การค้นหาตัวเองสำหรับนักศึกษา

 

หนึ่งในคำถามที่ผมมักได้ยินน้อง ๆ ที่กำลังใกล้จบ หรือเพิ่งเรียนจบถามเพื่อเตรียมตัวก่อนเข้าสู่ชีวิตจริงของโลกการทำงาน คือ

จะทำงานอะไรดี หรือทำงานที่ไหนดี

 

ซึ่งอาจเป็นคำถามคุ้น ๆ ที่เคยถามก่อนเข้ามหาวิทยาลัยว่า

จะเรียนอะไรดี

 

รู้สึกเดจาวู (Déjà vu) มั้ยครับ?

ซึ่งคนที่จะตอบคำถามนี้ได้ ก็ไม่ใช่ใครนอกจากตัวเอง แต่ปัญหาคือเราไม่รู้จักตัวเองดีพอที่จะตอบคำถามนี้ คำถามที่น่าสนใจต่อมาคือ แล้วเราจะค้นหาตัวเองอย่างไรดีล่ะ?

วันนี้ผมได้รับเชิญไปร่วมงาน Thai Networking Event 2016 ซึ่งจัดโดยสมาคมนักเรียนไทยในสิงคโปร์ ในฐานะหนึ่งในรุ่นพี่ที่ทำงานที่นี่มากว่า 2 ปี

ระหว่างที่แนะนำตัวก็มีคำถามให้ผมแนะนำวิธีการค้นหาตัวเองให้น้อง ๆ นักศึกษาที่มาฟัง

คิดว่าคำตอบของผมอาจเป็นประโยชน์กับคนอื่น เลยรีบกลับบ้านมาเขียนเก็บไว้ก่อนที่จะลืม

……..

ทำไมต้องค้นหาตัวเอง?

เราค้นหาตัวเองเพื่อรู้จักตัวเอง เมื่อเรารู้จักตัวเอง เราก็สามารถใช้จุดแข็ง เลือกงาน หรือสิ่งที่ทำได้เหมาะกับเราที่สุด

คนจำนวนไม่น้อยที่ไหลตามค่านิยมของสังคม เมื่อถึงทางเลือก เช่น เลือกคณะ เลือกอาชีพ ก็เลือกสิ่งที่เราคิดว่าสังคมคิดว่าน่าจะเหมาะกับเราที่สุด (งงมั้ย?)

น้องม.ปลายอาจเลือกเรียนแพทย์ เพราะคะแนนตัวเองสูง ติดทุกคณะ แต่ตัวเองไม่รู้ว่าชอบอะไรก็เลือกคณะที่คะแนนสูงที่สุด และคิดว่าก็น่าจะพอเรียนได้

นักศึกษาจบมา ก็อยากเป็นเจ้าของกิจการก็เลยเปิดร้านกาแฟ น่าจะง่าย กำไรดี แต่งร้านสวย ๆ เปิดเพลงแจ๊สเบา นั่งอ่านหนังสือรอลูกค้า โดยไม่เคยหาข้อมูลจากคนที่มีประสบการณ์เปิดร้านกาแฟมาก่อน

วิธีการค้นหาตัวเองมี 2 แบบ คือ inside out กับ outside in

Inside out

Inside out คือการค้นหารู้จักตัวเองจากการสังเกตความรู้สึก กับผลลัพธ์ในสถานการณ์ต่าง ๆ

เราชอบทำงานเป็นกลุ่มมั้ย? เรารู้สึกอย่างไรเวลาคนอื่นทำงานช้า? เราชอบงานเป็นระบบ หรือท้าทายต้องเรียนรู้ใหม่ตลอดเวลา เป็นต้น

เมื่อเรารู้จักตัวเองดีแล้ว ถึงเริ่มมองเทียบกับงานประเภทต่าง ๆ ว่างานแบบไหนที่จะเหมาะกับเรา ทำแล้วมีความสุข และได้ผลงานออกมาดี

สมมติว่าสุดท้ายเราไม่เจองานที่เหมาะกับเราก็อยากเสียใจ คำตอบอาจเป็นเราสร้างงานขึ้นมาใหม่เองก็ได้ ถ้าจุดแข็งหรือความสามารถของเรา มีประโยชน์กับคนอื่น สามารถแก้ปัญหาที่มีได้

Outside in

Outside in คือการลอง และสัมผัสประสบการณ์ของการด้านต่าง ๆ เพื่อหาสิ่งที่ใช่สำหรับตัวเอง

หลักของผมคือ

ลองเยอะ ๆ | ถามเยอะ ๆ | อ่านเยอะ ๆ

การลองที่ดีที่สุด คือ ลองทำ

ลองทำให้เยอะ ๆ

อยากเป็นโปรแกรมเกอร์ ก็ลองเขียนโปรแกรม

อยากเป็นนักเขียน ก็เขียนบทความลงบน Blog ตัวเอง หรือส่งให้นิตยสารพิจารณา

อยากเป็นนักธุรกิจ ลองมองหาปัญหา วิธีแก้ปัญหา แล้วเสนอขายกลุ่มลูกค้า 

แต่เนื่องจากเวลาในชีวิตเรามีจำกัด คงจะลองครบทุกอาชีพก่อนตัดสินใจไม่ได้ สิ่งที่จะช่วยร่นเวลาเราได้คือ

ถามเยอะๆ

ถามคนที่มีประสบการณ์ทำงานในด้านที่เราสนใจ ว่าเขาทำอะไร ลักษณะงาน ปัญหาเป็นอย่างไร ต้องใช้ทักษะอะไรในการทำงานบ้าง

เพราะหลายครั้งภาพที่เราเห็นจากข้างนอก อาจเป็นคนละเรื่องกับงานที่คนในบอก

นอกจากการถามเยอะ ๆ การอ่านเยอะ ๆ ก็ช่วยย่อประสบการณ์ชีวิตหลายสิบปี มาให้เราอ่านได้ในเวลาไม่กี่วัน

การถามและการอ่าน จึงเป็นเคล็ดลับช่วยย่นเวลาการเรียนรู้ของเราในเรื่องต่าง ๆ ได้

แต่ไม่ว่าจะ Inside out หรือ Outside in สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ

ต้องมีเวลาให้กับตัวเอง

เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของการรู้จักตัวเอง

คุณจะเรียนรู้ความรู้สึก อารมณ์ต่าง ๆ ของตัวเอง หรือลองสิ่งใหม่ ๆ คุยกับคนที่ทำงานที่น่าสนใจ หรืออ่านเรื่องราวดีๆ ได้อย่างไร ถ้าคุณไม่มีเวลาให้กับตัวเอง
____________________________________________________________

ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามสั้นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นพลังในการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • จำเป็นต้องมีผู้จัดการมั้ย? (Do Managers Matter?)

      เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมต้องมีหัวหน้า ผู้จัดการ ผู้บริหาร ในองค์กร? แล้วถ้าไม่มีผู้จัดการล่ะ องค์กรจะประสบความสำเร็จได้มั้ย? ถ้าคุณสงสัยเรื่องนี้ คุณก็ใจตรงกันกับผู้บริหารของ Google สมัยต้นปี 2000 ผู้บริหารของ Google ตั้งคำถามว่า ผู้จัดการมีความจำเป็นหรือมีนัยยะสำคัญกับการประสบความสำเร็จขององค์กรมั้ย? Do managers matter?   เพื่อตอบคำถามนี้ HR จึงตั้ง Project Oxygen และใช้เวลาเก็บรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลอีกหลายปี ก่อนจะสรุปว่า…

  • Write the Future

    เมื่อวานได้ดูโฆษณาตัวใหม่ของ Nike ซึ่งออกรับฤดูกาลฟุตบอลโลกที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้า รู้สึกว่า…โดน!! โดนในแง่ที่ทำให้คำสอนที่เราเคยได้ยินกันอย่างชินหู 4-5 เรื่อง เห็นเป็นภาพเป็นเรื่องราวที่ชัดเจนภายในเวลา 3 นาที วินาทีนี้เป็นวินาทีที่มีึค่าที่สุดในชีวิต คุณจะใช้มันอย่างไร หลักของเหตุและผล (หว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น) ความหวัง – หากขาดความหวัง ชีวิตก็ไม่มีความหมาย อยู่ไปวันๆ เป็นเลิศในสิ่งที่ทำ เราเป็นเจ้าของชีวิตของเรา จงเขียนอนาคตของตัวเอง ใครว่าโฆษณาจะมีแต่จะขายของ ทำให้เราโลภ… ว่าแต่ใครอยากได้รองเท้าฟุตบอลใหม่บ้างครับ? :P

  • 60B430 Project

    จะว่าไปปีนี้ก็จะอายุขึ้น30แล้ว หาอะไรทำสนุกๆดีกว่า ว่าแล้วก็ตั้งเป็นProject ชื่อเก๋ๆว่า 60B430 (sixty before thirty) Project แปลง่ายๆว่าลดน้ำหนักลงมาที่60 กิโลกรัมก่อนอายุขึ้น30 ถามว่าทำไมเป็น60กิโลกรัม? จริงๆน้ำหนักที่เหมาะสมของผมอยู่ที่ 62 แต่ผมได้ factor เผื่อความขี้เกียจ และทำให้เป้าหมายท้าทายขึ้นอีกหน่อย เลยปัดเป็นเลข60 กลมๆ วิธีการ ก็ใช้วิธีง่ายๆ ถือเป็นการทดลอง(กับตัวเอง)ไปในตัว คือ ปรับtemplate ที่มาจากหนังสือ The 4-Hour Body ให้เหมาะกับเป้าหมายของตัวเอง และพิมพ์แปะในห้องนอน ชั่งน้ำหนักทุกวันและใส่จุดน้ำหนักตัวเองทุกวัน หน้าที่เราก็แค่อย่าให้น้ำหนักออกขอบบนกับขอบล่าง แค่นั่นเอง! ไม่มีแผนการคุมอาหารหรือออกกำลังกายเป็นพิเศษ สองหลักการที่จะช่วยแผนนี้ได้ผล ทำให้เห็นชัด(Visibility) เอากันให้ชัดๆเลยว่าแต่ละวันน้ำหนักอยู่ที่เท่าไหร่ แต่ต้องชั่งเวลาเดียวกันจาก ตาชั่งเดียวกันทุกวัน บอกทุกคนถึงเป้าหมายนี้(Peer Pressure) เป็นแรงกดดันอ่อนๆ ไม่ใช่เราล้มเลิก (ง่ายเกินไป :P) แล้วมาดูกันว่า Project นี้จะได้ผลอย่างที่ต้องการมั้ย? :) ข้างล่างจะเป็นบันทึกในแต่ละช่วง จนถึงวันเกิด ว่าเจอเทคนิึึคอุปสรรคอะไรตลอด project นี้มาเล่าสู่กันฟัง……

  • 4 ทักษะที่ควรเรียนรู้เพื่อประสบความสำเร็จในศตวรรษที่ 21

    ในโลกที่เทคโนโลยี และองค์ความรู้ต่างๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว Half-life ของสิ่งที่เราเรียนในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยสั้นลงจนแทบจะใช้ไม่ได้เมื่อเข้าสู่โลกการทำงาน ถามว่า ทักษะอะไรที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จในโลกปัจจุบัน หรืออนาคตอันใกล้นี้? ถ้ามองสิ่งที่โรงเรียนสอน โดยเฉพาะในเมืองไทย เรายังเห็นว่าการศึกษาส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับการ’ป้อน’ความรู้ หรือข้อมูล ที่ปัจจุบันหาได้เพียงไม่กี่ ‘คลิ๊ก’ บนอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีโอกาสล้าสมัยได้เร็วที่สุด มากกว่าทักษะที่ช่วยในการพัฒนาเพื่อการทำงานต่อในอนาคต ผมอ่านเจอคำตอบเรื่องนี้จากส่วนหนึ่งของบทความ What Kids Need to Learn to Succeed in 2050 ซึ่งกล่าวถึง 4 ทักษะ (the four Cs) ซึ่งแนะนำโดย Partnership for 21st Century Learning, P21 ว่าคือ 1. Critical thinking

  • |

    วิธีขอโทษ 101

    ในทุกความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือเรื่องส่วนตัว การทำผิดโดยไม่ตั้งใจ (หรือตั้งใจ?) เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ ทุกคนรู้ว่าเมื่อผิดแล้วก็ต้องขอโทษ ซึ่งก็ดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย “ก็แค่ขอโทษ”  ถ้าขอโทษแล้วอีกฝ่ายโอเค ยกโทษให้ก็ดีไป แต่หลายครั้งที่การยกโทษก็ไม่ได้ง่ายเพียงแค่เราพูด”ขอโทษ”เฉยๆ จะว่าไป ผมว่าเรื่องการขอโทษนี่เป็นหนึ่งในปัญหาระดับชาติ โดยเฉพาะผู้ชายอย่างผม ที่ขอโทษไม่เป็น ยิ่งพูดเหมือนยิ่งโทษหนักกว่าเดิม (เอ๊ะ ยังไง) เมื่อผมอ่านเจอหนังสือที่กล่าวถึงเรื่องการขอโทษอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ผมดีใจมากประหนึ่งเจอคัมภีร์วิเศษที่ตามหามานาน จึงขอสรุปความมาฝากคนที่ประสบปัญหาเรื่องการขอโทษเหมือนกับผมด้วย วิธีการขอโทษที่ถูกต้อง 1. ห้ามแก้ตัว คนไม่น้อยที่ผิดตั้งแต่ข้อแรกนี้แล้ว ในการขอโทษไม่ต้องแก้ตัวถึง เจตนา ความคิด หรือความรู้สึกของเรา เช่น “ผมขอโทษ แต่คุณเข้าใจผิด ผมไม่ได้หมายความว่า…”

  • |

    30 second MBA

    ช่วงนี้งานเข้าติดกัน ทำให้ยังไม่สามารถปลีกตัวมาเขียนได้บ่อยๆเหมือนเดิม… ต้องขออภัยแฟนๆที่ติดตามและถามว่าเมื่อไหร่จะอัพเดตblog ซะที มา ณ ที่นี้ด้วย… _________________________ วันนี้ไปเจอเวปที่น่าสนใจเกี่ยวกับการบริหาร ของ FastCompany ชื่อว่า 30 second MBA เหมาะสำหรับคนที่เวลาเป็นสิ่งมีค่าอย่างพวกเรา เพราะแต่ละคลิปแค่ 30 วินาทีเท่านั้น โดยแต่ละ่อาทิตย์จะมีโจทย์คำถามเกี่ยวกับการบริหารต่างๆ แล้วให้ CEO บริษัทต่างๆมาตอบภายใน 30 วินาที วันละคน เพราะฉะนั้น ก็มีแต่เนื้อๆ น้ำไม่เกี่ยว ถ้าสนใจก็คลิ้กดูที่รูปได้เลยครับ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *