3 สิ่งที่จะสำคัญกว่าใบสมัครของคุณ

สำหรับคนที่กำลังหางานในยุคที่งานน้อยกว่าคน อะไรคือสิ่งที่องค์กรมองหา และจะช่วยให้เราเพิ่มโอกาสในการหางาน?

สำหรับนายจ้าง หรือหัวหน้างาน อะไรคือสิ่งที่ควรมองหาเพื่อที่จะได้ทีมที่ดี ช่วยขับเคลื่อนองค์กรไปด้วยกัน โดยไม่ต้องพะวงกับการจัดการกับดราม่า

ผมเชื่อว่าคำถามนี้หลายคนอยากทราบ รวมทั้งตัวผมเองด้วย อย่างที่ทราบกันว่าข้อมูลใน resume หรือทักษะต่างๆ ของผู้สมัครก็ไม่ได้ให้ภาพที่ครบถัวนเท่าไหร่

ยิ่งปัจจุบันที่ความรู้ หรือทักษะที่เรียนมา อาจไม่สำคัญมาก เพราะสุดท้ายคุณก็ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่ดี แล้วอะไรคือสิ่งที่ควรให้ความสำคัญในการคัดเลือกคนเข้าร่วมทีม

คุณ Patrick Lencioni ผู้ก่อตั้ง The Table Group พูดใน podcast จากประสบการณ์ของเขาไว้อย่างน่าสนใจว่า มี 3 สิ่งที่เขามองหา และให้น้ำหนักมากกว่าตัว resume ของผู้สมัครด้วย คือ

1. Humble

ความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่โอ้อวด เป็นอย่างแรกที่จะช่วยให้การทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่น คนที่คิดว่าฉันเก่งคนเดียว แม้จะเก่งจริง สุดท้ายจะมีปัญหาเวลาทำงานร่วมกับคนอื่น สิ่งหนึ่งที่ต้องแยกให้ออกระหว่างความมั่นใจในตัวเอง กับการโอ้อวดตัวเอง เพราะมีเส้นบางๆ คั่นอยู่ คนเก่งที่มั่นใจในตัวเอง แต่อ่อนน้อม เหมือนจอมยุทธ์มีดาบดีเก็บไว้ในฝัก ไม่ต้องโชว์คนอื่นอยู่ตลอด

2. Hungry

อย่าเพิ่งเข้าใจว่า Hungry นี้คือคนทานเก่ง ทานหมูกระทะคุ้มจนเจ้าของร้านอ้อนวอนให้ไปทานร้านอื่นนะครับ แต่เป็นลักษณะของคนที่กระหายจะทำให้มากกว่า ให้ดีกว่าที่ได้รับมอบหมาย มีแรงขับเคลื่อนจากภายในที่จะเรียนรู้และพัฒนางานออกมาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

3. Smart

สำหรับ smart ในที่นี้จะเน้นที่ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient, EQ) ถ้ามองในมุมการทำงานเช่น ความสามารถในการอ่านอารมณ์คนในห้องประชุม รู้ว่าคำพูด การกระทำของเราจะส่งผลอย่างไรกับคนอื่น

จะเห็นว่าทั้ง 3 สิ่งนี้ไม่ได้อยู่ใน resume แต่เป็นสิ่งที่มีความสำคัญในมุมของการเลือกคนเข้ามาทำงานให้ทีม หรือองค์กรก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ถ้าคุณได้คนที่มีครบทั้ง 3 ข้อนี้ถือว่าโชคดีมาก แต่ถ้ามีไม่ครบ เช่น Hungry และ Smart แต่ขาด Humble เราจะได้คนที่เป็น skillful politician หรือนักการเมืองที่เก่งแต่ทำทุกอย่างมีวาระเพื่อตัวเองอยู่

ถ้าได้คนที่ Humble และ Smart แต่ขาด Hungry จะได้คนที่ Lovable slacker คือทุกคนรัก แต่ไม่ทุ่มเท หรือพยายามอย่างเต็มที่เพื่อองค์กร

หรือถ้าได้คนที่ Humble และ Hungry แต่ขาด Smart มีความฉลาดทางอารมณ์น้อย ก็จะได้คน Accidental Mess Maker ทุ่มเท ทำงานแต่มักสร้างปัญหา และความเข้าใจในทีมจากการสื่อสาร ซึ่งคุณในฐานะหัวหน้าอาจต้องเหนื่อยกับการตามมาแก้ปัญหานั้น

เพราะฉะนั้น สำหรับคนที่กำลังมองหางานอยู่ ลองสำรวจตัวเองว่าคุณมีพร้อมทั้ง 3 ข้อนี้หรือไม่ ถ้ายัง จะปรับหรือพัฒนาตัวเองอย่างไรได้บ้าง

สำหรับหัวหน้างานที่กำลังมองหาคนมาร่วมทีม ลองพิจารณาสิ่งเหล่านี้ในตัวผู้สมัคร ซึ่งไม่ได้มีอยู่ใน resume น่าจะช่วยให้คุณเจอคนที่ใช่สำหรับทีม และองค์กรได้มากขึ้นครับ

Similar Posts

  • (จะ)เอาความมั่นใจมาจากไหน?

    เคยสังเกตมั้ยครับว่าคนที่มีความมั่นใจ มักจะได้เปรียบในสถานการณ์ต่างๆ มากกว่าคนที่ไม่มั่นใจ ความมั่นใจนี้อาจแบ่งได้ทั้งความมั่นใจในตัวเอง ความมั่นใจในงาน หรือความมั่นใจในเรื่องต่างๆ เฉพาะด้าน ถ้าถามคนที่มั่นใจว่าทำอย่างไร หลายคนอาจตอบว่าเพราะมีความรู้ความสามารถในเรื่องนั้นถึงมั่นใจ หรือมีประสบการณ์ถึงมั่นใจ หลายคนคิดว่าปัญหาของคนที่ขาดความมั่นใจคือขาดประสบการณ์กับความสามารถ ซึ่งเหมือนจะเกิดขึ้นเฉพาะน้องๆ ที่เพิ่งเริ่มทำงานเท่านั้น แต่ความจริง คือ ต่อให้ให้คุณประสบความสำเร็จ หรือมีประสบการณ์อย่างมากในเรื่องใด เรื่องหนึ่ง ถ้าคุณเริ่มทำสิ่งที่คุณไม่เคยทำ ไม่มีความรู้ คุณก็จะไม่มีความมั่นใจในเรื่องนั้น ผมได้ฟังคุณ Dan Sullivan ซึ่งเป็น strategic coach ชื่อดังแนะนำวิธีการสร้างความมั่นใจ หรือ Confidence ด้วยแนวคิด The 4 C’s 1. Commitment

  • |

    ประชุมให้ได้งาน: Working Meeting

    การประชุม กับ การทำงาน มักจะเป็นเรื่องที่หนีกันไม่พ้น เมื่อเราต้องใช้เวลาไม่น้อยไปกับการประชุม คำถามคือ จะประชุมอย่างไรให้ได้งาน เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักกับหลักทั่วๆไปเกี่ยวกับการประชุมให้มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น การมีวาระการประชุม ควบคุมให้อยู่ในประเด็น หรือ จดบันทึกการประชุม เป็นต้น วันนี้หัวหน้าแนะนำทีม (เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้) ว่าให้ประชุมแบบ working meeting working meeting นี้เป็นยังไง? working meeting คือ การใช้ประชุมเป็นตัวขับเคลื่อนให้ได้งาน 

  • 3 คำถาม เพื่อการสื่อสารที่ดีขึ้นกับหัวหน้า

    การสื่อสารเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำงาน โดยเฉพาะกับหัวหน้า คนที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับความก้าวหน้าในอาชีพการงานของเรา สำหรับคนที่ทำงานมาซักระยะ จะรู้ว่าการสื่อสารกับหัวหน้าให้มีประสิทธิภาพนั้น ไม่ใช่แค่ พอมีเรื่องอะไรก็เดินดุ่ยๆเข้าไปหา เหมือนเพื่อนร่วมงาน บางคนเห็นหัวหน้าหน้ามุ่ยอยู่ตลอด ก็ยิ่งเกร็ง หาจังหวะเข้าไปคุยไม่ถูก พอเข้าไปพบ ก็พูดจาวกวนไปมา จนอาจโดนไล่ตะเพิดออกมา ทำให้ยิ่งกลัวการคุยกับหัวหน้าเข้าไปใหญ่ แน่นอนว่าการแก้ปัญหา ไม่ใช่การหลีกเลี่ยง ไม่สื่อสารกับหัวหน้า เพราะสุดท้ายคนที่เสียจะเป็นเราเอง ที่จะไม่ได้งานตามที่ควรจะเป็น ขอออกตัวก่อนว่า การเข้าหา และสื่อสารกับหัวหน้า เป็นคนละเรื่องกับการชะเลีย แต่ไม่ทำงานนะครับ ^^” ผมมองว่าทางแก้ปัญหานี้คือ เราควรหาวิธีเรียบเรียงคำพูดของเราอย่างไร ให้การสื่อสารกับหัวหน้านั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมมีคำถามง่ายๆ 3 คำถาม ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ในใจของหัวหน้าซึ่งเวลาเป็นเงินเป็นทอง เพื่อเตรียมพร้อมก่อนเข้าไปคุย 1. อะไร? อะไรคือใจความของข้อความที่ต้องการจะบอกหัวหน้า? มีรายละเอียดมากน้อยแค่ไหน? ต้องเป็นตอนนี้รึปล่าว? วิธีไหนที่จะเหมาะสมที่สุด? ส่งโน้ตบอก โทรศัพท์ หรือต้องคุยแบบเห็นหน้า เท่านั้น? 2. แล้วไง? ทำไมหัวหน้าถึงต้องรู้เรื่องนี้? มันสำคัญกับเขายังไง? 3. แล้วยังไงต่อ? แล้วต้องการให้หัวหน้าทำอะไรต่อหลังจากคุยกัน? บอกให้รู้เฉยๆ หรือว่าต้องการคำแนะนำ หรือความช่วยเหลือ  …

  • [Mentor แบบชัชๆ] Empower ทีมด้วย free area

    [youtube id=”rqQGQ6upics”] ถ้าชอบเนื้อหานี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามโดนๆ มาช่วยกระตุ้นพลังการทำงานทุกเช้าวันจันทร์ Click Here to Subscribe

  • |

    Work/Life Effectiveness By Jim Lafferty (Part II)

    มาต่อกันจากตอนที่แล้วนะครับ 6. 80/20 นอกเหนือจากเรื่อง 80/20 สำหรับการเลือกงานที่จะทำ(ทำแล้วได้ผลงาน, เป็นชิ้นเป็นอัน, value added work)แล้ว ยังสามารถใช้เรื่อง 80/20 กับความสมบูรณ์แบบ(perfect)ของงาน งานส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แม่นยำถึง 100% บางคนใช้เวลาเดือนแรกทำให้ถึง80% เดือนที่สอง90% และเดือนที่สาม100% แทนที่จะใช้เวลาสองเดือนหลังไปทำงานชิ้นอื่นให้ได้80% อีกสองงาน 7. เพิ่มศักยภาพให้ทีมงานของคุณ (Train your people) เราสามารถบ้าพลังทำงานทุกอย่าง แทนทีมได้ถึงแค่ระดับนึง (Band 3) แต่ถ้าต้องการจะก้าวหน้าให้สูงขึ้นกว่านั้น คุณต้องสอนให้คนในทีมทำงานได้ ปัญหาตอนนี้ที่เป็นวงจรอุบาทว์อยู่คือ ทีมของฉันไม่เก่ง >> ฉันต้องทำงานแทนทีม >>ฉันเลยไม่มีเวลาสอนงานคนในทีม >>ทีมรู้สึกแย่เพราะไม่สามารถทำงานได้ตามที่ได้รับมอบหมาย>>ทีมก็เลยไม่เก่ง>> … ในองค์กรขนาด 2,000คนที่คุณจิม ดูแลอยู่ที่ฟิลิปปินส์นั้น เขาคิดไม่ออกว่าจะใช้เวลาอย่างไรให้มีประโยชน์มากไปกว่าการเทรนทีมของเขาให้เก่งขึ้น 8. ออกกำลังกายวันละ30นาที การออกกำลังกายจะช่วยร่นระยะการนอนหลับตั้งแต่เริ่มหลับจนถึงการหลับลึกในระดับ 4 (RAM) ซึ่งถือเป็นการนอนที่มีคุณภาพที่สุด ทำให้การนอนของเรามีคุณภาพมากขึ้นในเวลาที่ลดลง  จากการวิจัยพบว่าทุก30นาที ที่เราออกกำลังกาย เราสามารถลดเวลาในการนอนลงได้1ชั่วโมง เพราะเรานอนอย่างมีคุณภาพมากขึ้น แต่จะได้ผลแค่ออกกำลังกายหนึ่งชั่วโมง ลดเวลานอนได้…

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2015

    ผมเลือกรูปนี้เป็นตัวแทนภาพรวมของปีสำหรับตัวเองที่ทั้งสนุก และได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ ที่ท้าทาย ได้เรียนรู้ และโตขึ้นจากการพัฒนาตัวเอง เช่นเคย ผมประเมินตัวเองด้านต่าง ๆ แต่เนื่องจากปีก่อน ผมไม่ได้เขียน เลยต้องเทียบกับ 2 ปีที่แล้วแทน สุขภาพร่างกาย (A+) 3pt up vs. 2 Years Ago (2YA) ปีนี้เป็นปีทองด้านสุขภาพสำหรับผม สุขภาพแข็งแรงไม่มีป่วยหนักตลอดปี ด้านการออกกำลังกาย ผมลงรายการวิ่งทั้ง mini marathon และ half marathon เพื่อเตรียมร่างกายก่อนวิ่ง full marathon รายการ Standard Chartered Marathon Singapore ตอนปลายปี ซึ่งก็ทำได้สำเร็จ ผลพลอยได้ของการซ้อมคือ น้ำหนักลดลงมาถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ทั้งที่เป้าน้ำหนักนี้ตั้งไว้หลายปี แต่ยังทำไม่สำเร็จ Improvement Areas รักษาน้ำหนักตัว และความสม่ำเสมอของการออกกำลังกาย ลดของหวาน การงาน (A) 1pt up vs 2YA งานปีนี้ก็ทั้งสนุกทั้งท้าทาย ได้ทั้งเรียนรู้การทำงานกับหัวหน้าใหม่ที่เก่ง และเพื่อนร่วมงานใหม่ที่มีประสบการณ์สูงหลายคน ได้ทำงาน scope regional…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *