ข้อคิดการใช้ชีวิตจากเพลงกล่อมเด็ก

Row, row, row your boat

Row, row, row your boat

Gently down the stream

Merrily, merrily, merrily, merrily

Life is but a dream

 

เนื้อร้องเพลงกล่อมเด็กสั้นๆ เพลงนี้ วนลูปอยู่ในหัวผมอยู่เป็นสัปดาห์

เนื่องจากเพลงนี้กำลังเป็นเพลงโปรดของลูกสาว ที่คุณภรรยาใช้กล่อม ผมเลยได้ยิน (และร้อง) บ่อยเป็นพิเศษ จนติดอยู่ในหัวมาฮัมต่อเองตอนอาบน้ำ และตอนขับรถด้วย

ร้องไปร้องมา ผมเริ่มตีความเนื้อเพลงกล่อมเด็กเพลงนี้ เป็นบทเรียนการใช้ชีวิตได้ดังนี้

Row, row, row your boat

เปรียบเทียบชีวิตของคุณเป็นดั่งเรือ ล่องอยู่ในลำธารของชีวิต ไม่ว่าจะเจอน้ำนิ่ง น้ำเชี่ยวกราด หรือโขดหิน เช่นเดียวกับความสุขหรืออุปสรรคต่างๆ ในชีวิต เราก็พายต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

ประเมินผลงานตัวเองในปี 2016

ในช่วงอาทิตย์สุดท้ายของปี ผมจะใช้เวลาประเมินตัวเองสั้น ๆ ในด้านต่าง ๆ ก่อนที่ก้าวขึ้นปีใหม่

สำหรับรูปนี้ ถ่ายจากงาน Lucia Night ภายในบ้านท่านทูตสวีเดนประจำสิงคโปร์ ผมเลือกเป็นตัวแทนภาพรวมของปีสำหรับตัวเอง เพราะปีนี้เป็นปีที่ผมได้รู้จัก และสร้าง connection กับคนที่น่าสนใจมากมาย ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาถ่ายทอดใน Blog ในรูปแบบบทสัมภาษณ์ และข้อคิดที่ได้จากประสบการณ์

สำหรับคนที่อยากประเมินตัวเองตอนสิ้นปี ผมแนะนำให้ถามตัวเอง 2 คำถาม ซึ่งผมจดมาจาก podcast หนึ่งที่ผมฟังอยู่ โดยถามตัวเองว่า

  1. โดยรวม ปีนี้คุณดีกว่าปีที่แล้วหรือไม่
  2. ถ้าคุณดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว คุณดีขึ้นถึงจุดที่คุณพอใจหรือไม่

แค่เพียง 2 คำถามนี้ คำตอบของคุณจะเป็นตัวตั้งต้นที่ดีว่าปีหน้า คุณควรทำอะไรต่างไปจากเดิมบ้าง

สำหรับผม ถ้าเป้าหมายหลักปีที่แล้วคือการซ้อมเพื่อวิ่งมาราธอนครั้งแรก  เป้าหมายหลักของผมปีนี้คือการเขียนหนังสือ และการฝึกทักษะการโค้ช ซึ่งผมบรรลุทั้ง 2 เป้าหมาย โดยหนังสือได้ส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์ (ร้อน ๆ ก่อนเขียน post นี้) และสำหรับการโค้ช ผมก็ได้เรียนและฝึกโค้ช ก่อนจะเตรียม certified กับ ICF ในปีหน้า

สำหรับการประเมินชีวิตในด้านต่าง ๆ เทียบกับปีที่ผ่านมา สรุปได้ดังนี้

สุขภาพร่างกาย (A) 1pt down vs. Years Ago (YA)

ปีนี้เป็นปีแรกที่ป่วยจนต้องเข้านอนที่โรงพยาบาล แต่เพราะร่างกายแข็งแรงเลยฟื้นตัวได้เร็ว ภาพรวมการออกกำลังกายได้สม่ำเสมอทุกอาทิตย์ตามเป้า ทั้งปีวิ่งไป 522 กิโลเมตร

Improvement Areas

  • รักษาน้ำหนักตัว และความสม่ำเสมอของการออกกำลังกาย
  • ลดของหวาน

การงาน (A) flat vs YA

งานปีนี้เริ่มลงตัวมากขึ้น ทำงานเข้าขากับประเทศต่าง ๆ ได้ดี ในขณะเดียวกันการมองหาโอกาสสำหรับการย้ายกลับไทย ทำให้ได้เรียนรู้สภาพของอุตสาหกรรม และธุรกิจที่หลากหลาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับการทำงานในอนาคต

ประเมินผลงานตัวเองในปี 2015

11904670_10153056823561778_7456524652810466811_n

ผมเลือกรูปนี้เป็นตัวแทนภาพรวมของปีสำหรับตัวเองที่ทั้งสนุก และได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ ที่ท้าทาย ได้เรียนรู้ และโตขึ้นจากการพัฒนาตัวเอง

เช่นเคย ผมประเมินตัวเองด้านต่าง ๆ แต่เนื่องจากปีก่อน ผมไม่ได้เขียน เลยต้องเทียบกับ 2 ปีที่แล้วแทน

สุขภาพร่างกาย (A+) 3pt up vs. 2 Years Ago (2YA)

ปีนี้เป็นปีทองด้านสุขภาพสำหรับผม สุขภาพแข็งแรงไม่มีป่วยหนักตลอดปี ด้านการออกกำลังกาย ผมลงรายการวิ่งทั้ง mini marathon และ half marathon เพื่อเตรียมร่างกายก่อนวิ่ง full marathon รายการ Standard Chartered Marathon Singapore ตอนปลายปี ซึ่งก็ทำได้สำเร็จ ผลพลอยได้ของการซ้อมคือ น้ำหนักลดลงมาถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ทั้งที่เป้าน้ำหนักนี้ตั้งไว้หลายปี แต่ยังทำไม่สำเร็จ

Improvement Areas

  • รักษาน้ำหนักตัว และความสม่ำเสมอของการออกกำลังกาย
  • ลดของหวาน

การงาน (A) 1pt up vs 2YA

งานปีนี้ก็ทั้งสนุกทั้งท้าทาย ได้ทั้งเรียนรู้การทำงานกับหัวหน้าใหม่ที่เก่ง และเพื่อนร่วมงานใหม่ที่มีประสบการณ์สูงหลายคน ได้ทำงาน scope regional จริงๆ ทำให้ได้เรียนรู้การทำงานแบบ virtual team ซึ่งท้าทายไปอีกแบบ

ความทะเยอทะยานเป็นสิ่งที่ดีรึปล่าว?

คุณรู้สึกอย่างไรกับความทะเยอทะยาน?

เวลามีบอกว่าคนนั้นทะเยอทะยานจัง หรือคนนี้ไม่มีความทะเยอทะยานเลย คุณรู้สึกอย่างไรกับสองคนนี้

ส่วนตัว ผมเคยสับสนอยู่พักใหญ่ เพราะมุมนึงก็คิดว่าความทะเยอทะยานเป็นสิ่งที่ดี เป็นพลังให้เราทุ่มเททำให้สิ่งที่อยากได้

แต่อีกมุมนึงก็คิดว่าความทะเยอทะยานเป็นสิ่งที่ไม่ดี ทำให้เราโลภ เห็นแก่ตัว ไม่รู้จักพอ กระสับกระส่ายมองหาวิธีให้ได้มาโดยไม่สนว่าต้องเหยียบคนอื่นขึ้นไป (รึปล่าว?)

ต้องบอกว่าสองความคิดนี้ตีกันในหัวอยู่นานมาก ชักคะเย่อไปมา ไม่รู้ว่าตกลงเราควรจะทะเยอทะยานดีมั้ย?

จนกระทั่งผมอ่านเจอมุมมองต่อเรื่องความทะเยอทะยานที่น่าคิด

5 บทเรียนจากการนำเสนอกับผู้บริหาร

Lcd Business Presentation.

อาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นหนึ่งสัปดาห์ที่ผมทั้งเครียด ทั้งตื่นเต้น เพราะหัวหน้าให้โอกาส present กับ Steering Committee ของบริษัทในงานที่ทำอยู่

Steering Committee (ยังหาคำแปลภาษาไทยที่ถูกใจไม่เจอ) คือกลุ่มผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่รับผิดขอบ project ใหญ่ๆของบริษัท

ซึ่งจะมีการประชุมเพื่อตัดสินใจ แก้ปัญหา และติดความความคืบหน้าของ project เป็นระยะ โดยปกติคนที่เป็น project lead จะเป็นคน present

Project lead ซึ่งคือหัวหน้าผมเห็นว่า หัวข้อที่กำลังมีปัญหาต้องรีบตัดสินใจ คือเรื่องที่ผมรับผิดชอบอยู่ เลยให้ลองเปิดตัว present เอง (ขอบคุณครับ T__T)

ตัวผมที่เป็นมดทำงานตัวเล็กๆแม้จะเคย present งานก็ไม่น้อย ก็ยังอดป๊อดเบาๆไม่ได้ เพราะ Steering Committee แต่ละคนรุ่นใหญ่ เขี้ยวลากดินทั้งนั้น

แน่นอนว่าแม้จะพยายามเตรียมตัว และขอให้หัวหน้าช่วยโค้ชอย่างใกล้ชิด ยังมีเมามัด ต้องพักยกให้น้ำ ทำแผลบ้าง

วันนี้ present เสร็จ รีบกลับมานึกว่า ถ้าครั้งหน้าต้องขึ้นชก เอ้ย present ใหม่ ควรระวังตรงไหนบ้าง

ถือว่าเป็นเป็นบทเรียนมาฝากคนที่เตรียมนำเสนอกับผู้บริหารไว้ จะได้ไม่ต้องเจ็บซ้ำเหมือนกันนะครับ

  1. background > options > recommendation ในการพูดถึงแต่ละประเด็น ให้หัวข้อเรียงลำดับตามนี้ เอาให้สั้น กระชับที่สุด เห็นความเชื่อมโยงระหว่างประเด็น และตามวิธีคิดของเราจนออกมาเป็น recommendation ได้
  2. ทำ power point ให้เข้าใจง่ายที่สุด ใส่ใจในทุกคำที่ใช้ การ present ภายในสำหรับการทำงานจริงๆ ไม่เน้นความสวยงาม มีแต่ text เป็นหัวข้อตัวใหญ่ๆ และตารางแบบธรรมดาที่สุด ไม่ต้องใส่สี เล่น 50 shades ถ้าจะมีรายละเอียดอะไรให้ใส่ไว้ใน back up slide หรือ attach เป็น object ใน slide อีกที แต่สิ่งหนึ่งที่เพิ่งรู้คือการใช้คำ และลำดับการนำเสนอ ทุกคำต้องมีความหมาย ทุกประโยคต้องมีที่มาที่ไป ว่าทำไมเราถึงพูดถึง เชื่อมกับหัวข้อ หรือประเด็นอื่นยังไง เป็นเหตุผล หรือสนับสนุนกับสิ่งที่ต้องการจะเสนอตรงไหน เพราะ slide ของเราจะถูกใช้ในการอ้างอิงในอนาคต
  3. lobby นอกรอบ เรื่องนี้หัวหน้าแนะนำไว้เลย เพราะถ้าหัวข้อที่ความเห็นอาจก้ำกึ่ง เสียงแตกตกลงไม่ได้ ให้นัดคุยกับนอกรอบกับ คนที่น่าจะเห็นด้วยกับเรา เพื่อให้ช่วยในที่ประชุม หรือ คนที่น่าจะไม่เห็นด้วยกับเรา เพื่ออธิบายนอกรอบก่อน
  4. อย่าไว้ใจเทคโนโลยี ปกติก็ไม่ประมาทเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ครั้งนี้ก็ไปที่ห้องประชุม set-up อุปกรณ์ก่อนครึ่งชั่วโมง แต่เนื่องจากการประชุมนี้เป็นทั้ง telecon จาก 3 ประเทศ แถม share slide สดผ่าน meeting room software อีก ประเด็นคือตอนทดสอบไม่มีปัญหา พอเริ่มปั๊บ อีก 2 ประเทศ ไม่เห็นหน้าจอเรา แก้ยังไงก็ไม่หาย จนต้องตัดประเด็นที่ต้องดูข้อมูลจาก slide ออกไป คุยใหม่คราวหน้า ต้องบอกว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่จริงๆ คราวหน้าคงต้องเผื่อเวลามากกว่านี้ พร้อมธูปเทียน
  5. ตอบให้ตรงคำถาม เรื่องนี้เหมือนง่าย แต่จะไม่ง่ายถ้าไม่เข้าใจความหมายแฝงของคนถาม เรื่องนี้หัวหน้ามาสอนทีหลังว่าต้องเข้าใจว่าคำถามของแต่ละคนต้องการอะไร ซึ่งหลายครั้ง คำถามไม่ตรงไปตรงมาอย่างคำพูด แต่มีการเมืองซ่อนอยู่ ก็คงต้องฝึกจับความหมายกันไป

จบงานนี้เหนื่อยแต่ก็ได้รู้อะไรใหม่ๆให้ฝึกอีกเยอะเลย


ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามสั้นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นพลังในการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe