4 เรื่องที่คุณอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับแบบทดสอบบุคลิกภาพ (Personality Test)

Full disclosure: ปัจจุบันผู้เขียนเป็น Senior Consultant ของบริษัท Aon Hewitt เจ้าของแบบทดสอบ ADEPT-15, ข้อมูลใน blog นี้เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับองค์กร

ตั้งแต่เด็กๆ ผมเป็นคนชอบทำแบบทดสอบด้านบุคลิกภาพ หรือลักษณะนิสัย (Personality Test) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอยากรู้ว่าผลออกมาจะตรงกับที่เราคิด ว่าเราเป็นหรือเปล่า อีกส่วนหนึ่งก็อยากรู้จักตัวเองในด้านที่เราอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน

แบบทดสอบที่ทำก็มีตั้งแต่ทำขำไม่กี่ข้อในนิตยสาร ที่มีคำอธิบายผลท้ายหน้า ไปจนถึงแบบทดสอบจริงจังที่ต้องเสียเงินหลายพัน ทำเสร็จแล้วมีรายงานส่งมาให้เป็นเรื่องเป็นราว

เนื่องจากงานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ผมมีโอกาสได้ certify เครื่องมือ The Adaptive Employee Personality Test (ADEPT-15) ซึ่งเป็น personality test ที่เน้นสำหรับการทำงาน ทำให้ผมเห็นเข้าใจแบบทดสอบบุคลิกภาพ (โดยเฉพาะ ADEPT-15) ดีขึ้น เลยขอกล่าวถึง 4 เรื่องที่มักมีคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับแบบทดสอบประเภทนี้

1. มี profile ที่สมบูรณ์แบบ

ผมเคยเชื่อว่าเวลาทำแบบทดสอบบุคลิกภาพ จะต้องมีคำตอบที่ถูก หรือ profile ที่ดีที่สุด แต่ความจริงแล้ว perfect profile หรือ profile ที่ดีที่สุดนั้นไม่มีอยู่จริง เราต้องเข้าใจก่อนว่าเราทำแบบทดสอบบุคลิกภาพเพื่อที่จะเข้าใจสิ่งที่ตัวเอง ‘มีแนวโน้ม’ ที่จะเป็น เพราะไม่มีแบบทดสอบไหนที่ให้ผลถูกต้อง 100% คนที่ใช้ผลต่อ (เช่น ฝ่าย HR ของบริษัท) จะพิจารณาต่อว่า profile แบบนี้มีแนวโน้มเหมาะกับองค์กร หรือเหมาะกับงานด้านไหนเป็นพิเศษหรือไม่

2. แบบทดสอบพวกนี้โกงได้

คนที่โตมากับการทำข้อสอบตัวเลือก มักเชื่อว่าตัวเองสามารถโกงแบบทดสอบบุคลิกภาพได้ (ถ้าต้องการ) เพื่อให้เรา ‘ดู’ เป็นคนที่คิดว่าเหมาะสม และเป็นที่ต้องการมากกว่าตัวเองจริงๆ เช่น เป็นคนที่ขยัน ทุ่มเท หรือ กล้าแสดงออก (กว่าตัวจริง) ซึ่งหลายแบบทดสอบก็สามารถโกงได้ ปัจจุบันแบบทดสอบก็เริ่มพัฒนา และตรวจจับความพยายามในการหลอกเครื่องมือ ด้วยหลายวิธี เช่น คำถามที่ปรับเปลี่ยนไปตามคำตอบของเรา หรือการถามเทียบกับตัวเลือกที่ใกล้เคียง และให้ผลเป็นความต่อเนื่องของคำตอบเราด้วยวิธีการสถิติ ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของผลที่ได้ออกมา

3. อ่านผลการทดสอบเอง ไม่จำเป็นต้องมีคนอ่านผล (debrief) ให้ฟัง

หลังจากทำแบบทดสอบบุคลิกภาพเสร็จ แบบทดสอบส่วนใหญ่จะมีผล หรือรายงานให้กับคนทำแบบทดสอบ หรือคนที่จะไปใช้ผลต่อ แม้หลายๆ แบบทดสอบในปัจจุบันจะเริ่มให้ความสำคัญกับการมีคนอ่านผล ควบคู่ไปกับรายงาน แต่ยังมีอีกคนอีกไม่น้อยที่เชื่อว่าตัวเองสามารถอ่านผลจากรายงานได้เอง ซึ่งผมมองว่าถูกเพียงส่วนเดียว

จากประสบการณ์ที่ผมได้มีคนอ่านผล และได้ผ่านการ certify เพื่ออ่านผลของแบบทดสอบ ADEPT-15 ให้กับคนอื่น ผมเชื่อว่าคุณค่าของการอ่านผลจากคนที่มีประสบการณ์ คือ ความเข้าใจในบริบท และความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยของแบบทดสอบ ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจความสัมพันธ์ และผลอย่างละเอียด ซึ่งจะช่วยในการพัฒนาจุดแข็ง หรือปรับปรุงจุดอ่อนของเราได้ดีขึ้น

4. บริษัทให้ทำเพื่อใช้คัดคนเข้าทำงานอย่างเดียว

แม้การใช้แบบทดสอบบุคลิกภาพในการทำงานส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะเน้นเพื่อการคัดเลือกคนเข้ามาทำงาน แต่ประโยชน์ของการเข้าใจบุคลิกภาพของตัวเอง และในมุมของหัวหน้าหรือองค์กร สามารถนำไปใช้กับตลอดวงจรชีวิตของพนักงานตั้งแต่ การเลือกลักษณะงานที่เหมาะสม, การจัดทีมให้เหมาะสมกับช่วงของธุรกิจ, การบริหารจัดการทีม, การพัฒนาส่วนบุคคลประจำปี, การพัฒนาความเป็นผู้นำ, การเลือกผู้สืบทอดตำแหน่ง เป็นต้น

สรุปได้ว่า การทำแบบทดสอบบุคลิกภาพไม่ว่าจะเพื่อเข้าใจตัวเองให้ดีขึ้น หรือเพื่อองค์กรเข้าใจเราได้ดีขึ้นเพื่อหาคนที่ ‘เหมาะ’ สำหรับองค์กร ก็ล้วนแต่มีข้อดี สิ่งสำคัญที่สุดคือ คุณจะทำอะไรต่อกับข้อมูล หรือรายงานเหล่านี้ บางคนอาจจะอ่านผลเพื่อยืนยัน หรือปฏิเสธผลเทียบกับความเข้าใจของตัวเองแล้วก็ผ่านไป ขณะที่บางคนพยายามทำความเข้าใจจุดแข็ง และจุดบอดของตัวเองเพื่อพัฒนาและปรับปรุงตัวเองในอนาคต

ป.ล. ถ้าองค์กรไหนสนใจเครื่องมือ ADEPT-15 ผมยินดีจะประสานติดต่อกับทีมงานเพื่ออธิบายรายละเอียดให้ได้ครับ


ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามโดนๆ มาช่วยกระตุ้นพลังการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • |

    You’re not a wave

      มนุษย์เรามักจะมองว่าตัวเองแยกและเหนือกว่าธรรมชาติ ซึ่งการเข้าใจเช่นนั้นนำมาซึ่งความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่งยวด เราก็คงเห็นผลกระทบจากการกระทำต่างๆที่เป็นอยู่ในโลกนี้ สุดท้ายมนุษย์ก็ต้องมาหวาดกลัว เมื่อเวลาของตัวจะหมดลง เปรียบเสมือนคลื่นน้อยที่รอวันกระแทกฝั่งและดับสูญ…

  • 4 ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการทำ Talent Analytics

    ในยุคปัจจุบันที่ HR เริ่มตื่นตัวก้าวข้ามงานแบบ admin เปลี่ยนมาเป็น business partner กับธุรกิจ เราจะเริ่มเห็นการใช้ตัวเลข หรือข้อมูล ตัววัดต่างๆ เข้ามาช่วยงาน HR เพื่อวิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจมากขึ้น Talent Analytics ก็เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ข้อมูลด้านต่างๆ มาวิเคราะห์เพื่อประเมินหา Talent ขององค์กรสำหรับการเลื่อนขั้น และพัฒนาเพื่อเป็นกำลังสำคัญของบริษัทต่อไป ตัวอย่างของข้อมูลที่ใช้ในการพิจารณา เช่น ประวัติผลการประเมินผลงาน ประวัติการหมุนเวียนงาน ข้อมูลยอดขาย ผลจาก 360 feedback คะแนนทดสอบต่างๆ เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าข้อมูลยิ่งมากยิ่งดีสำหรับประกอบการตัดสินใจ แต่ถ้าเราดูแค่ข้อมูลอย่างเดียว เราก็มีโอกาสที่จะประเมิน Talent พลาดไปได้ สิ่งที่ HR ควรจะระวัง และพิจารณาในการทำ Talent Analytics ซึ่งผมอ้างอิงจากหลักสูตร People Analytics ของ Wharton มีอยู่ 4 ปัจจัย คือ 1. Context…

  • เก็บตก:สัมมนา Productivity วิถีพุทธ

    เมื่อวานมีโอกาสได้ออกไปสัมนาข้างนอก เรื่อง Productivityวิถีพุทธ โดย ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ จัดโดยสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ นานๆได้ออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้างก็ดีเหมือนกัน ได้ฟังวิธีคิดของคนที่ต่างจากที่เจอทุกวัน (ระหว่างเขียนอยู่ก็ดูรายการเจาะใจกำลังสัมภาษณ์ อ.วรภัทร์ อยู่เป็นตอนที่ 2 ไปด้วย) กลับมาอ่านโน้ตที่จดไว้แล้วพยายามจะเรียบเรียงสิ่งที่น่าสนใจที่ได้จากการฟังครั้งนี้ แม้ว่าเนื้อหาจะโยงไปเรื่องโน้นเรื่องนั้นบ้าง แต่ก็หวังว่าจะได้แง่คิดอะไรใหม่ๆไปคิดต่อ หรือไปใช้บ้างนะครับ… พุทธะ คืออะไร ผู้รู้=สติ ผู้ตื่น=sensing ซึ่งจะต่อยอดเป็น Knowledge Management แล้วต่อไปเป็น Learning Organization ผู้เบิกบาน=Happy Workplace ทั้งสามข้อนี้จะทำให้เกิดนวัตกรรมในองค์กร แล้วจะเพิ่ม 3 P (Profit/People/Planet)

  • Write the Future

    เมื่อวานได้ดูโฆษณาตัวใหม่ของ Nike ซึ่งออกรับฤดูกาลฟุตบอลโลกที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้า รู้สึกว่า…โดน!! โดนในแง่ที่ทำให้คำสอนที่เราเคยได้ยินกันอย่างชินหู 4-5 เรื่อง เห็นเป็นภาพเป็นเรื่องราวที่ชัดเจนภายในเวลา 3 นาที วินาทีนี้เป็นวินาทีที่มีึค่าที่สุดในชีวิต คุณจะใช้มันอย่างไร หลักของเหตุและผล (หว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น) ความหวัง – หากขาดความหวัง ชีวิตก็ไม่มีความหมาย อยู่ไปวันๆ เป็นเลิศในสิ่งที่ทำ เราเป็นเจ้าของชีวิตของเรา จงเขียนอนาคตของตัวเอง ใครว่าโฆษณาจะมีแต่จะขายของ ทำให้เราโลภ… ว่าแต่ใครอยากได้รองเท้าฟุตบอลใหม่บ้างครับ? :P

  • 3 สิ่งที่จะสำคัญกว่าใบสมัครของคุณ

    สำหรับคนที่กำลังหางานในยุคที่งานน้อยกว่าคน อะไรคือสิ่งที่องค์กรมองหา และจะช่วยให้เราเพิ่มโอกาสในการหางาน? สำหรับนายจ้าง หรือหัวหน้างาน อะไรคือสิ่งที่ควรมองหาเพื่อที่จะได้ทีมที่ดี ช่วยขับเคลื่อนองค์กรไปด้วยกัน โดยไม่ต้องพะวงกับการจัดการกับดราม่า ผมเชื่อว่าคำถามนี้หลายคนอยากทราบ รวมทั้งตัวผมเองด้วย อย่างที่ทราบกันว่าข้อมูลใน resume หรือทักษะต่างๆ ของผู้สมัครก็ไม่ได้ให้ภาพที่ครบถัวนเท่าไหร่ ยิ่งปัจจุบันที่ความรู้ หรือทักษะที่เรียนมา อาจไม่สำคัญมาก เพราะสุดท้ายคุณก็ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่ดี แล้วอะไรคือสิ่งที่ควรให้ความสำคัญในการคัดเลือกคนเข้าร่วมทีม คุณ Patrick Lencioni ผู้ก่อตั้ง The Table Group พูดใน podcast จากประสบการณ์ของเขาไว้อย่างน่าสนใจว่า มี 3 สิ่งที่เขามองหา และให้น้ำหนักมากกว่าตัว resume ของผู้สมัครด้วย คือ 1. Humble

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2018

    ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการนั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งผมเริ่มเขียนสรุปการประเมินผลงานตัวเองในด้านต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2009 รูปที่ผมเลือกเป็นตัวแทนสำหรับปีนี้ เป็นรูปที่ผมไปพูดบนเวทีใหญ่ในงาน Thailand HR Day 2018 ซึ่งเป็นหนึ่งใน Highlight ของปีนี้ ที่ผมขยาย impact การสร้างประโยชน์ให้คนอื่นได้กว้างขึ้นผ่านการบรรยาย และสอนนิสิต นักศึกษา มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา สำหรับการประเมินชีวิตตัวเองในด้านต่างๆ เทียบกับปีที่ผ่านมา สรุปได้ดังนี้ สุขภาพร่างกาย (A-) flat vs. Year Ago (YA) ปีนี้ไม่ได้ไปงานวิ่งไหน แต่ก็ยังพอรักษาวินัยการวิ่ง และออกกำลังกายไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ 1-2 ครั้งทุกอาทิตย์ เรื่องการกินเริ่มควบคุมของหวานมากขึ้น เป็นปีแรกที่เปลี่ยนกาแฟที่กินจากมอคค่าเย็น มาเป็นกาแฟเย็นที่ไม่หวานเลย น้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณครึ่งกิโลกรัม ไม่น่าเกลียดมาก แต่เชื่อว่าปีหน้าจะทำได้ดีกว่านี้ Improvement Areas ลดน้ำหนักตัวลง 3-4 กิโลกรัม รักษา posture ต่างๆ ให้เหมาะสม การงาน (A) flat vs YA ปีที่สองในบทบาทของที่ปรึกษา…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *