ประเมินผลงานตัวเองในปี 2020

ปี 2020 นี้เรามี COVID-19 เป็นวิกฤตหลักที่ส่งผลกับคนทั้งโลกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ถ้ามองกลับไปมองว่า theme ของปีนี้สำหรับตัวผมที่เห็นว่าโดดเด่นมากที่สุด คงเป็นเรื่อง Rethink ทั้งด้านการทำงาน การใช้ชีวิตประจำวัน และอนาคตที่ยากที่จะคาดเดา

Rethink เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า Rethink ข้อจำกัดต่างๆ ที่เราเคยคิดว่าทำไม่ได้ หรือเป็นไปไม่ได้ Rethink เพื่อมองหาโอกาสในอนาคตเพื่ออยู่รอดและเติบโต

รูปที่ผมเลือกมาเป็นตัวแทนของปี 2020 เป็นตัวแทนการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปที่เห็นชัดที่สุด คือการใส่หน้ากากเพื่อป้องกันการแพร่ของ COVID-19 และฝุ่น PM2.5 ในเวลาเดียวกัน เพื่อไปประชุมกับลูกค้า ถือว่าเป็นปีที่ทั้งสุขอนามัยส่วนบุคคล และการเว้นระยะทางสังคมกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราตลอดปี

สำหรับการประเมินชีวิตตัวเองในด้านต่างๆ เทียบกับปีที่ผ่านมา สรุปได้ดังนี้

สุขภาพร่างกาย (B) 1 pt down vs Year Ago (YA)

ปีนี้น้ำหนักตัวที่ลดไปปีที่แล้วค่อยๆ กลับมาในช่วง Work From Home มาถึงปลายปีน้ำหนักยังสูงกว่าปลายปีที่แล้วอยู่กิโลนิดๆ แม้จะชดเชยด้วยการกระโดดเชือกก็ยังรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงลดลงเทียบกับปีที่ผ่านมา ช่วงสิ้นปีเริ่มกลับมาวิ่งก็รู้สึกเหนื่อยเร็ว และหัวใจเต้น Zone 3 ปลายที่ pace 5-6 ซึ่งเคยเป็น pace ที่วิ่งสบายๆ ปีก่อนในระยะ 5-10 km

ปีหน้าถ้าไม่ปิด Fitness อีก จะเพิ่มความสม่ำเสมอในการออกกำลังกายให้ความฟิต และน้ำหนักตัวกลับมาอยู่ในระดับที่ดีอีกครั้ง

การงาน (B+) 1pt down vs YA

ปีนี้เป็นปีที่บริษัทมีต้องปรับกลยุทธ์ทั้งการทำงาน การดูแลทีม และการดูแลลูกค้า มีโอกาสได้เห็นองค์กรต่างๆ ที่พูดว่าพนักงานมีความสำคัญกับองค์กร ในเวลาวิกฤตได้ทำอย่างที่เคยพูดหรือไม่

แม้แต่ที่ทำงาน เราก็เปลี่ยนมาอยู่ออฟฟิศที่เล็กลง เพื่อตอบสนองกับการทำงานได้จากทุกที่ (Work from Anywhere) ซึ่งก็เห็นทั้งข้อดี ข้อเสีย ยังมีส่วนต้องปรับตัวกันภายในทีมอยู่

ถือว่าเป็นปีการปรับตัวได้ทำอะไรใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นทำ Webinar หรือเป็น guest speaker แบบ virtual หรือการคุย และรับฟังลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ทั้งมาก และน้อยเพื่อคิดหาวิธีช่วยเหลือในสิ่งที่เราช่วยได้

จากช้อมูลก็ทำให้ทีมต้องกลับมาคุย คิดและออกแบบวิธีใหม่ๆ ที่จะช่วยลูกค้าในโลกที่เปลี่ยนไปซึ่งน่าจะเริ่มเห็นผลในปีหน้า

การเงิน (B+) 1pt down vs YA

เนื่องจากปีนี้ไม่มี LTF ให้ลดหย่อนเหมือนปีที่ผ่านมา เลยได้กระจายเงินบางส่วนมาในหุ้นหลังจากที่ทิ้ง port ไปนาน และทดลองใช้ Robo Advisor ช่วยบริหาร port เล็กๆ อีกส่วน เป็นการเรียนรู้การลงทุนแบบใหม่ๆ ด้วย ผลตอบแทนยังไม่ดีเท่าที่ควร สภาพเศรษฐกิจแบบนี้บวกกับปีหน้ามีรายการต้องใช้เงินก้อนใหญ่ทำให้ต้องรัดเข็มขัดรายจ่ายเพิ่มขึ้นกว่าเดิม และหารายรับจากช่องทางใหม่ๆ เพิ่มเติม

สภาพจิตใจ (B+) 1pt down vs YA

ปีนี้มีเป็นอีกปีที่เป็นบททดสอบจิตใจทั้งสภาพเศรษฐกิจ การเมือง ไปถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ แม้จะพยายามประคองใจ แต่ก็รู้สึกว่ายังมีความกังวลมากกว่าปีที่แล้วอย่างรู้สึกได้

อย่างน้อยก็ยังดีใจที่ตัวเองประคองความรู้สึกในช่วงปีได้ ไม่มีช่วงไหนที่รู้สึก down จนหมดไฟไป

ครอบครัว (B+) 1 pt down vs YA

การ Work From Home ทำให้เส้นระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวบางลงไปอีก การปรับตัวทั้งการทำงานที่บ้านในขณะที่ลูกเรียนออนไลน์ ทำให้ไม่สามารถโฟกัสได้ทั้งสองเรื่อง ผมเชื่อว่าเป็นความท้าทายของคุณพ่อ คุณแม่แทบทุกครอบครัวในปีนี้ แถมโอกาสได้ไปหาคุณพ่อ คุณแม่ก็ลดลงซึ่งพยายามชดเชยด้วยการคุยผ่าน VDO call มากขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งด้านที่พัฒนาได้ในปีหน้า

การพัฒนาตัวเอง (A) flat vs YA

ตอนที่ Work From Home แรกๆ นึกว่าปีนี้จะเป็นปีทองของการพัฒนาตัวเอง แต่ผลก็ไม่ได้ดีอย่างที่ตั้งใจไว้ ปีนี้อ่านหนังสือจบ 21 เล่ม จากเป้า 30 เล่ม และเริ่มเปลี่ยนวิธีการเลือกหนังสืออ่านด้วยการฟังสรุปหนังสือจาก Bliskist กับ getAbstract ก่อนถ้าน่าสนใจถึงจะซื้อใน Kindle มาอ่าน

ทักษะหนึ่งที่ตั้งใจพัฒนาช่วง WFH คือการลองถ่ายและตัดต่อคลิป ผ่าน App ใน iPhone และแชร์ใน Monday’s Spark Newsletter ซึ่งก็ได้ผลตอบรับที่ดีระดับหนึ่ง ส่วนตัวคิดว่าถ้าทำจริงจัง คงจะให้มืออาชีพทำดีกว่า

ปีนี้ได้ลงเรียน Nano-MBA Online ของ CBS Academy ซึ่งสิ่งที่ได้มากกว่าความรู้ คือเพื่อนๆ ร่วมรุ่นแม้ทุกวันนี้ยังไม่ได้เจอตัว แต่ก็น่ารัก ยินดีแชร์ความรู้เสมอ

online course สั้นๆ ก็มีโอกาสลงเรียนบ้างประปรายตามที่สนใจ และช่วงสิ้นปีก็ได้เรียนและ certified Hogan Assessment ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือการประเมินที่ได้รับการยอมรับระดับโลกเพื่อต่อยอดในการช่วยลูกค้าในอนาคต

People Capital (B+) 1 pt down vs YA

ปีนี้จำนวนการ connect และสร้าง network ผ่านการนัดคุย หรือทานข้าวลดลงแทบจะเป็นศูนย์ Podcast ที่เริ่มทำปีที่แล้วก็หยุด แม้ว่าจะสามารถทำแบบ virtual ได้ แต่เนื่องจากไม่ตอบวัตถุประสงค์ที่ผมต้องการจะทำความรู้จักจริงๆ และ podcast เป็นเพียง by product ปีหน้าอาจพิจารณากลับมาทำใหม่เป็น Season 2 ในเนื้อหาและรูปแบบที่อาจจะต่างไปจากเดิม

ข้อดีอย่างหนึ่งที่ผมได้จากวิกฤต COVID-19 กับการสร้าง people capital คือโอกาสที่ได้โทรหาลูกค้า และ connection ที่มีเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง ปัญหาที่เจอ และวิธีการปรับตัวของแต่ละคน ซึ่งทำให้ผมได้รู้จัก และทำความเข้าใจมุมมองของคนอื่นมากขึ้น

ทำประโยชน์ให้คนอื่น (B+) flat vs YA

แม้จะมีโควิด แต่ปีนี้ยังได้มีโอกาสแบ่งปันประสบการณ์กับน้องๆ นิสิต นักศึกษาเหมือนเดิม ทั้งในรูปแบบปกติ และผ่าน VDO conference ซึ่งแม้จะคุ้นเคยจากการประชุม แต่การสอนผ่าน Zoom โดยที่เราไม่เห็นการตอบสนองจากคนเรียนเพราะส่วนใหญ่ปิดกล้องก็เป็นอีกความท้าทายในการสอนไม่น้อย

ปีหน้าผมตั้งใจจะใช้การ collaborate กับคนเก่งๆ ข้างนอกมากขึ้นเพื่อหาโอกาสในการสร้างประโยชน์ให้สังคม โดยเฉพาะเยาวชนรุ่นใหม่ให้มากขึ้นอีก


สรุปภาพรวมตลอดปี (B+) flat vs YA

ภาพรวมปีนี้ ผมประเมินว่าไม่ได้เป็นปีที่ดีมากในแง่ของผลลัพธ์ แต่ถือว่ายังให้ผ่านเมื่อเทียบกับปีที่สถานการณ์ภายนอกที่คาดเดา และควบคุมไม่ได้ตลอดปี การควบคุมในสิ่งที่ควบคุมได้ โดยเฉพาะการควบคุมตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ยังประคองได้ไม่หลุดไปไกล

สำหรับปี 2021 ก็ได้แต่เตือนตัวเองให้มีสติ มองหาโอกาสและรีบลงมือทำ

และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือดูแลสุขภาพกาย และใจของตัวเองให้ดี

สวัสดีปีใหม่ 2021 ครับ!

Similar Posts

  • |

    Effective Communication Coaching Session by Paul Kiely

      วันนี้ได้ฟัง Paul Kiely ซึ่งเป็น Director ที่ทำงานกับบริษัทมาแล้วกว่า 30 ปี พูดให้ผู้จัดการที่โรงงานฟัง เรื่องการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับทุกคน โดยเฉพาะถ้าไม่อยากพูดแล้วพูดอีก หรือ พูดแล้วคนฟังเข้าใจผิดแล้วทำอีกอย่าง แม้จะใช้เวลาเพียงชั่วโมงเดียว แต่ก็เป็นหนึ่งชั่วโมงที่ประทับใจมาก ปกติเป็นคนที่ชอบสังเกตคนที่พูด หรือสื่อสารเก่งๆ ในฐานะที่เป็นคนสอนเรื่อง Effective Presentation อยู่แล้วด้วย Paul เป็นคนหนึ่งที่สามารถใช้เป็นแบบอย่างที่ดีมากๆคนหนึ่ง เค้าใช้เทคนิคต่างๆเกี่ยวกับการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น การสบตา การโต้ตอบกับคนฟัง การทำให้ทุกคนผ่อนคลาย ไม่เกร็ง การตอบคำถามที่ตรงประเด็น อารมณ์ขัน และอื่นๆอีกมากมาย จริงๆวันนี้แค่สังเกต Paul พูดเฉยๆ โดยไม่ต้องสนใจเนื้อหาก็ถือว่าเกินคุ้มกับเวลา 1 ชั่วโมงแล้ว ช่วงแรกคุยเรื่องอุปสรรคในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งก็มีมากมาย เช่น ภาษา วัฒนธรรมที่ต่างกัน การเข้าใจว่าอีกฝ่ายเข้าใจ ฯลฯ แล้วก็แนะนำเทคนิคบางข้อที่จะช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้แก่… Listen ฟัง ฟังให้รู้ว่าคนพูดจะสื่ออะไร เคยเจอมั้ยว่าคนพูดเตรียมข้อมูลมาอย่างดี…

  • สิ่งที่ได้รู้จากการนอนโรงพยาบาล

    ต้องบอกว่าเกิดมาไม่เคยป่วยถึงขั้นนอนโรงพยาบาลมาก่อน แล้วคิดไม่ถึงว่าโรคที่ทำให้ต้องเข้าโรงพยาบาลคือ ไข้หวัด… – -” … ไหนๆก็เข้ามานอนในโรงพยาบาลก็ลองเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยการพักผ่อนให้เต็มที่ นอนไปเลย5วัน เต็มถัง หลังจากออกจากโรงพยาบาลมาก็มานั่งคิดว่าเราได้รู้อะไรใหม่ๆหรือข้อคิดจากการป่วยครั้งนี้บ้าง? (ข้อคิดเหล่านี้เป็นความเห็นส่วนตัวล้วนๆนะครับ) เวลาป่วยนอนได้ทั้งวัน ไม่เคยคิดว่าเราจะนอนติดต่อกันได้มากขนาดนี้ กินๆนอนๆของแท้เลย (แต่น้ำหนักลดเกือบสองกิโล หลังออกจากรพ.) นอนก็ไม่สบาย ใครที่เคยฝันอยากมีชีวิตนอนอยู่บนเตียงไม่ต้องทำอะไร ต้องลองป่วยมานอนบนเตียงหลายๆวันดู มันอาจจะสบายวันสองวันแรก แต่หลายๆวันไม่ดีแน่นอน อยู่กับตัวเอง เนื่องจากกลัวคนอื่นจะติดหวัดไปด้วย เลยไม่ได้ให้ใครมาเฝ้า อยู่คนเดียวทั้งวันตอนแรกก็ไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่ มีฟุ้งซ่านบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ได้ทำมานานแล้วคือได้ดูพระอาทิตย์ตกดิน จำไม่ได้ว่าไม่ได้ดูพระอาทิตย์ตกดินมานานเท่าไหร่แล้ว ขนาดไปเที่ยวเวลานี้ก็จะเป็นเวลาอาบน้ำเตรียมไปหาที่ทานข้าวเย็น พลาดโอกาสนี้ไปเสียทุกครั้ง… ดูละคร วนิดา ปกติอยู่บ้านแทบไม่ได้ดูทีวีเลยโดยเฉพาะละครไทย พอป่วยก็ได้มีเวลาดูละคร (เอาซะหน่อย) เปิดมาเจอ วนิดา จำได้ว่าเด็กๆเคยดูแล้วนี่หว่า ไม่เป็นไร ดูไปก็เข้าใจว่าตัวเองเป็นคนไทย100% แน่ๆ เพราะดูตอนแรกก็แทบจะติดเลย… -*- ดูโฆษณา ได้มีโอกาสดูโฆษณาในช่วงเวลาต่างๆ สังเกตถึงการครอบครองสื่อของบริษัทใหญ่ๆไม่กี่บริษัท การใช้คำเพื่อหลบการอ้างเกินจริง การทำสิ่งที่จับต้องยากให้ัจับต้องง่ายขึ้น เช่น แถบวัดระดับสีผิว, ข้อดี 5 ประการ 7…

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2011

    ปีนี้เป็นปีที่ 3 ที่ได้ทบทวนเรื่องราวต่างๆของตัวเองในปีที่ผ่านมา  ก่อนที่จะประเมินตัวเองในปีนี้ ผมเริ่มจากการกลับไปอ่านสิ่งที่ผมประเมินตัวเองในปีที่ผ่านมา ( 2010, 2009) และผมแบ่งเป็นหมวดๆเหมือนปีที่ผ่านมาเพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบ สุขภาพร่างกาย (B+) Flat vs. Year Ago (YA) ปีนี้สุขภาพอยู่ในสภาพที่ดี มีบางอย่างที่พัฒนาขึ้นจากปีที่แล้ว ทั้งเรื่องการลดกาแฟ จากที่ดื่มทุกวัน เป็นไม่ดื่ม และกลับมาดื่มเท่าที่จำเป็นจริงๆ ฟันไม่ผุจากการตรวจทั้ง 2 ครั้งในรอบปีที่ผ่านมา ผลการตรวจสุขภาพประจำปี ก็อยู่ในเกณฑ์ปกติทุกตัว และการเข้าฟิตเนส เพื่อออกกำลังกายในส่วนกล้ามเนื้อต่างๆ ขณะที่มีบางอย่างที่เริ่มต้องปรับปรุงเช่น การนอนที่สวิงระหว่างวันธรรมดา กับวันหยุดมาก และน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นและสร้างฐานใหม่อย่างเข้มแข็ง… – -“ Improvement Areas ปีนี้ขอเน้นแค่ 2 เรื่อง

  • |

    Ignite Thailand#2

    คนหนึ่งคนทำอะไรได้มากกว่าที่คิด ถ้าลงมือทำ #IgniteTH ช่วงหลังๆมานี้มีเพื่อนหลายคนทักว่าหลังๆชัชออกงานบ่อยนะ จะบอกว่างานที่ไปส่วนใหญ่ก็มีแต่งานแต่งงานเพื่อนๆ ที่แต่งกันแทบอาทิตย์เว้นอาทิตย์นี่แหละ แล้วก็ไม่ได้เป็นไฮโซที่ออกงานแล้วได้เงิน กลับจะเป็นทางตรงข้ามเสียมากกว่า ^^” แต่งานที่ผมได้มีโอกาสไปเมื่อวานเป็นงานที่นอกจากจะฟรี (แต่ยังต้องเสียค่าเดินทางเอง) ยังเป็นงานที่ช่วยจุดประกายไฟ สมกับชื่องานดี (Ignite) งาน Ignite Thailand ครั้งที่ 2 ที่จัดโดยเครือข่ายพลังบวก โดยครั้งนี้จัดที่หอประชุมใหญ่ จุฬาฯ ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่เราควรได้มีโอกาสเปิดรับมุมมองใหม่ๆ ในด้านบวก เพื่อกลับมาย้อนดูและปรับใช้กับตัวเอง โดยเฉพาะคนที่อยู่ในโลกของการเร่งรีบตลอดเวลา และสภาพสังคมที่ข่าวหน้าหนึ่งไม่ช่วยจรรโลงใจเท่าไหร่ ทั้ง 21 igniters กับเวลา5 นาที อาจมีบางท่านที่อยู่เหนือกาลเวลา(5นาที)บ้าง (ฮา) แต่ละท่านก็มีความต่าง ต่างทั้งอายุ, ประสบการณ์, เนื้อหา, และวิธีนำเสนอ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้ว่าเป็นจุดร่วมกันของทุกคน คือ ความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องที่กลั่นมาจากประสบการณ์และชีวิตของแต่ละคน เพื่อให้เชื่อให้พลังของคนหนึ่งคน ว่าทำได้ และทุกท่านที่พูดเป็น Living proof ของการทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ สิ่งทึ่หลายๆคนคิดว่าเป็นไปไม่ได้ หรือได้แต่คิด … ขอบคุณที่ช่วยจุดไฟ ให้กับผมและคนฟังทุกคนในหอประชุมเมื่อคืน ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เป็นคนที่พร้อมจะทำดี แต่ติดอยู่ที่ความไม่เชื่อในความสามารถของคนหนึ่งคน…

  • เสียงของความคิด

    ช่วงนี้ฝนตกทุกวันเลย แถมเดี๋ยวตกเดี๋ยวหยุดได้ทั้งวัน เลยไม่มีโอกาสได้วิ่งตอนเย็นรอบซอยเหมือนเดือนก่อนๆ อาทิตย์ที่ผ่านมาได้วิ่งแค่วันเดียวเอง ระหว่างที่วิ่งๆไปก็เกิดได้ยินเสียงนกร้อง วินาทีนั้นก็เกิดคำถามขึ้นกับตัวเองว่าปกติก็ใช้เวลาวิ่งครั้งละ 40-50 นาที แต่ทำไมกลับไม่ได้ยินหรือสังเกตเสียงธรรมชาติรอบๆตัวเลย… แล้วก็ได้คำตอบว่า… เพราะเสียงของความคิดมันกลบเสียงทุกอย่างรอบตัวไปหมด วิ่งก็วิ่งอยู่คนเดียว ไม่ได้คุยกับใคร แต่ความคิดก็ไม่ได้หยุดคิด คิดจนไม่ได้ยินเสียงรอบตัว ไม่เพียงแค่นั้น ความคิดทำให้เราไม่มีสติอยู่กับตัวอีก ปล่อยให้เท้าวิ่งไปเหมือน auto-pilot (นึกกลับไปสมัยฝึกเดินจงกรม ที่ต้องพยายามให้จิตอยู่กับปัจจุบัน พยายามให้รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรอยู่) อ่านหนังสือมาก็เยอะ รู้ก็รู้ว่า ความคิดแบบคิดฟุ้งซ่านนั้นเป็นศัตรูกับ ความรู้สึกตัว หรือ สติ ซึ่งตัวเองก็ตั้งใจจะพยายามเจริญสติให้มากขึ้น สรุปว่าวันนั้นเป็นการวิ่งที่มีประโยชน์มาก เพราะทำให้เตือนสติให้ระวังใจไม่ให้ติดอยู่ในความคิด รู้เท่าทันความคิด แล้วจะมาเล่าให้ฟังว่าผลเป็นอย่างไรบ้าง… ^__^

  • |

    การบริหารภายใต้ข้อจำกัด กับ แทนแกรม (Tangrams)

    ไปฟังสัมมนาวันก่อนหัวข้อ THINK Forum: A New Brand of Leadership for a New Kind of Economy จัดโดย IBM ร่วมกับ กรุงเทพธุรกิจ มีประเด็นที่น่าสนใจหลายประเด็น หนึ่งในนั้นคือการบริหารภายใต้ข้อจำกัด โดย ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ ผมฟังแล้วคิดว่าน่าจะมาเล่าสู่กันฟัง ถ้าสังเกตจะเห็นว่าโลกที่เราอยู่มีแนวโน้มที่จะวิ่งความต้องการที่ไม่น่าจะเป็นไปได้มากขึ้น คนส่วนใหญ่จะเคยชินกับการต้องเลือก เอาอย่างใด อย่างหนึ่ง เช่น อยากได้ต้นทุนถูกก็ต้องผลิตครั้งๆมากๆ (ราคา หรือ ความหลากหลาย) อยากได้ของดีๆก็ต้องคอยหน่อย (คุณภาพ หรือ เวลา) หรือ งานเพิ่มก็ต้องขอคนเพิ่ม (งาน หรือ จำนวนคน) เป็นต้น แต่ปัจจุบัน เราจะได้สัมผัสความต้องการที่เหมือนจะเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว หรือขอในสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ จะเอาของหลายแบบให้ลูกค้าเลือก แต่ราคาต้องถูกลง (ราคา และ ความหลากหลาย) เร่งเอางานเร็วขึ้นกว่ากำหนดที่ตกลง แต่งานต้องเนี้ยบเหมือนเดิม (คุณภาพ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *