เปลี่ยนมุมมองเพื่อเพิ่มความมั่นใจในตัวเองแบบง่าย ๆ

เรื่องความมั่นใจในตัวเอง เป็นเรื่องหนึ่งที่ใคร ๆ ก็อยากให้ตัวเองมี เพราะไม่เพียงช่วยในการทำงาน การเข้าสังคม

แต่ยังช่วยเรื่องความรู้สึก และความภูมิใจที่มีต่อตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด

ประโยคคำถามที่ผมได้ฟังจากคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเองจำนวนไม่น้อย คือ

ผม/ฉันไม่มีอะไรดีซักอย่าง ทำอะไรก็ไม่เก่ง ไม่มีอะไรโดดเด่น ไม่ประสบความสำเร็จเรื่องไหนซักเรื่อง แถมหน้าตาก็ไม่ได้ดีเหมือนคนอื่น แล้วจะเอาความมั่นใจในตัวเองมาจากไหน?

ต้องบอกว่าผมก็เคยคิดแบบนี้ ก่อนจะมาเจอวิธีคิดเรื่องการสร้างความมั่นใจตัวเองที่ช่วยพัฒนาให้ผมมั่นใจในตัวเองมากขึ้น

ถ้าลองถอดรหัสความคิดของคนที่พูดประโยคข้างบน จะเห็นว่าคนที่พูดผูกความมั่นใจในตัวเองกับความสำเร็จ ความเก่ง หรือเชี่ยวชาญในบางเรื่อง ที่คนอื่นหรือสังคมยอมรับ

นั่นหมายความว่า ถ้าฉันไม่เก่ง ไม่ประสบความสำเร็จ ก็จะไม่มีเหตุผลให้ฉันมีความมั่นใจในตัวเอง

แม้จะฟังดูก็เป็นเหตุเป็นผลดี แต่ปัญหาคือ

ถ้าฉันเป็นคนธรรมดาเดินดินทั่วไป ฉันจะสร้างความมั่นใจในตัวเองได้จากไหน?

วิธีคิดในการสร้างความมั่นใจในตัวเองที่ได้ผลมากกว่า คือ

การเชื่อความสามารถตัวเองในการเรียนรู้ การพัฒนาตัวเองเพื่อสร้างทักษะ และความเชี่ยวชาญที่จำเป็นในการสร้างความสำเร็จอื่น ๆ

แล้วผลจากความสำเร็จนั้น จะกลับมายืนยันความมั่นใจในตัวเองอีกที

วิธีคิดแบบนี้จะทำให้คุณเพิ่มความเชื่อมั่นในตัวเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งหลักฐานภายนอก แต่เชื่อในความสามารถการเรียนรู้ของตัวเอง ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการสร้างแรงผลักดัน และสร้างความเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม และผลลัพธ์ในอนาคต

เป็นความเชื่อในตัวเองที่ว่า

ไม่ว่ามีเรื่อง หรือปัญหาอะไรจะเข้ามาในชีวิต แม้ฉันจะยังไม่รู้วิธีจัดการ หรือทางออกในตอนนี้ ฉันก็จะสามารถเรียนรู้ และจัดการปัญหาต่าง ๆ ได้

นี่เป็นแนวคิดของคนที่ประสบความสำเร็จหลาย ๆ คน ที่ผมมีโอกาสได้พูดคุย และถามถึงความคิด ความรู้สึกตอนที่รับตำแหน่งใหญ่ ๆ โดยที่เหมือนยังไม่พร้อม หรือเจอปัญหาหนัก ๆ ประดังเข้ามาจากหลายด้านในเวลาเดียวกัน

แทบทุกคนตอบเหมือนกันว่า เขามั่นใจ และเชื่อในสามารถของตัวเองในการเรียนรู้ และจัดการกับความรับผิดชอบใหม่ได้

คุณเองก็สามารถเพิ่มความมั่นใจในตัวเองได้ด้วยวิธีคิดแบบนี้เช่นกัน!


ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามโดนๆ มาช่วยกระตุ้นพลังการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • นำรอยยิ้มกลับมาสู่คนไทยอีกครั้ง

    สภาพบ้านเมืองของเราในสัปดาห์ที่ผ่านมานอกจากจะกระทบกับเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมแล้ว สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือความคิดที่แตกแยกอย่างรุนแรงของคนในชาติ ทำให้เรารอยยิ้มสยามที่เราเคยภูมิใจเหือดหายไปจากใบหน้าของคนไทย ผมกับเพื่อนๆกลุ่มหนึ่งก็ได้คุยกันและคิดว่าเราจะช่วยประเทศเราได้อย่างไร สุดท้ายก็มาลงตัวที่การสร้าง Facebook Page เพื่อจะช่วยกันนำรอยยิ้มกลับมาสู่คนไทยอีกครั้ง โดยที่ไม่เกี่ยวกับกับ มั่นใจว่าคนไทยเกิน1ล้านคน… (ฮา) ซึ่งก็ได้รับการตอบรับค่อนข้างดีหลังจากเปิดตัวไป3วัน (ขณะที่เขียนอยู่มีคนที่กดlike แล้ว 1,515คน) ถ้าเพื่อนๆสนใจ สามารถเข้าไปดู Facebook Page ได้ตามlink ข้างล่างนี้ Thailand back to land of smiles เร็วๆนี้จะเปิดตัวเวปไซต์และโครงการที่น่าสนใจต่างๆ ถ้ามีข้อเสนอแนะอะไรก็แนะนำผ่านผม หรือจะเขียนที่ Thailand back to land of smiles ก็ได้นะครับ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อให้เมืองไทยกลับมามีรอยยิ้มเหมือนเดิม… ^___^ ป.ล. Page นี้ไม่มีสีนะครับ… ^^”

  • เทคนิคหางานที่ใช่ด้วย 5E

    ใครๆ ก็อยากเจองาน หรืออาชีพที่ใช่ งานที่เป็น life’s calling ของตัวเอง แต่จะเริ่มจากตรงไหน ต้องทำอย่างไรบ้างล่ะ ผมอ่านเจอเทคนิค 5 E จากหนังสือ The Lemonade Life: How to Fuel Success, Create Happiness, and Conquer Anything ของ Zack Friedman ซึ่งเห็นว่าน่าสนใจ เลยเก็บมาเล่าและขยายความต่อ Explore ขั้นแรกของการหางานที่ใช่ คือ การเปิดโลกของตัวเองเรื่องงาน ว่าปัจจุบัน หรืออนาคตอันใกล้นี้ มีงานอะไรในโลกบ้าง อย่ามองแต่งานที่เรารู้จัก หรืองานที่ตรงกับที่เรียนมาเท่านั้น ถ้าคุณอยู่ในองค์กรแล้วก็อาจจะทำความรู้จัก และเข้าใจว่าตำแหน่งงานต่างๆ เขาทำอะไรกันบ้าง ถ้าเราสนใจ เราสนใจตรงส่วนไหนของงานนั้น ถ้าไม่สนใจ ทำไมถึงไม่สนใจ การ Explore เป็นการเปิดโอกาสให้เห็นความเป็นได้ ทำความเข้าใจกับทั้งงานตรงสาย งานไม่ตรงสาย งานในอุตสาหกรรมที่เราอยู่ และต่างอุตสาหกรรม งานประจำ งาน freelance…

  • |

    การสัมภาษณ์งาน ในมุมของผู้สัมภาษณ์

    เห็นมาเยอะแล้วกับคำแนะนำ และเทคนิคต่างๆเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งานสำหรับผู้ที่กำลังมองหางานอยู่ วันนี้ผมมาเล่าให้ฟังในมุมของผู้สัมภาษณ์บ้าง ผู้สัมภาษณ์หลายคนอาจไม่รู้ตัวถึงความสำคัญของตัวเองในการสัมภาษณ์ โดยเฉพาะปัจจุบันที่หัวหน้างานมีส่วนในการสัมภาษณ์งานมากขึ้น จากเดิมที่ส่วนใหญ่จะให้ฝ่ายบุคคลจัดการตั้งแต่ลงประกาศหางาน จนOn-boarding ก่อนส่งเข้าแผนกให้หัวหน้างาน ผมจะอธิบายเป็น 2 ส่วน คือ ความสำคัญของการสัมภาษณ์งานต่อบริษัท และต่อตัวผู้สัมภาษณ์ และ สิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ควรทำ สำหรับเรื่องความสำคัญของการสัมภาษณ์งานต่อบริษัท คนส่วนใหญ่จะเข้าใจแค่หาคนมาเติมในส่วนที่ขาด (คนลาออก) กับเติมในส่วนที่เพิ่ม (ธุรกิจขยายตัว)   แต่จริงๆแล้วการสัมภาษณ์เพื่อให้ได้คนที่เหมาะสม ไม่ใช่สักแต่ว่าได้คนเป็นกระบวนการที่สำคัญมาก(ถึงมากที่สุด) และผู้บริหารสูงสุดขององค์กรควรให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าของการสัมภาษณ์และกระบวนการรับพนักงานใหม่ทั้งหมด   เพราะว่าคุณภาพขององค์กร = คุณภาพของพนักงาน   ถ้าคนที่เข้ามาไม่ใช่คนที่เหมาะ ทั้งพนักงานใหม่ และบริษัทก็จะเสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเสียเวลา ทรัพยากรต่างที่ลงทุนไป เสียขวัญของพนักงานปัจจุบัน และสุดท้ายก็ส่งผลถึงผลงานของบริษัทในที่สุด   สำหรับผู้สัมภาษณ์ ถามว่าจะได้อะไรจากการเสียเวลามาสัมภาษณ์?   นอกจากจะได้คนเพิ่มในองค์กร หรือแผนกตัวเองแล้ว  ผมมองว่าการสัมภาษณ์ทำให้เราได้… ทักษะในการอ่านคน จากคำถาม และเวลาที่มีจำกัด ซึ่งยิ่งมีประสบการณ์สัมภาษณ์มากขึ้น เราจะยิ่งเข้าใจสิ่งที่แฝงอยู่ในคำพูด หรือท่าทางที่อาจขัดแย้งกับสิ่งที่พูด เข้าใจคุณค่า(value) หรือสิ่งที่บริษัทมองหาในตัวพนักงานมากขึ้น เนื่องจากเราเป็นคนถือเกณฑ์ เราจะเข้าใจมากขึ้นว่าสิ่งที่บริษัทมองหาคืออะไร ซึ่งสามารถใช้ในการประเมินตัวเองได้ด้วยว่าเราใกล้เคียงมากน้อยแค่ไหน…

  • |

    10 สัญญาณอันตรายในมุมของคนสัมภาษณ์งาน

    งานสมัยนี้ไม่ได้หากันง่ายๆ หากคุณได้ผ่านการกรองใบสมัครไปถึงรอบสัมภาษณ์ โอกาสของคุณในฐานะแคนดิเดตที่จะได้งานก็เพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย ถ้าคุณตอบคำถาม และนำเสนอตัวเองได้ดี เข้าตาผู้สัมภาษณ์ นอกเหนือจากคุณสมบัติ และประสบการณ์ซึ่งขึ้นอยู่กับตัวบุคคล และสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์มองหาสำหรับตำแหน่งที่เปิดอยู่ ผมอยากจะแบ่งปัน 10 สัญญาณอันตราย หรือเป็น Red Flag ในมุมของผู้สัมภาษณ์ ถ้าเห็นแคนดิเดตตอบคำถาม หรือมีลักษณะอย่างนี้ อาจต้องหยุดพิจารณาเป็นพิเศษ โดยผมดึงมุมมองบางส่วนมาจากหนังสือ Who: The A Method for Hiring ที่ผู้เขียนกลั่นมาจากประสบการณ์ในที่เป็นผู้สัมภาษณ์หาผู้บริหารให้กับองค์กรใหญ่ๆ ไม่เพียงมีประโยชน์เฉพาะแคนดิเดตที่กำลังเตรียมตัวสัมภาษณ์งาน หากคุณเป็น Hiring Manager หรือ HR ก็สามารถปรับใช้ Red Flag 10 ข้อนี้เพื่อช่วยกรองคนที่สัมภาษณ์ได้เช่นกัน 1. แคนดิเดตไม่ได้พูดถึงความผิดพลาด หรือความล้มเหลวของตัวเองในอดีตเลย ประสบความสำเร็จมาตลอด ไม่เคยทำอะไรพลาดเลย

  • การบริหารความเปลี่ยนแปลงในองค์กรกับทฤษฏีหนอนกระดึ๊บ (Inch Worm Theory: How to manage organization change)

      เห็นชื่อหัวข้ออย่าเพิ่งตกใจว่าอ่านบล็อกหรือวิทยานิพนธ์อยู่กันแน่? (แต่ถ้าจะเอาจริงๆก็เชื่อว่าเป็นหัวข้อThesisได้เลย) และต้องออกตัวด้วยว่าโพสนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับหนังของค่ายGTH ที่เพิ่งเข้าโรง… ^^” เรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจที่สุดที่ผมได้เรียนรู้ระหว่างที่ไปอบรมที่เซี่ยงไฮ้เมื่อเดือนที่แล้ว ผมเชื่อว่าเรื่องการบริหารการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ต้องเจอกันทุกองค์กรไม่มากก็มากที่สุด :P ทฤษฏีหนอนกระดึ๊บ (Inch Worm Theory) นี้ซึ่งคนสอนตั้งเองจากประสบการณ์ทำงานกว่า 20 ปีบอกว่าโดยทั่วไปคนในองค์กรจะแบ่งออกเป็น5กลุ่มและมีการกระจายตัวแบบปกติ (Normal Distribution) เพื่อให้ง่ายในการอธิบาย ผมขอสมมติให้แกนXแทนตำแหน่งของมาตรฐานการทำงานของคน(ยิ่งขวายิ่งดี มาตรฐานสูง) และแกนYแทนจำนวนคน กลุ่มแรกคือคนในสีน้ำเงินทางขวาคือกลุ่มทีีบริษัทชอบมากเพราะมาตรฐานสูง เป็น role model ขององค์กร กลุ่มต่อมาก็ค่อยๆไล่กันลงมาจากเขียวด้านขวา(เกาะกลุ่มผู้นำ) แดง(คนส่วนใหญ่) เขียวซ้าย(มั่นใจว่าฉันไม่แย่ตราบใดที่ยังมีกลุ่มน้ำเงินทางซ้ายอยู่) และน้ำเงินซ้ายที่ทุกคน(รวมถึงเจ้าตัว)ก็รู้ว่าตัวเองรั้งท้ายในองค์กร สมมติว่าองค์กรต้องการจะยกมาตรฐานในการทำงานของพนักงานขึ้น (เขยิบไปทางขวา) ถามว่าองค์กรจะตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงอย่างไร? ให้เวลาลองคิดดูซักหน่อย แล้วค่อยอ่านต่อ … ถามว่าทั้งองค์กรจะปรับตัวไปทางขวาพร้อมๆกัน และยังคงการกระจายตัวแบบปกติอยู่มั้ย? คำตอบคือ ไม่ การเปลี่ยนแปลงขององค์กรจะเป็นลักษณะของหนอนกระดึ๊บ ยังไง?

  • |

    You’re not a wave

      มนุษย์เรามักจะมองว่าตัวเองแยกและเหนือกว่าธรรมชาติ ซึ่งการเข้าใจเช่นนั้นนำมาซึ่งความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่งยวด เราก็คงเห็นผลกระทบจากการกระทำต่างๆที่เป็นอยู่ในโลกนี้ สุดท้ายมนุษย์ก็ต้องมาหวาดกลัว เมื่อเวลาของตัวจะหมดลง เปรียบเสมือนคลื่นน้อยที่รอวันกระแทกฝั่งและดับสูญ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *