[Mentor แบบชัชๆ] เมื่อ Gen Y อยากกลับมาทำงานบริษัท?

[Mentor Profile] CHRO, Thailand leading retail

Me: พี่ว่า เดี๋ยวนี้หาคนเก่งมาทำงานยากมั้ยครับ?

Mentor: โดยรวมพี่ว่าคนเก่งยังหาไม่ยากเท่าไหร่ แต่ต้องเข้าใจว่าคนเก่งมีทั้งกลุ่มที่เก่งพร้อมใช้งาน และกลุ่มที่มีศักยภาพและยังต้องพัฒนาอยู่

Me: ครับ แล้วพี่มีมุมมองอย่างไรกับกระแสของน้องๆ Gen Y ที่เรียนจบมาแล้วสนใจอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือทำ Startup เป็น Founder มากกว่าเข้าทำงานในบริษัทบ้างครับ?

Mentor: พูดถึงเรื่องนี้ พี่นึกถึงน้องคนหนึ่งที่เพิ่งสัมภาษณ์มา เป็นเด็ก Gen Y ที่เรียนจบมาแล้วทำธุรกิจ เป็นเจ้าของกิจการเล็กๆ ตอนนี้อายุ 30 เกิดเปลี่ยนใจอยากทำงานบริษัท เลยมาสมัครงานกับพี่

Me: น่าสนใจจังครับ

Mentor: จะบอกว่านี่ไม่ใช่กรณีแรกที่พี่เห็นเด็กจบมาไปทำธุรกิจของตัวเอง หรือ Startup แล้วสุดท้ายกลับมาสมัครงาน อย่างคนนี้เขา profile ดีมากนะ แล้วเขาเลือกที่จะทำธุรกิจค้าขายเล็กๆ ของตัวเอง ซึ่งก็ไปได้ดี มียอดขาย และกำไรไม่น้อยทีเดียว

Me: แล้วจะมาสมัครงานทำไมล่ะครับ?

Mentor: น้องเค้าบอกว่า เค้ามีเงิน แต่ไม่มีชีวิตเลย วันๆ อยู่แต่หน้าจอคอม รับออเดอร์ แก้ปัญหาสารพัด มีเงินก็จริง แต่ไม่มีเพื่อน ทำแต่เรื่องเดิมๆ ไม่ได้พัฒนา ที่สำคัญเหนื่อย มีปัญหาต้องแก้ทุกวัน ไม่มีวันหยุด มีเงิน แต่ไม่มีเวลาใช้ชีวิต เลยคิดว่ามาเป็นพนักงานบริษัทที่ดีๆ จะตอบโจทย์ตัวเองมากกว่า 

Me: แล้วสุดท้ายพี่รับรึเปล่าครับ?

Mentor: ลองคิดดู อายุ 30 ไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานในบริษัทมาก่อน ไม่เคยมีลูกน้อง และไม่เคยเป็นลูกน้องใคร ในขณะที่มีตัวเลือกในตำแหน่งที่น้องสมัครที่น่าสนใจกว่าอีกหลายคน สุดท้ายพี่ก็เลือกคนที่มีความเหมาะสมมากกว่า

Me: น่าเสียดายนะครับ

Mentor: ใช่ น้องๆ ส่วนใหญ่ไม่รู้จักตัวเอง เห็นกระแส Startup โดยเฉพาะข่าวของคนที่ประสบความสำเร็จก็คิดว่าง่าย โดยไม่ศึกษาว่าแต่ละคนที่สำเร็จต้องผ่านอะไรมาบ้าง มีความเสี่ยงอะไรที่ซ่อนอยู่

ที่สำคัญไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร เช่น ถ้าวันหยุดอยากหยุดได้โดยไม่ต้องคิดเรื่องงาน การเป็นเจ้าของกิจการก็อาจไม่ตอบโจทย์ชีวิต แม้จะทำแล้วจะมีรายได้มากก็ตาม แต่ถ้าเข้าใจความเสี่ยงและพลังที่ต้องทุ่มเทลงไปในการทำธุรกิจ แล้วคิดว่าเป็นสิ่งที่ใช่สำหรับตัวเอง ก็ลุยได้เลยจะได้ไม่เสียใจภายหลัง

Me: ขอบคุณครับ

การรู้จักตัวเองสำคัญมาก เพราะการหลับตาทำตามกระแสในสิ่งที่ไม่ใช่ความต้องการของตัวเอง จะเสียทั้ง profile และเวลา 


ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามโดนๆ มาช่วยกระตุ้นพลังการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • [Mentor แบบชัชๆ] เคล็ดลับในการได้ job offer โดยไม่ต้องใช้ resume

    [Mentor Profile] Global HR Director, อายุ 40 ต้น ๆ ประสบการณ์ทำงานใน  5 บริษัทใน 4 ประเทศ   Mentor: คุณรู้รึเปล่าว่าช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผมได้ offer งานดี ๆ และเปลี่ยนงานทั้งในบริษัท และย้ายไปบริษัทอื่นโดยไม่ได้ใช้ resume เลย Me: โห คุณทำได้ยังไงครับ? Mentor: เคล็ดลับอยู่ที่ผลงานของคุณ ทุกอย่างที่คุณส่งออกไป ไม่ว่าจะเป็นอีเมล หรือไฟล์ต่าง ๆ เช่น PowerPoint presentation หรือไฟล์ Excel ที่เป็นผลงานที่มีชื่อคุณ คุณต้องทำให้ดีที่สุดเสมือนเป็นตัวแทนคุณ Me: ทำไมเหรอครับ? Mentor: คุณไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอีเมล หรือไฟล์งานที่คุณส่งออกไปนั้น จะถูก forward ไปหาใครต่อ หรือ ใครจะได้อ่าน คุณรู้มั้ยว่าผมรู้เลยว่า Excel ไฟล์ไหนที่ทำให้ผมได้งานในอีกประเทศ ผมถึงตั้งใจ 120% ทุกครั้งก่อนส่งไฟล์ออกไปในชื่อของเรา ถ้าสิ่งที่เราทำดีมากพอ…

  • |

    Manager as Coach Workshop: คุณรู้จักการโค้ชรึปล่าว?

    “จากสเกล 0-100 คุณคิดว่าคุณเป็นโค้ชที่ดีแค่ไหน?” คุณ Craig McKenzie ซึ่งเป็น Master coach และ facilitator ของ Workshop ได้โยนคำถามนี้ก่อนเริ่มการสอนแก่ผู้บริหารระดับสูงประมาณ 25 คน ให้มายืนเรียงกันตามลำดับความมั่นใจในการโค้ชของตัวเอง จากการกะด้วยสายตา ผู้บริหารส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองเป็นโค้ชที่ดีประมาณ 25-50% แต่หลังจากที่รู้ว่าการสั่ง การบอก การสอนลูกน้อง ไม่ถือว่าเป็นการโค้ช หลายคนถอยกราวลงมาเหลือไม่ถึง 25% คุณ Craig บอกว่าการโค้ชเป็นความสัมพันธ์ที่อยู่ภายใต้การเรียนรู้แบบผู้ใหญ่ ซึ่งผ่านกระบวนการอย่างเป็นระบบของ การตั้งเป้าหมาย การเริ่มหรือเปลี่ยนการกระทำที่จะปรับพฤติกรรมอย่างยั่งยืน ทบทวนว่าพฤติกรรมที่เราเปลี่ยนส่งผลกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ตอนแรกอย่างไร ดูจากนิยาม ผมก็ไม่ได้แปลกใจหรือต่างจากที่คิดเท่าไหร่ ตลอด workshop 2 วัน ผมได้เรียนรู้ทั้งเนื้อหาผ่านกิจกรรม และแบบฝึกหัดต่างๆ รวมถึงเทคนิคการนำเสนอที่เข้าขั้นเทพมาก (ในฐานะที่เป็น Trainer เหมือนกัน) แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ใหม่จาก workshop นี้มีจริงๆอยู่ 2-3 เรื่อง คนที่เป็นโค้ชไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในรายละเอียดของปัญหา เพราะโค้ชไม่ใช่คนตอบคำถาม หรือรู้ทุกเรื่อง โค้ชมีหน้าที่ถามคำถาม ให้อีกฝ่ายได้คิด…

  • [Mentor แบบชัชๆ] ทำไมคนไทยถึงไม่ได้ขึ้นเป็น Top Management

    [Mentor Profile] Japanese Sales Director, Japanese Global Company Mentor: คุณรู้รึเปล่า ว่าบริษัทญี่ปุ่นเดี๋ยวนี้เริ่มเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนที่ผู้บริหารระดับ top management ต้องเป็นคนญี่ปุ่นเท่านั้น ตอนนี้หลายบริษัทรวมทั้งบริษัทผม เริ่มเปิดโอกาสให้คนไทยสามารถขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูงได้ Me: ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับคนไทยเลยครับ Mentor: ที่น่าแปลกใจ คือตอนนี้เรามีปัญหาในการหาคนไทยในองค์กรที่จะก้าวขึ้นมาเป็น top management ได้ยาก Me: เรื่องนี้น่าสนใจ คุณพอจะขยายความหน่อยได้มั้ยครับ ว่าคนไทยขาดอะไร? Mentor: ในความคิดผม สิ่งที่คนไทยขาด มี 3 เรื่อง เรื่องแรก คือ เรื่องการวางแผน (planning) ถ้าเทียบกับวัฏจักร PDCA (Plan-Do-Check-Act) คนไทยส่วนใหญ่มีจุดแข็งเรื่อง Do หรือการทำ ขณะที่เรื่องอื่นโดยเฉพาะการวางแผนยังค่อนข้างอ่อน

  • การฟัง 3 แบบ

    ถ้าถามว่าทักษะอะไรที่สำคัญในการทำงาน และมาแรงอย่างต่อเนื่อง ต้องบอกว่าทักษะเรื่องการสื่อสาร หรือ communication skill จะอยู่ใน Top 5 เสมอ และเมื่อพูดถึงการพัฒนาทักษะการสื่อสาร คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการ ‘สื่อ’ สาร ด้วยการพูด การนำเสนอ หรือการเขียน โดยมองข้ามเรื่องที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือเรื่อง… การฟัง หลายคนอาจสงสัยว่า การฟัง มีอะไรให้ฝึกด้วยหรือ? สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจก่อนว่า การได้ยิน กับการฟัง ไม่เหมือนกัน ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ แต่การฟังจะมีวัตถุประสงค์อยู่ โค้ชผมเคยเล่าให้ฟังว่าการฟังมีอยู่ 3 แบบ ซึ่งจะส่งผลต่อวิธีการตอบสนอง และผลลัพธ์ที่จะเกิด โดยการฟังแต่ละแบบนี้จะใช้ในโอกาสที่ต่างกัน 1. ฟังเพื่อเอาชนะ (listen to win) การฟังแบบแรก จะเป็นการฟังหาจุดอ่อนของประโยคอีกฝ่าย อาจเป็นรายละเอียดที่คลาดเคลื่อน ไม่ครอบคลุม และรอจังหวะที่ตอบกลับเพื่อชักจูงให้อีกฝ่ายเห็นว่าสิ่งที่เราคิดนั้นถูกต้อง การฟังจะเป็นการเลือกฟังบางประโยค โดยเฉพาะสิ่งที่ยืนยันความเชื่อ หรือธงในใจ

  • เทคนิคหางานที่ใช่ด้วย 5E

    ใครๆ ก็อยากเจองาน หรืออาชีพที่ใช่ งานที่เป็น life’s calling ของตัวเอง แต่จะเริ่มจากตรงไหน ต้องทำอย่างไรบ้างล่ะ ผมอ่านเจอเทคนิค 5 E จากหนังสือ The Lemonade Life: How to Fuel Success, Create Happiness, and Conquer Anything ของ Zack Friedman ซึ่งเห็นว่าน่าสนใจ เลยเก็บมาเล่าและขยายความต่อ Explore ขั้นแรกของการหางานที่ใช่ คือ การเปิดโลกของตัวเองเรื่องงาน ว่าปัจจุบัน หรืออนาคตอันใกล้นี้ มีงานอะไรในโลกบ้าง อย่ามองแต่งานที่เรารู้จัก หรืองานที่ตรงกับที่เรียนมาเท่านั้น ถ้าคุณอยู่ในองค์กรแล้วก็อาจจะทำความรู้จัก และเข้าใจว่าตำแหน่งงานต่างๆ เขาทำอะไรกันบ้าง ถ้าเราสนใจ เราสนใจตรงส่วนไหนของงานนั้น ถ้าไม่สนใจ ทำไมถึงไม่สนใจ การ Explore เป็นการเปิดโอกาสให้เห็นความเป็นได้ ทำความเข้าใจกับทั้งงานตรงสาย งานไม่ตรงสาย งานในอุตสาหกรรมที่เราอยู่ และต่างอุตสาหกรรม งานประจำ งาน freelance…

  • 4 เรื่องที่คุณอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับแบบทดสอบบุคลิกภาพ (Personality Test)

    Full disclosure: ปัจจุบันผู้เขียนเป็น Senior Consultant ของบริษัท Aon Hewitt เจ้าของแบบทดสอบ ADEPT-15, ข้อมูลใน blog นี้เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับองค์กร ตั้งแต่เด็กๆ ผมเป็นคนชอบทำแบบทดสอบด้านบุคลิกภาพ หรือลักษณะนิสัย (Personality Test) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอยากรู้ว่าผลออกมาจะตรงกับที่เราคิด ว่าเราเป็นหรือเปล่า อีกส่วนหนึ่งก็อยากรู้จักตัวเองในด้านที่เราอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน แบบทดสอบที่ทำก็มีตั้งแต่ทำขำไม่กี่ข้อในนิตยสาร ที่มีคำอธิบายผลท้ายหน้า ไปจนถึงแบบทดสอบจริงจังที่ต้องเสียเงินหลายพัน ทำเสร็จแล้วมีรายงานส่งมาให้เป็นเรื่องเป็นราว เนื่องจากงานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ผมมีโอกาสได้ certify เครื่องมือ The Adaptive Employee Personality Test (ADEPT-15) ซึ่งเป็น personality test ที่เน้นสำหรับการทำงาน ทำให้ผมเห็นเข้าใจแบบทดสอบบุคลิกภาพ (โดยเฉพาะ ADEPT-15) ดีขึ้น เลยขอกล่าวถึง 4 เรื่องที่มักมีคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับแบบทดสอบประเภทนี้ 1. มี profile ที่สมบูรณ์แบบ ผมเคยเชื่อว่าเวลาทำแบบทดสอบบุคลิกภาพ จะต้องมีคำตอบที่ถูก หรือ profile ที่ดีที่สุด…

One Comment

  1. บทความน่าสนใจ เเละสรุปได้ดีมากค่ะ : )

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *