HR แผนกที่บริษัทมักมองข้าม

Human Resources Concept.

 

HR แผนกที่พนักงานไม่ค่อยอยากสุงสิงด้วยถ้าไม่จำเป็น

HR แผนกที่พนักงานมองว่าเป็นตัวแทนของบริษัท ขณะเดียวกันผู้บริหารก็มองว่าเป็นตัวแทนของพนักงาน

HR แผนกที่หลายบริษัทเริ่มให้ความสำคัญ เพราะเห็นว่าบุคลากรที่เก่งและเหมาะสมกับองค์กรเป็นสิ่งที่สำคัญในการแข่งขันทางธุรกิจ

HR แผนกที่พยายามสลัดภาพผู้คุมกฏ ทำงาน routine น่าเบื่อ เป็นที่รวมของคนไม่มีที่ไป มาเป็นมือขวาของผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคลในเชิงรุก เข้าใจภาพธุรกิจ ขณะเดียวกันก็เข้าใจพนักงาน

จากที่มีโอกาสได้สัมผัสทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ผมเห็นหลายองค์กรที่ผู้บริหารเริ่มให้ความสำคัญกับด้านบุคลากรในองค์กรมากขึ้น

HR เลยได้โจทย์ใหม่ๆมากมายเพื่อดึงดูดผู้สมัครที่เก่งและดี พัฒนาพนักงานให้เก่งขึ้น และดึงศักยภาพของพนักงานออกมาใช้ในองค์กร อย่างมีความสุข ภายใต้งบที่จำกัด (และลดลงทุกปี)

ต้องบอกเลยว่า

ไม่ง่าย…

แต่ในความคาดหวังที่ท้าทายขนาดนี้ สิ่งที่ผมเห็นคือ คนในทีม HR กลับถูกละเลย

ละเลยจากเพื่อนพนักงาน

ที่มักจะมองว่าคนแผนกนี้เป็นตัวแทนของบริษัท ต้องคอยจับผิดแน่ๆ หรือมีเรื่องเกี่ยวกับปัญหาเกี่ยวกับผลประโยชน์ต่างๆ ก็จัดเต็มจนลืมไปว่าคนในทีม HR ก็เป็นเพื่อนร่วมงาน กินเงินเดือนเหมือนกัน

ละเลยจากผู้บริหาร

ผู้บริหารหลายท่าน ยังมองว่า HR เป็นแผนกจับฉ่าย มีงานแล้วไม่รู้จะให้ใครทำก็มาแปะไว้แผนกนี้ก่อน ผมเคยเห็นตั้งแต่เตรียมงานปีใหม่ ถ่าย+ตัดต่อวีดีโอ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าให้ทำก็ทำได้ แต่ถ้างานที่ทำใช้เวลาไม่สอดคล้องกับความคาดหวัง ก็ยากที่เป็น

ละเลยจากพัฒนา

เป็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออก เมื่อแผนกที่ดูแลการพัฒนา ฝึกอบรม ให้คนในองค์กร กลับได้โอกาส และงบประมาณในการพัฒนาน้อยที่สุด แผนกที่ควรได้ติดต่อ networking กับองค์กรอื่น เพื่อรู้ความเคลื่อนไหวในตลาด มาวางแผนเรื่องคน กลับไม่ได้โอกาส โงหัวจากงานประจำไปข้างนอก และแผนกที่ดูแล Talents และ Succession Planning ขององค์กร กลับไม่ได้มีคนในแผนกตัวเองอยู่ในแผนนั้นเลย

 

ถ้าผู้บริหารผ่านมาอ่าน ลองเอาไปคิดดูนะครับ ถ้าคนเป็นทรัพยากรที่สำคัญขององค์กรจริง คนที่ดูแลระบบต่างๆในองค์กรควรได้รับความสำคัญมากน้อยแค่ไหน? 
____________________________________________________________

ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามสั้นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นพลังในการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

ดูงาน Social Enterprise ในสิงคโปร์

credit: Comcrop Facebook Page

credit: Facebook Page

 

ว่ากันว่า คนที่ทำธุรกิจธรรมดาว่ายากแล้ว ทำธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ยิ่งยากใหญ่

เมื่อวานผมมีโอกาสได้ไปร่วมงาน Singapore Insights: Social Innovation and Enterprise จัดโดย Singapore International Foundation

ทำให้มีโอกาสได้ทั้งฟังเปิดโลกทัศน์ตัวเอง กับคนที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงสังคมในขอบเขตที่ทำได้

ได้ฟังตัวอย่างของ Social Enterprise อย่าง Yellow Ribbon Project กับ Joan Bowen Cafe 

แล้วนั่งรถไปดูงาน organic farm ของบริษัท Comcrop ต่อที่ตึก *Scape แถว Orchard

ปิดท้ายด้วยการไปร่วมงาน Young Social Entrepreneurs (YSE) programme reception ซึ่งมีการประกาศผล 10 ทีมที่ชนะและได้ไปต่อจาก 37 ทีม

ถือว่าเป็นวันที่ได้สนุกกับการเรียนรู้ และรู้จักคนที่น่าสนใจไปพร้อมกัน

Connecting Customers

Image by © Ryan Smith/Somos Images/Corbis

Image by © Ryan Smith/Somos Images/Corbis

 

เคยมั้ยว่าทำงานในสายงานเดิมมานานๆ แล้วรู้สึกตัน แต่ไม่รู้ว่าแผนกอื่นเค้าทำอะไร

หรือ บริษัทบอกว่าเราต้องเข้าใจลูกค้ามากขึ้น แต่งานที่เราทำรู้สึกห่างไกลกับลูกค้าของบริษัทจริงๆเสียเหลือเกิน

แม้กระทั่งอยากออกไปเปิดบริษัทของตัวเอง กลับไม่รู้จักใคร หรือจะเริ่มยังไงเลย

ช่วงหลังๆ เริ่มมีเพื่อนๆ น้องๆ หลายคนที่รู้สึกมาปรึกษาเรื่องนี้กับผมมากขึ้น

อาจเป็นเพราะประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมาทั้งอยู่ในโรงงาน อยู่ในออฟฟิศกลางเมือง และต่างประเทศ(แม้จะเพิ่งมาได้ 2 อาทิตย์) ในหลายแผนก

แถมช่วงหลังๆ ผมโชคดีที่มีโอกาสได้ติดต่อกับทั้งลูกค้า และ Stakeholders ของบริษัททั้งภาคราชการ และเอกชน

ทำให้ผมเห็นความสำคัญ และโอกาสที่ไม่เคยสังเกตมาก่อน เลยอยากมาเล่าสู่กันฟัง…

 

ลูกค้ามีความสำคัญมาก และสำคัญเสมอสำหรับธุรกิจ ไม่ว่าจะเล็ก จะใหญ่แค่ไหน สิ่งที่ต้องระวังคือ

เวลาอยู่ในองค์กรที่ใหญ่มากๆ เป็นไปได้ที่เราจะอยู่ห่างกับลูกค้า จนไม่สามารถเชื่อมได้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่เกี่ยวกับลูกค้ายังไง หรือไม่รู้ว่าลูกค้าของเราจริงๆคือใคร ซึ่ง

อันตรายมาก!

ที่อันตรายเพราะ ถ้าธุรกิจมีปัญหาอะไรที่ต้องปรับองค์กร หรือลดคน คนที่ add value กับลูกค้าน้อยที่สุดมักจะโดนลดก่อน

ดังนั้น ถ้ามีโอกาส ควรหาทางทำงานที่ได้ติดต่อกับลูกค้าภายนอกของบริษัท

ถ้ายังไม่มีโอกาส ก็พยายามทำความรู้จักและหาความคาดหวังของลูกค้าของงานเรา หรือของแผนกของเรา ซึ่งอาจจะเป็นบุคคลภายนอก หรือลูกค้าภายใน เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพขึ้น

อ่านข่าวให้รู้ภาพรวมทางธุรกิจ ว่าตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร ทิศทางบริษัทไปทิศทางไหน แม้หลายคนจะมองว่าไม่เกี่ยวกับตัวเอง แต่สุดท้ายทุกคนในองค์กรก็จะได้รับผลกระทบหมด อาจจะช้าเร็วต่างกันบ้าง 

การที่เราตื่นตัวกับสถานการณ์ของบริษัท และลูกค้าอยู่ตลอด จะทำให้เราทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ก็สามารถหาทางหนีทีไล่สำหรับตัวเองได้ก่อน

สำหรับคนที่อยากมีธุรกิจตัวเองในอนาคต ควรเริ่มฝึกมองและวิเคราะห์กลยุทธ์ของบริษัท ผลิตภัณฑ์ ลูกค้า การตลาด การจัดการเรื่องคน และการขายของบริษัทตัวเอง

เพราะเราจะมีข้อมูลดีกว่า และทำให้มีแต้มต่อเวลาไปปรับใช้กับธุรกิจของตัวเองในอนาคต

ย้ำอีกครั้ง

ไม่ว่าอยู่ตรงไหนขององค์กร พยายามหาทางทำความรู้จักลูกค้าของบริษัท ความต้องการของลูกค้า สถานการณ์ และกลยุทธ์ของบริษัท

ไม่ต้องเพื่อบริษัทก็ได้

แต่เพื่อตัวคุณเอง…

 

 

เก็บตกงาน Give&Take ครั้งที่ 8: THAI Story

thank you

“ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ”

อ.ไชยยศ ปั้นสกุลไชย กล่าวต้อนรับผู้ชมสู่งานทอล์คการกุศล Give&Take ครั้งที่ 8 ในหัวข้อ THAI Story เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (9 กุมภาพันธ์)

งานนี้ต้องบอกว่าคุ้มจริงๆเพราะนอกจากได้มุมมอง แง่คิด จากวิทยากรหลากหลายอาชีพ แล้วรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดยังได้ร่วมสมทบทุน มูลนิธิพระดาบส

ทอล์คการกุศลนี้ ได้ 20 วิทยากร โดย 10 ท่านเป็นลูกศิษย์ อ.ไชยยศ และอีก 10 ท่านเป็นวิทยากรชั้นนำจากหลากหลายอาชีพ โดยแต่ละท่านมีเวลาเพียง 15 นาที ในการนำเสนอ ซึ่งสำหรับวิทยากรส่วนใหญ่ที่มักจะบรรยายทีละหลายๆชั่วโมง ถือเป็นเรื่องท้าทายทีเดียวเลยที่จะถ่ายทอดเรื่องราวออกมาในเวลาที่จำกัดแบบนี้

ทุกท่านล้วนมีมุมมองนำเสนอที่น่าสนใจ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างบางท่าน มาเป็นตัวอย่าง

image_1อ.สวยศ ด่านบรรพต มาในชุดโปรกอล์ฟ พร้อมเทคนิคในการเรียนรู้ทุกอย่างผ่าน G.O.L.F.

G: Guru

เรียนรู้จากกูรู หรือผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ ซึ่งอาจเป็นคน หรือหนังสือ หรือแม้กระทั่งอินเทอร์เน็ต หรือ YouTube ก็เป็นครูเราได้

O: Over&Over again

เมื่อรู้วิธีการแล้ว ก็ต้องฝึก ฝึกแล้วฝึกอีก อ.สวยศ ยกตัวอย่างเวลาเรียนตีกอล์ฟ 1 ชั่วโมงนั้น เราควรไปซ้อมก่อนเริ่มเรียน 1 ชั่วโมง เรียน 1 ชั่วโมง และซ้อมหลังเรียนอีก 1 ชั่วโมง

L: Lessons Learned

ซ้อมแล้วก็ต้องลงสนามจริง เพื่อให้เจอปัญหา และเรียนรู้จากการทำหรือปฏิบัติจริงๆ

F: Feedback

สุดท้ายก็ต้องเปิดรับฟังความเห็นจากผู้อื่น เพื่่อปรับปรุงในส่วนที่เราทำไปแล้วผิต แต่ยังมองไม่เห็น

 

อ.ทวีวรรณ กมลบุตร (อ.A) กับในหัวข้อ Little Voice หรือเสียงเล็กๆในใจเรา ที่จะมาทุกครั้งที่เราจะเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง หรือลองอะไรใหม่ๆ

จะมีเสียงทั้งด้านบวก และด้านลบ เข้ามาและหลายครั้ง เสียงด้านลบมักจะเสียงดังกว่าด้วยเหตุผลที่ดูมีน้ำหนักว่าจนเราไม่ได้เริ่มสิ่งใหม่ๆ

อ.A แนะนำให้หาเหตุผลด้านบวก ให้ได้มากกว่าด้านลบ และแนะนำให้ตั้งโปรแกรมเก็บเสียงด้านบวกให้กับตัวเอง ด้วยการบอกตัวเองทุกๆเช้า ว่า

“ฉันเก่ง ฉันทำได้ ฉันมั่นใจ”

 

อ.สุวัชชัย แก้วทรัพย์ศักดิ์ (อ.โจ้) มาแบ่งปันมุมมองของการ เปิดรับโอกาสดีๆให้ชีวิต

คนส่วนใหญ่ไม่เคยให้โอกาสตัวเองที่จะลอง แต่กลับบอกว่าทำไม่ได้ ซึ่งจริงๆมันอาจเป็นเพราะเราไม่ชำนาญ ไม่เคยฝึก เช่นเดียวกับการลองเขียนหนังสือด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด เราอาจเขียนได้ไม่ดี แต่ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ ถ้ามีโอกาสได้ฝึก ก็จะเขียนได้ดีขึ้น

 

ช่วงบ่ายมีวิทยากรระดับมืออาชีพอีก 10 ท่าน มาแบ่งปันเรื่องราวต่างๆ โดยอยู่ในกรอบเวลา 15 นาทีเช่นกัน

ขอแบ่งปันสิ่งที่ผมจับประเด็นที่ประทับใจในแต่ละท่าน ดังนี้

อ.สุพรรณิการ กุสุมาวลี (What’s eating you?)

  • จากประสบการณ์การสอน presentation skill มักจะสนใจเรื่อง เนื้อหา (Content) กับวิธีการนำเสนอ (Style) แต่อีกปัจจัยนึงที่หลายคนมีปัญหาคือ ความตื่นเต้นในการนำเสนอ
  • สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับความตื่นเต้นในการนำเสนอ คือ 1) คนอื่นก็เป็น  2) ไม่สามารถทำให้หายได้ แต่จะทำให้ลดลงได้
  • วิธีจัดการกับความตื่นเต้น 1) เปลี่ยนมุมมองให้เป็นความท้าทาย หรือเป็นโอกาสที่ได้เสนอกับผู้ใหญ่ หรือคนอื่น 2) สะกดจิตตัวเอง 3) ซ้อมเยอะๆ 4) วิเคราะห์ผู้ฟัง

คุณพีระณัฐ (โทนคุง) จำปาเงิน (Keep Walking)

  • ต้นทุนชีวิตแม้สู้คนอื่นไม่ได้ ก็ต้องพยายามมากกว่าคนอื่น
  • สร้างความแตกต่างชัดเจน ให้คนอื่นจำได้
  • ไม่ย่อท้อ ยอมแพ้ แม้จะถูกปฏิเสธ
  • แมวมองมีอยู่ทุกที่ เพราะฉะนั้นเวลาทำงานต้องเต็มที่เสมอ

อ.สมสิทธิ์ มีแสงนิล (ศิลปะการใช้ชีวิตร่วมกัน)

  • แต่ละคนมีลักษณะที่ต่างกัน ควรเข้าใจจุดแข็ง จุดอ่อน เพื่อปรับตัวในการใช้ชีวิตร่วมกัน
  • อ.สมสิทธิ์ ยกตัวอย่างคนเป็น 4 ประเภท ด้วยตัวการ์ตูน พร้อมชื่อน่ารัก ประกอบด้วย น้อง Dun (ดัน..ทุรัง) น้อง Ivy (Innovative) น้อง Sugar (ใจดี มีแต่ให้) และน้อง Cut (ชอบกฏ เน้นระเบียบ)

อ.ธงชัย โรจน์กังสดาล (อย่าปล่อยให้ไอเดียหลุดลอย)

  • ไอเดีย มักเกิดขึ้นเวลาไม่ตั้งใจ เราซึ่งควรมีอุปกรณ์ในการบันทึกให้พร้อม ซึ่งอาจเป็นสมุดบันทึก กับปากกาธรรมดา หรือ smart phone รุ่นล่าสุดที่บันทึกภาพ เสียง พร้อม วีดีโอก็ได้
  • จากการวิจัย การเขียน เป็นการสื่อสารกับสมองโดยตรง ซึ่งจะช่วยในการจำได้ดีขึ้น
  • กฏ 3 ข้อ จด จำ แจก, ไอเดียมากมายถ้าไม่จดแล้วก็จะลืม จำ ด้วยการอ่านสิ่งที่จด และแจกไอเดียผ่านสื่อต่างๆ ทั้งการบอกต่อ เขียน blog ผ่าน Facebook, YouTube เพื่อให้มีการต่อยอดทางความคิด ที่หลายครั้งเราอาจทำไม่ได้ แต่ไอเดียเราจะไปจุดประกายและเป็นประโยชน์กับคนอื่นต่อ
  • สร้างนิสัยสร้างสรรค์ ด้วยการ ตั้งโปรแกรมหรือ App ให้ตัวเราเอง If… Then ถ้าฉันเกิดไอเดีย ฉันจะรีบจดทันที

คุณสุนทรา สัจจะวัชรพงศ์ (ไข่ตุ๋น)

  • ไข่ตุ๋น เป็นสุนัขพันธุ์พิทบูลที่เคยกัดคุณยายท่านหนึ่งจนเสียชีวิต แต่เมื่อได้รับความรัก การดูแล และการฝึกอย่างถูกวิธีก็กลายเป็นสุนัขที่เชื่องและน่ารักได้
  • สิ่งที่คุณสุนทราได้เรียนรู้และมาแบ่งปันจากการเลี้ยงสุนัข มีอยู่หลายเรื่อง แต่สรุปคือ จงอดทน เชื่อมั่น รอคอย และให้โอกาส ซึ่งผมว่าหลายคนที่เคยพลาด และถูกตัดสินการกระทำในอดีตจากสังคมก็ต้องการ ความรู้สึกนึ้เหมือนกัน

นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล (เรียนรู้เรื่องรัก…รู้จักชีวิตคู่)

  • คุณหมอปล่อยมุกพรั่งพรูมากจนจดไม่ทัน ขำกระจาย จำได้แต่วงกลม  2 วง (Love, Sex) ที่มีจุดร่วมตรงกลาง
  • Sex without love = have sex
  • Sex with love = make love
  • Love without sex = Compassion
  • Love with sex = passion

อ.วิเชียร ไชยบัง (นอกกะลา คือ ปาฏิหาริย์)

image_7

  • อ.วิเชียร ครูใหญ่โรงเรียนนอกกะลา มาเล่าถึงแนวคิด และวิธีการสอนของโรงเรียนที่อาจฟังดูแปลกสำหรับคนที่อยู่ในการศึกษากระแสหลัก
  • การเรียนที่ไม่มีเสียงระฆังเข้าเรียน ไม่มีการสอบ ไม่มีการเปรียบเทียบ แต่เน้นให้มีความรู้ ความเข้าใจ ตั้งคำถาม และเห็นความเชื่อมโยงของ เพื่อเข้าใจแก่นแท้ของศาสตร์ต่างๆ

ผศ.ดร.วาสิตา บุญสาธร (The Power of Appreciation)

  • ใครๆก็ต้องการการชื่นชม ซึ่งผลของการชื่นชมในองค์กร คือ รักษาคน สร้างทีม สร้างผลงาน
  • วิธีการชื่นชม ทำได้ง่ายและหลากหลาย แต่สำคัญที่เราเห็นคุณค่าของคนนั้นจริงๆ

ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด (Where we hide? Why we here?)

   image_10

  • เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น จะเกิดความคิด กับอารมณ์ ซึ่งจะเสริมซึ่งกันและกันหนาขึ้นเรื่อยๆ เสมือนชั้นของหัวหอม
  • วิธีรับมือที่ดีที่สุด คือการมีสติ รู้ตัว ไม่ไปวิ่งตามความคิดและอารมณ์

อ.ศรัณย์ จันทพลาบูรณ์ (โค้ชคร่อมกรอบ)

  • คิดไม่ออก หรือ คิดแล้วไม่ยอมให้เราออก
  • กรอบมีหลายชั้น เริ่มจากกรอบความคิดของตัวเอง ขององค์กร จนไปถึงกรอบของสังคม
  • ถ้าคิดนอกกรอบสังคมเกินไป อาจทำไม่ได้จริง เพราะสังคมไม่ยอมรับ
  • คนส่วนใหญ่ติดกรอบเพราะความกลัว ให้ถามตัวเอง 1) เรากลัวอะไร? 2) แล้วไง? 3) ที่กลัวนี่จริงรึปล่าว?

 

image_11 resize

สุดท้าย ผมขอขอบคุณอ.ไชยยศ อีกครั้งที่จัดงานดีๆแบบนี้นะครับ ผมเชื่อว่าการให้ แม้ไม่หวังอะไร ก็ได้กลับไปในรูปต่างๆทุกคน ผมเขียน blog นี้ก็เหมือนการ pay it forward สำหรับคนที่ไม่ได้มีโอกาสไปร่วมงาน จะได้รับรู้ความตั้งใจดีของผู้จัดงาน และวิทยากรทุกท่านที่มาแบ่งปันเรื่องราวดีๆกัน

สุดยอดครับอาจารย์!

สุดยอดครับอาจารย์!

 

สอนลูกสาวก่อนไปเรียนต่อนอก

เชื่อว่าคุณพ่อ คุณแม่ทุกคนย่อมเป็นห่วงลูกของตัวเองทั้งนั้น โดยเฉพาะการเลี้ยงวัยรุ่นที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ อย่างการไปเลือกไปเรียนต่อต่างประเทศ

คืนนี้ผมได้ทานอาหารกับผู้ใหญ่ท่านนึง ซึ่งลูกสาวคนเดียวของท่านกำลังจะไปเรียนต่อต่างประเทศในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

ท่านได้เล่าวิธีคิดและสอนลูกมาซึ่ง ผมคิดว่ามีประโยชน์มากเลยกลับมากลั่นเล่าสู่กันฟัง เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ปกครองในวัยนี้ หรือเผื่อวันนึงผมจะได้ใช้บ้าง :D

เริ่มจากที่ลูกสาวมาบอกพ่อก่อนจบม.6 ว่าอยากไปเรียนทำอาหารที่ต่างประเทศ…

ตอนแรกคุณพ่อก็กลัวและอดเป็นห่วง ไหนจะเรื่องของอาชีพในอนาคต ไหนจะเป็นลูกสาวคนเดียวที่ไปอยู่ไกลบ้าน

สิ่งที่ทำได้คือให้ข้อมูล และความเสี่ยงต่างๆของสิ่งที่ลูกจะเลือก แล้วให้ลองไปฝึกงานที่ร้านอาหารจริงๆก่อนเดือนนึง แล้วค่อยตัดสินใจว่าเป็นสิ่งที่สนใจอยากเรียนจริงๆรึปล่าว หรือเป็นแค่กระแส หรือชอบชั่วคราว

พอลูกสาวไปฝึกงานแล้วยืนยันว่า อยากไปเรียนด้านนี้จริงๆ คุณพ่อก็เลยจัดให้ แต่ก็ไม่ลืมที่จะสอนลูกสาวในเรื่องสำคัญด้านต่างๆ ดังนี้

สุขภาพ – ต้องดูแลตัวเองให้ดี รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ป่วยในต่างประเทศมันลำบาก

การเรียน – ถ้าไปเรียนแล้วไม่ชอบ กลับมาเลยนะลูก ไม่ต้องฝืนจนจบ 4 ปี จะได้ประหยัดตังค์ด้วย ดีกว่าฝืนเรียนจนจบเพราะกลัวพ่อว่า แล้วมาขอเงินไปเรียนอย่างอื่นต่อ

การเงิน – ไม่ต้องห่วง พ่อมีเงิน (จบข่าว)

ความรัก – ถ้าเป็นไปได้อย่าชอบเค้าก่อน ค่อยๆดูกันไป ถ้าเราชอบเค้าก่อน เราจะ suffer

เซ็กซ์ – ถ้าท้อง ไม่ต้องกลัว รีบบอกพ่อ พ่อจะไม่ว่าซักคำ ถ้าท้องแล้วผู้ชายทิ้ง ก็ไม่ต้องกลัว พ่อเลี้ยงหลานได้สบายมาก (ข้อนี้สำคัญ เพราะถ้าไม่บอกไว้ก่อน เกิดมีปัญหาขึ้นมา ลูกอาจคิดมาก ไม่กล้าบอกที่บ้าน จนคิดสั้นได้)

การระวังตัว – ถ้ากำลังจะทำอะไรที่ขาดสติ แล้วมีโอกาสคิดได้วูบนึง ให้คิดถึงหน้าพ่อ คิดว่าถ้าเป็นพ่อจะทำยังไง (หล่อมากครับ)

เป็นยังไงครับ ผมฟังจบแล้ว อดทึ่งในวิธีการคิด และคำสอนของผู้ใหญ่ท่านนี้ไม่ได้จริงๆ

ถ้ามีความเห็นหรือข้อคิดสำหรับคุณพ่อ คุณแม่ หรือลูกๆที่กำลังจะไปเรียนต่อต่างประเทศ ก็มาแบ่งปันกันได้นะครับ


ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามโดนๆ มาช่วยกระตุ้นพลังการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe