชๆ] Empower ทีมด้วย free area

    [youtube id=”rqQGQ6upics”] ถ้าชอบเนื้อหานี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามโดนๆ มาช่วยกระตุ้นพลังการทำงานทุกเช้าวันจันทร์ Click Here to Subscribe

  • |

    5 secrets to high performance by Michael Gelb

    ผมเชื่อเสมอว่าเราสามารถเรียนรู้ทุกอย่างรอบตัวเราได้เสมอ ถ้าเรารู้จักมอง วันนี้มีตัวอย่างคนที่เรียนรู้บทเรียนจากการฝึกโยนบอล3ลูก มาปรับใช้กับการเรียนรู้เรื่องต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณ Michael Gelb สรุปเป็นเคล็ดลับ5ข้อของการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้ Model of excellence สร้างภาพของสิ่งที่เราต้องการจะให้เกิดขึ้น แล้วเทียบกับสิ่งที่เราเป็นหรือทำอยู่ให้เรื่องนั้นๆ อย่างถ้าเล่นกอล์ฟก็อาจจะนึกว่าเรากำลังตีวงสวิงสวยๆ เสมือนว่าเราตีได้อย่างนั้นจริงๆ แล้วเทียบกับวงสวิงปัจจุบันว่าต่างกันตรงไหนแล้วปรับ ยิ่งเห็นภาพนั้นชัดเท่าไหร่สมองก็จะช่วยเราให้ปรับความต่างระหว่างสิ่งที่เป็นอยู่กับสิ่งที่อยากเป็นได้เร็วเท่านั้น Transform your attitude toward mistake ความผิดพลาดไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นส่วนที่จำเป็นของกระบวนการเรียนรู้ แต่ประเด็นคือ เราจะเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นให้เร็วที่สุดได้อย่างไร Embrace power of play พยายามทำให้การเรียนรู้นั้นสนุก และน่าสนใจ เครียดเกินไปจะทำให้เราเรียนรู้ได้ช้าลง Embrace relaxed concentration อย่าเกร็งหรือพยายามกับการเรียนรู้มากเกินไป ตัวอย่างที่ผมนึกออกคือการฝึกนั่งสมาธิ ถ้าตั้งใจมากว่าจิตต้องสงบ สุดท้ายก็จะยิ่งฟุ้งซ่าน แถมเครียดกว่าเิดิมด้วย Practicing the art of coaching ตอนเด็กๆเรามีพ่อแม่ หรือคุณครูที่คอยสอนเราเรื่องต่างๆ แต่พอโตขึ้นมาโค้ชที่ดีที่สุดก็คือตัวเราเอง หน้าที่ของโค้ชสำหรับการเรียนรู้ก็คือ 4 ข้อข้างบนที่กล่าวมา Five Secrets…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *