5 บทเรียนจากการนำเสนอกับผู้บริหาร

Lcd Business Presentation.

อาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นหนึ่งสัปดาห์ที่ผมทั้งเครียด ทั้งตื่นเต้น เพราะหัวหน้าให้โอกาส present กับ Steering Committee ของบริษัทในงานที่ทำอยู่

Steering Committee (ยังหาคำแปลภาษาไทยที่ถูกใจไม่เจอ) คือกลุ่มผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่รับผิดขอบ project ใหญ่ๆของบริษัท

ซึ่งจะมีการประชุมเพื่อตัดสินใจ แก้ปัญหา และติดความความคืบหน้าของ project เป็นระยะ โดยปกติคนที่เป็น project lead จะเป็นคน present

Project lead ซึ่งคือหัวหน้าผมเห็นว่า หัวข้อที่กำลังมีปัญหาต้องรีบตัดสินใจ คือเรื่องที่ผมรับผิดชอบอยู่ เลยให้ลองเปิดตัว present เอง (ขอบคุณครับ T__T)

ตัวผมที่เป็นมดทำงานตัวเล็กๆแม้จะเคย present งานก็ไม่น้อย ก็ยังอดป๊อดเบาๆไม่ได้ เพราะ Steering Committee แต่ละคนรุ่นใหญ่ เขี้ยวลากดินทั้งนั้น

แน่นอนว่าแม้จะพยายามเตรียมตัว และขอให้หัวหน้าช่วยโค้ชอย่างใกล้ชิด ยังมีเมามัด ต้องพักยกให้น้ำ ทำแผลบ้าง

วันนี้ present เสร็จ รีบกลับมานึกว่า ถ้าครั้งหน้าต้องขึ้นชก เอ้ย present ใหม่ ควรระวังตรงไหนบ้าง

ถือว่าเป็นเป็นบทเรียนมาฝากคนที่เตรียมนำเสนอกับผู้บริหารไว้ จะได้ไม่ต้องเจ็บซ้ำเหมือนกันนะครับ

  1. background > options > recommendation ในการพูดถึงแต่ละประเด็น ให้หัวข้อเรียงลำดับตามนี้ เอาให้สั้น กระชับที่สุด เห็นความเชื่อมโยงระหว่างประเด็น และตามวิธีคิดของเราจนออกมาเป็น recommendation ได้
  2. ทำ power point ให้เข้าใจง่ายที่สุด ใส่ใจในทุกคำที่ใช้ การ present ภายในสำหรับการทำงานจริงๆ ไม่เน้นความสวยงาม มีแต่ text เป็นหัวข้อตัวใหญ่ๆ และตารางแบบธรรมดาที่สุด ไม่ต้องใส่สี เล่น 50 shades ถ้าจะมีรายละเอียดอะไรให้ใส่ไว้ใน back up slide หรือ attach เป็น object ใน slide อีกที แต่สิ่งหนึ่งที่เพิ่งรู้คือการใช้คำ และลำดับการนำเสนอ ทุกคำต้องมีความหมาย ทุกประโยคต้องมีที่มาที่ไป ว่าทำไมเราถึงพูดถึง เชื่อมกับหัวข้อ หรือประเด็นอื่นยังไง เป็นเหตุผล หรือสนับสนุนกับสิ่งที่ต้องการจะเสนอตรงไหน เพราะ slide ของเราจะถูกใช้ในการอ้างอิงในอนาคต
  3. lobby นอกรอบ เรื่องนี้หัวหน้าแนะนำไว้เลย เพราะถ้าหัวข้อที่ความเห็นอาจก้ำกึ่ง เสียงแตกตกลงไม่ได้ ให้นัดคุยกับนอกรอบกับ คนที่น่าจะเห็นด้วยกับเรา เพื่อให้ช่วยในที่ประชุม หรือ คนที่น่าจะไม่เห็นด้วยกับเรา เพื่ออธิบายนอกรอบก่อน
  4. อย่าไว้ใจเทคโนโลยี ปกติก็ไม่ประมาทเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ครั้งนี้ก็ไปที่ห้องประชุม set-up อุปกรณ์ก่อนครึ่งชั่วโมง แต่เนื่องจากการประชุมนี้เป็นทั้ง telecon จาก 3 ประเทศ แถม share slide สดผ่าน meeting room software อีก ประเด็นคือตอนทดสอบไม่มีปัญหา พอเริ่มปั๊บ อีก 2 ประเทศ ไม่เห็นหน้าจอเรา แก้ยังไงก็ไม่หาย จนต้องตัดประเด็นที่ต้องดูข้อมูลจาก slide ออกไป คุยใหม่คราวหน้า ต้องบอกว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่จริงๆ คราวหน้าคงต้องเผื่อเวลามากกว่านี้ พร้อมธูปเทียน
  5. ตอบให้ตรงคำถาม เรื่องนี้เหมือนง่าย แต่จะไม่ง่ายถ้าไม่เข้าใจความหมายแฝงของคนถาม เรื่องนี้หัวหน้ามาสอนทีหลังว่าต้องเข้าใจว่าคำถามของแต่ละคนต้องการอะไร ซึ่งหลายครั้ง คำถามไม่ตรงไปตรงมาอย่างคำพูด แต่มีการเมืองซ่อนอยู่ ก็คงต้องฝึกจับความหมายกันไป

จบงานนี้เหนื่อยแต่ก็ได้รู้อะไรใหม่ๆให้ฝึกอีกเยอะเลย


ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามสั้นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นพลังในการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • |

    If you aim at nothing, you will hit it every time

      “If you aim at nothing, you will hit it every time.” — Zig Ziglar สองวันก่อนอ่านเจอคำคมนี้แล้วรู้สึกโดนมาก… เพราะพอนึกถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้วก็รู้เลยว่า เรื่องที่ตัวเองไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ก็ไม่ได้ก้าวหน้า หรือพัฒนาไปไหนเลย ขนาดเรื่องที่ตั้งเป้าไว้ยังพลาดบ่อยๆ… ตัวอย่างร้อนๆ คือเรื่องเรียนภาษาจีน เรียนมาปีกว่าแล้วไม่ก้าวหน้าไปไหนกับเค้าเลย อายุก็มากที่สุดในห้อง ที่เรียนเค้าก็ใจดีให้ขึ้นชั้นมาเรื่อยๆ สุดท้ายมากดดันเราเอง เป็นที่โหล่ของห้อง (ร่วมกับน้องชั้นประถม และม.ต้น) อาทิตย์ที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันเปิดเทอมใหม่ ก็เลยตัดสินใจลดชั้นตัวเองลง ซึ่งก็ทำใจอยู่หลายวันเหมือนกันระหว่างจะเลิกเรียนไปเลย กับลดชั้นตัวเอง แต่สุดท้ายก็พอใจกับสิ่งที่เลือกแม้มันจะเป็นการเสียทั้งเวลา และเงินกับการเรียนลดชั้น อย่างน้อยก็รู้ว่า เรียนคราวนี้จะตั้งใจเรียน ทบทวน และฝึกเขียนภาษาจีนให้มากขึ้น เป้าหมายคือ สอบให้ผ่านเกิน 80% และเข้าใจบทเรียนจริงๆ ______________________________________ บทเรียนเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าไม่ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ ก็จะไม่ได้อะไรเลย หรือได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นเยอะๆ เพื่อนๆีเคยเจอปัญหาจากการไม่ตั้งเป้าหมายบ้างรึป่าวครับ?

  • เสียงของความคิด

    ช่วงนี้ฝนตกทุกวันเลย แถมเดี๋ยวตกเดี๋ยวหยุดได้ทั้งวัน เลยไม่มีโอกาสได้วิ่งตอนเย็นรอบซอยเหมือนเดือนก่อนๆ อาทิตย์ที่ผ่านมาได้วิ่งแค่วันเดียวเอง ระหว่างที่วิ่งๆไปก็เกิดได้ยินเสียงนกร้อง วินาทีนั้นก็เกิดคำถามขึ้นกับตัวเองว่าปกติก็ใช้เวลาวิ่งครั้งละ 40-50 นาที แต่ทำไมกลับไม่ได้ยินหรือสังเกตเสียงธรรมชาติรอบๆตัวเลย… แล้วก็ได้คำตอบว่า… เพราะเสียงของความคิดมันกลบเสียงทุกอย่างรอบตัวไปหมด วิ่งก็วิ่งอยู่คนเดียว ไม่ได้คุยกับใคร แต่ความคิดก็ไม่ได้หยุดคิด คิดจนไม่ได้ยินเสียงรอบตัว ไม่เพียงแค่นั้น ความคิดทำให้เราไม่มีสติอยู่กับตัวอีก ปล่อยให้เท้าวิ่งไปเหมือน auto-pilot (นึกกลับไปสมัยฝึกเดินจงกรม ที่ต้องพยายามให้จิตอยู่กับปัจจุบัน พยายามให้รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรอยู่) อ่านหนังสือมาก็เยอะ รู้ก็รู้ว่า ความคิดแบบคิดฟุ้งซ่านนั้นเป็นศัตรูกับ ความรู้สึกตัว หรือ สติ ซึ่งตัวเองก็ตั้งใจจะพยายามเจริญสติให้มากขึ้น สรุปว่าวันนั้นเป็นการวิ่งที่มีประโยชน์มาก เพราะทำให้เตือนสติให้ระวังใจไม่ให้ติดอยู่ในความคิด รู้เท่าทันความคิด แล้วจะมาเล่าให้ฟังว่าผลเป็นอย่างไรบ้าง… ^__^

  • รับมือคำถามเวลานำเสนออย่างมืออาชีพด้วยหลัก 3R

    เคยมั้ยครับ เตรียม present มาเสียดิบดี มาตกม้าตายตอนโดนคำถามหลัง present เสร็จ ไม่ว่าคุณจะนำเสนอในเวทีเล็กมีคนฟังไม่กี่คน หรือเวทีใหญ่มีคนฟังเป็นร้อย เป็นพัน การรับมือกับคำถามได้ดีจะช่วยให้การนำเสนอครั้งนั้นประสบความสำเร็จได้ยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการเตรียมทำการบ้าน ด้วยการเดาคำถามที่จะคนฟังอาจถาม แล้วหาคำตอบไว้ก่อน ผมมีเทคนิคซึ่งผมใช้ และได้ผลดีมาแนะนำ เทคนิคนี้จำง่ายๆ ด้วยคำที่ขึ้นต้นด้วยตัว R 3 ตัว ซึ่งได้แก่ Repeat Response Review ผมจะอธิบายว่าแต่ละตัวใช้อย่างไร เริ่มจากตัวแรก Repeat

  • | |

    ด้านที่ดีกว่าของชีวิต?

    ธนาคารกรุงไทย-ด้านที่ดีกว่าของชีวิต วันนี้นั่งรถไฟฟ้าแล้วเห็นโฆษณาตัวใหม่ของธนาคารกรุงไทย ถ้าดูเผินๆก็เหมือนว่าเป็นโฆษณาที่ให้กำลังใจดีอีกตัวหนึ่ง เพราะแน่นอนว่าในทุกปัญหาย่อมมีโอกาสแฝงอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่หลายๆคนอาจลืมไป คือ อีกด้านหนึ่งของเหรียญ

  • หาเวลาอยู่กับตัวเอง…

    วันนี้มีงาน Ignite Bangkok ซึ่งเป็นวันที่สองที่ TCDC เป็นงานที่น่าสนใจมากที่ท้าทายคนพูดที่จะต้องสื่อสิ่งที่ต้องการจะบอกภายใน 5 นาที ผ่านสไลด์ 20 แผ่น โดยแต่ละแผ่นจะเปลี่ยนอัตโนมัติทุก 15 วินาที ตอนเย็นกลับมาถึงบ้าน ชั่งใจอยู่พักใหญ่ๆว่าจะไปดีรึป่าว? สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ไป แล้วเอาเวลาไปวิ่งออกกำลังกายแทน แม้ว่าเหตุผลหนึ่งที่เลือกไปวิ่งคือต้องการเผาผลาญไขมันส่วนเกินจากทริปหัวหินที่เพิ่งกลับมา แต่จริงๆแล้วผมต้องการเวลาอยู่กับตัวเอง และการวิ่งก็ตอบโจทย์ผมได้เป็นอย่างดี ได้ทั้งสุขภาพ แถมยังได้มีเวลาได้คิดอยู่กับตัวเองอีกประมาณชั่วโมงนึง (อ้อ ผมไม่พกโทรศัพท์ขณะวิ่งนะครับ…) ซึ่งผมถือว่าเวลาช่วงนี้เป็นเวลาที่มีค่ามาก ได้ปล่อยให้ความคิดตกผลึกบ้าง อะไรบ้าง (ตามกระแสนิดนึง) หลายๆครั้งที่ผมได้ไอเดียดีๆมาเขียนบล็อกจากช่วงเวลานี้ จริงๆ แ้ล้วการอยู่กับตัวเองนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นการวิ่งเหมือนผมก็ได้ บางคนอาจจะนั่งสมาธิ บางคนอาจจะนั่งฟังเพลงเบาๆระหว่างขับรถ บางคนอาจจะกิน (อันนี้ไม่ค่อยอยากแนะนำ – -“) แต่ประเด็นคือ เราควรหาเวลาอยู่กับตัวเองบ้าง ท่ามกลางความเร่งรีบของชีวิต และการทำงาน อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งสองครั้งก็ยังดี …….. บางคนอาจจะสงสัยว่าผมไม่เสียดายที่ไม่ได้ไปงาน Ignite Bangkok เหรอ? ไม่เท่าไหร่หรอกครับ เพราะผมนั่งดูถ่ายทอดสดผ่าน web หลังวิ่งเสร็จ… :)

  • |

    The Happiness Equation: สมการความสุข?

    วันนี้ได้มีโอกาสไปร่วมงานเปิดตัวหนังสือ “The Happiness Equation” ของพี่เบียร์ (นิค เผ่าทวี) อีกหนึ่งคนไทยที่มีความสามารถระดับสากลในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ และปัจจุบันสอนเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ Nanyang Technological University ประเทศสิงคโปร์ แม้จะมีโอกาสได้อ่านไปเพียงบทเดียว แต่ก็ได้อะไรข้อคิดน่าสนใจหลายอย่างจากการฟังพี่เบียร์เล่าในงานนี้ ความสุขแม้จะดูเป็นเรื่องนามธรรม วัดผลลำบาก แต่ทางเศรษฐศาสตร์ก็สามารถหาวิธีวัดได้โดยการเก็บข้อมูลมากพอ (หลายสิบปี หลายหมื่นข้อมูล) เพื่อที่จะหาปัจจัยหรือบอกความสัมพันธ์ของสิ่งที่ต้องการศึกษา ซึ่งในที่นี้คือความสุข คนเราจะจำเหตุการณ์อะไรที่โดดออกมาจะประสบการณ์ปกติ และตอนจบของเรื่องมากกว่าช่วงอื่นๆ (“peak-end” effect) ซึ่งขัดกับความคิดของคนส่วนใหญ่เชื่อว่า เราจะจำสิ่งที่ทำซ้ำๆได้ ตัวอย่างเช่น ส่วนใหญ่เราจะจำได้ตอนเกิดเหตุการณ์ 9/11 (peak)เรากำลังทำอะไรอยู่อย่างละเอียด แต่ถ้าถามว่าแล้ววันก่อนหน้านั้น1วันเราทำอะไรอยู่ คนส่วนใหญ่จะจำไม่ได้ ถ้าไปผับแล้วอยากเพิ่มโอกาสตัวเองในการได้เบอร์สาว ให้หาเพื่อนที่คล้ายๆกับเราแต่โดยรวมด้อยกว่าเราเล็กน้อยไปด้วย โอกาสของเราจะเพิ่มขึ้นเทียบกับไปคนเดียว เพราะสาวจะเทียบว่าเราดีกว่าเพื่อนอีกคนและให้เบอร์เรา (ที่เรื่องอย่างนี้ จำแม่นเชียว…^^”) หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือประเภท How to แต่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความสุขที่ใกล้เคียงความจริงมากขึ้นตามหลักการศึกษาแบบวิทยาศาสตร์ ผมชอบที่พี่เบียร์บอกว่าข้อมูลมีอยู่3ส่วน ส่วนของเรา(ที่คิดว่าจริง)my part, ส่วนของคุณ;your part, และความจริง; the truth เพราะสิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็นความจริงส่วนใหญ่จะมีความเห็นของเรา (หรือของคนอื่น) เข้าใจผสมจนไม่ใช่ความจริง…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *