|

ดูงาน Social Enterprise ในสิงคโปร์

credit: Comcrop Facebook Page
credit: Facebook Page

 

ว่ากันว่า คนที่ทำธุรกิจธรรมดาว่ายากแล้ว ทำธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ยิ่งยากใหญ่

เมื่อวานผมมีโอกาสได้ไปร่วมงาน Singapore Insights: Social Innovation and Enterprise จัดโดย Singapore International Foundation

ทำให้มีโอกาสได้ทั้งฟังเปิดโลกทัศน์ตัวเอง กับคนที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงสังคมในขอบเขตที่ทำได้

ได้ฟังตัวอย่างของ Social Enterprise อย่าง Yellow Ribbon Project กับ Joan Bowen Cafe 

แล้วนั่งรถไปดูงาน organic farm ของบริษัท Comcrop ต่อที่ตึก *Scape แถว Orchard

ปิดท้ายด้วยการไปร่วมงาน Young Social Entrepreneurs (YSE) programme reception ซึ่งมีการประกาศผล 10 ทีมที่ชนะและได้ไปต่อจาก 37 ทีม

ถือว่าเป็นวันที่ได้สนุกกับการเรียนรู้ และรู้จักคนที่น่าสนใจไปพร้อมกัน

เริ่มจาก Yellow Ribbon Project ซึ่งให้โอกาสที่สองกับผู้ต้องโทษในเรือนจำ ด้วยการสอนทักษะในการทำงาน และหาผู้จ้างงานที่เหมาะสม เพื่อกลับไปใช้ชีวิตในสังคมอีกครั้ง

ซึ่งมองในมุมสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศเล็กๆแล้ว ถือว่าเป็น win-win

เพราะในประเทศที่แข่งขันสูงอย่างนี้ ถ้าไม่มีคนให้โอกาส คนกลุ่มนี้เมื่อพ้นโทษก็แทบจะไม่มีทางที่จะทำงานในสังคมได้อีก

ในแง่ของตลาดแรงงาน สิงคโปร์ก็ยังขาดแคลน แรงงานโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมบริการอาหาร และเครื่องดื่ม (Food&Beverage) และอุตสาหกรรมโลจิสติก ซึ่งคนกลุ่มนี้สามารถฝึกและทำงานได้

สำหรับ Joan Bowen Cafe เป็นร้านอาหารที่ฝึกเด็กและเยาวชนที่มีความต้องการพิเศษ ทำงานในร้านอาหารได้

จุดเริ่มต้นมาจาก Jeanne Seah-Khong กับ Khong Yoon Kay ผู้ก่อตั้ง Jone Bowen Cafe พบว่า Joan ลูกสาวเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งเข้าใจปัญหาและอุปสรรคของเด็กกลุ่มนี้ อยากให้โอกาส และทำงานในสังคมปกติได้

จึงได้เปิดร้านอาหารนี้ขึ้นมา ทั้งๆที่ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน

ซึ่งต้องออกแบบ และแบ่งขั้นตอนต่างๆในการทำอาหารและเก็บเงินใหม่ เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ และฝึกเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

ตอนบ่ายได้ไปเยี่ยม rooftop farm ของ Comcrop ซึ่งอยู่ที่ตึก *SCAPE

image_1
คุณ Allan Lim กำลังแนะนำ Comcrop

คุณ Allan Lim หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Comcrop ได้เล่าถึงแรงบันดาลใจที่อยากให้คนสิงคโปร์ได้กินผักสดๆ organic แทนที่จะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

นอกจากปัญหาเรื่องพื้นที่ที่มีจำกัด คุณ Allan ยังคิดว่าอยากให้ชุมชนได้มีส่วนร่วม และโครงการอยู่ได้อย่างยั่งยืน (ทางการเงิน)

ซึ่งในแง่ของพี้นที่ แทนที่จะหาที่บนพื้นมาปลูก ก็หาพื้นที่บนดาดฟ้าตึก และปลูกผักในแนวตั้ง (vertical farming) เพื่อประหยัดพื้นที่

ส่วนวิธีที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วม เริ่มตั้งแต่แทนจะชวนวัยรุ่นมาทำ farming ซึ่งดูงานหนัก ไม่เท่ บริษัท position ตัวเองว่าเป็น hitech urban farming

ทำให้วัยรุ่นสนใจ และรู้สึกว่า cool อยากมีส่วนร่วม

นอกจากนี้จะมีการจ้างงานจากผู้สูงอายุ และคนว่างงานที่สนใจ เพื่อสร้าง impact และการแลกเปลี่ยนความรู้กับวัยรุ่นที่เป็นอาสาสมัคร

สุดท้ายในแง่ของการตลาด บริษัทมีลูกค้าประจำที่เป็นโรงแรม และร้านอาหารที่ต้องการผักที่สด organic แถมช่วยสนับสนุนสังคม แม้ราคาจะแพงกว่าตลาดบ้าง

ที่มีโอกาสถามกับคุณ Allan นอกรอบ เห็นว่าบริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างกำไร เป็นให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย

ซึ่งปัจจุบัน ธุรกิจก็อยู่ได้อย่างมีกำไรแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีด้วย :)

image_2
Organic Vertical Farming

 

เสร็จจากการดูงานที่ Comcrop ผมก็ได้ร่วมงานเลี้ยงรับรองและประกาศผล Young Social Entrepreneurs (YSE) programme ที่ Suntec Convention Centre

ซึ่งทราบทีหลังว่าน้องที่ผ่านเข้ารอบทั้ง 37 ทีมจาก 13 ประเทศ รวมถึง 2 ทีมจากประเทศไทย ได้มาเข้า workshop 3 วันที่สิงคโปร์และนำเสนอ Social Enterprise Project ของตัวเองกับคณะกรรมการ ก่อนจะคัดเหลือแค่ 10 ทีม ซึ่งประกาศผลในงานนี้

image_4
โฉมหน้าทีมที่ชนะทั้ง 10 ทีม ของ YSE

 

เป็นที่น่ายินดีที่หนึ่งในทีมที่ชนะทั้ง 10 ทีม คือทีม Local Alike จากประเทศไทย ซึ่งน้องนุ่น (คนซ้าย) กับน้องโบว์ (คนขวา) อธิบายว่าธุรกิจที่ทำเป็น community- based tourism booking platform คล้ายๆกับ Agoda สำหรับ home stay และการท่องเที่ยวในท้องถิ่น

ยินดีอีกครั้งกับทีม Local Alike นะครับ

image_5
เก่งมากครับ!

ข้อคิดที่ได้…

– Social Enterprise ส่วนใหญ่เริ่มมาจากการปัญหาเล็กที่อยากช่วยแก้ หรือทำให้ดีขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากปัญหาที่ประสบด้วยตัวเอง หรือโอกาสที่เห็นที่จะช่วยสังคมให้ดีขึ้น ซึ่งผู้ก่อตั้งจะมี passion และความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น

– แต่หลายครั้งที่ปัญหาของ Social Enterprise คือ ไม่ได้มองเรื่องการเงิน ช่วงแรกอาจใช้เงินส่วนตัว หรือได้ทุนจากแหล่งต่างๆ แต่สิ่งที่ต้องคิดต่อไป คือการหารายได้ในระยะยาวให้ธุรกิจดำเนินได้ด้วยตัวเอง

– ไม่ต่างกับ Tech Startup การได้ network กับคนที่คิด และมีความตั้งใจเหมือนกัน กับการได้คำแนะนำ จากผู้มีประสบการณ์ในวงการ และ Social Venture Capital จะช่วยให้ความคิดตกผลึก และขยาย impact ต่อสังคมได้มากขึ้น

– Social Enterprise ไม่จำกัดว่าต้องทำให้ชุมชน หรือประเทศที่เราอยู่เท่านั้น ดูจากทีม YSE พบว่ามีหลายทีมที่สนใจจะแก้ปัญหาของประเทศที่มีโอกาสน้อยกว่า 

Moving Forward

ถึงแม้ส่วนตัวจะไม่ได้อยู่ในวงการธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) แต่ก็มีความสนใจ เพราะเชื่อว่าการทำประโยชน์เพื่อสังคม อย่างยั่งยืนนั้นทำได้ แม้จะยากไปบ้าง

ถ้าผมสามารถช่วยในมุมของประสบการณ์ หรือ connection สำหรับ social enterprise ในไทยได้ก็ยินดีนะครับ

 

Similar Posts

  • 1 วิธีเพิ่มความสุขของตัวเอง (และผู้อื่น) ในช่วง Work From Home

    หลังจากได้กลับมา Work From Home รอบที่ 2 ได้ซักพัก สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นความแตกต่างคือ ตอน Work From Home รอบแรก บริษัทส่วนใหญ่จะมองหาวิธีที่จะรักษา หรือเพิ่ม productivity ของพนักงาน ในยามที่เราอยู่ไกล ไม่เห็นหน้าในออฟฟิศกันเหมือนเคย จึงไม่แปลกที่จะตารางการประชุมออนไลน์ เพิ่มขึ้นจนแทบทุกคนบ่นว่า แม้จะประหยัดเวลาเดินทาง แต่ทำงานหนัก และนานกว่าเดิมมาก พอได้กลับมา Work From Home รอบที่ 2 ซึ่งเริ่มทำใจว่าคงจะไม่ได้เห็นหน้าหัวหน้า และทีมงาน รวมไปถึงลูกค้าอีกพักใหญ่ สิ่งหนึ่งที่รู้สึกขาดไป คือการได้ chit chat หรือคุยเล่นกับเพื่อนร่วมงาน ทุกการประชุมออนไลน์ คือ เรื่องงานที่มี วาระ และหัวข้อที่จะคุย หรือนำเสนอชัดเจน พอประชุมเสร็จก็วางสายแยกย้ายไป ประชุมต่อไป โอกาสที่จะได้รับ feedback หรือ คำชม จากเพื่อนร่วมงานตอนเก็บเอกสารหลังประชุมเสร็จเหมือนเมื่อก่อนก็หายไป ทำให้ความรู้สึกว่าตัวเองมีค่า และได้รับการยอมรับ (recognized) จากงานที่ทำลดลง…

  • | |

    ด้านที่ดีกว่าของชีวิต?

    ธนาคารกรุงไทย-ด้านที่ดีกว่าของชีวิต วันนี้นั่งรถไฟฟ้าแล้วเห็นโฆษณาตัวใหม่ของธนาคารกรุงไทย ถ้าดูเผินๆก็เหมือนว่าเป็นโฆษณาที่ให้กำลังใจดีอีกตัวหนึ่ง เพราะแน่นอนว่าในทุกปัญหาย่อมมีโอกาสแฝงอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่หลายๆคนอาจลืมไป คือ อีกด้านหนึ่งของเหรียญ

  • เคล็ดลับองค์กร 100 ปี

    องค์กรไหนๆก็อยากอยู่มั่นคงแข็งแรงไปนานๆ แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกองค์กรจะทำได้ ยิ่งยืนหยัดผ่านร้อน ผ่านหนาวมาได้เกิน 100 ปี แสดงว่าองค์กรต้องมีอะไรดี น่าสนใจให้เรียนรู้แน่ๆ ผมได้ไปร่วมงานสัมมนา “องค์กร 100 ปี สู่องค์กรยั่งยืน” ซึ่งจัดโดยกรุงเทพธุรกิจ เมื่อวันก่อน (17 ธ.ค.) ในงานได้มีโอกาสฟังผู้บริหารขององค์กรใหญ่ๆ ที่มีอายุเกิน 100 ปี มาแบ่งปันเคล็ดลับที่ทำให้องค์กรอยู่มานานและยังประสบความสำเร็จถึงทุกวันนี้   รายชื่อผู้บริหารที่ร่วมเสวนา คุณบุญยง ตันสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ๋ บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย คุณอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ คุณปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่ม อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ คุณเวย์น อิงแลนด์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า คุณอูเมช ฟัดเค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด คุณพรรณสิรี อมาตยกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่…

  • 5 บทเรียนจากการสื่อสารลดพนักงานของ Airbnb

    การสื่อสารข่าวร้ายไม่เคยเป็นเรื่องง่าย แต่เป็นเรื่องจำเป็น และสำคัญสำหรับองค์กร และผู้บริหาร ในฐานะผู้นำองค์กร เช้าวันนี้ผมเห็นบันทึกข้อความของ Brian Chesky, Airbnb Co-Founder and CEO ที่เขียนถึงพนักงานทั่วโลก ซึ่งสื่อสารเรื่องการลดพนักงานเกือบ 1,900 คน หรือประมาณ 25% ของพนักงานทั้งหมด เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ สำหรับ startup ดาวรุ่งที่กำลังเตรียม IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์เร็วๆ นี้ถ้าไม่เจอวิกฤต COVID-19 เสียก่อน เมื่อผมอ่าน A Message from Co-Founder and CEO Brian Chesky จบผมรู้สึกประทับใจกับวิธีการสื่อสารของ Brian มากจนต้องขอถอดบทเรียนออกมา 5 ข้อ ดังนี้ 1.การสื่อสารออกจากผู้บริหารสูงสุด การสื่อสารเรื่องสำคัญๆ กับพนักงานเป็นหน้าที่ของ CEO หรือผู้บริหารสูงสุด ไม่ใช่ HR หรือฝ่ายสื่อสารองค์กร เพราะพนักงานจากฟังจากผู้นำของเขา เพราะฉะนั้นอย่าหลบอยู่หลังชื่อองค์กร หรือคณะผู้บริหาร นี่เป็นเวลาและโอกาสที่คุณจะได้แสดงความเป็นผู้นำขององค์กร…

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2011

    ปีนี้เป็นปีที่ 3 ที่ได้ทบทวนเรื่องราวต่างๆของตัวเองในปีที่ผ่านมา  ก่อนที่จะประเมินตัวเองในปีนี้ ผมเริ่มจากการกลับไปอ่านสิ่งที่ผมประเมินตัวเองในปีที่ผ่านมา ( 2010, 2009) และผมแบ่งเป็นหมวดๆเหมือนปีที่ผ่านมาเพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบ สุขภาพร่างกาย (B+) Flat vs. Year Ago (YA) ปีนี้สุขภาพอยู่ในสภาพที่ดี มีบางอย่างที่พัฒนาขึ้นจากปีที่แล้ว ทั้งเรื่องการลดกาแฟ จากที่ดื่มทุกวัน เป็นไม่ดื่ม และกลับมาดื่มเท่าที่จำเป็นจริงๆ ฟันไม่ผุจากการตรวจทั้ง 2 ครั้งในรอบปีที่ผ่านมา ผลการตรวจสุขภาพประจำปี ก็อยู่ในเกณฑ์ปกติทุกตัว และการเข้าฟิตเนส เพื่อออกกำลังกายในส่วนกล้ามเนื้อต่างๆ ขณะที่มีบางอย่างที่เริ่มต้องปรับปรุงเช่น การนอนที่สวิงระหว่างวันธรรมดา กับวันหยุดมาก และน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นและสร้างฐานใหม่อย่างเข้มแข็ง… – -“ Improvement Areas ปีนี้ขอเน้นแค่ 2 เรื่อง

  • |

    ข้อคิดก่อนเปลี่ยนงานใหม่

      ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีปีใหม่ไทยทุกท่านก่อน หวังว่าคงสนุกกันตามสมควรอย่างปลอดภัยนะครับ วันนี้จะมาเล่าข้อคิดเรื่องของการเปลี่ยนงานใหม่ ซึ่งได้บอกกับน้องสาวตัวเองก่อนจะไปทำงานที่สิงคโปร์ เห็นว่ามีประโยชน์เลยมาเขียนแบ่งปันเพื่อน ๆ ด้วย ………………………………………………………… ส่วนตัวผมเห็นเพื่อนๆน้องๆที่เพิ่งจบมาใหม่หลายคนเปลี่ยนงานเป็นว่าเล่นในช่วงแรกๆของการทำงาน เหตุผลก็จะวน ๆ อยู่ว่า ไม่ชอบ, ไม่ใช่, ไกล, งาน/ปัญหาเยอะ, ไม่มีเพื่อน, งานใหม่น่าจะเหมาะกว่า, งานใหม่เงินเดือนดีกว่า ฯลฯ ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร เพราะเป็นสิทธิ์ของเรา ยิ่งหลายคนจบเกรดดี ๆ profileสวยๆ ใคร ๆ ก็อยากได้ตัว แม้บางครั้งก็แอบแปลกใจเวลาที่เห็นคนเปลี่ยนในเดือน หรือแม้แต่อาทิตย์แรกของการทำงาน (อะไรมันจะขนาดน้าน…) ผมมีสิ่งที่อยากให้คิดซักนิดก่อนที่จะเปลี่ยนงานใหม่ เพื่อจะได้ไม่ต้องมาเสียดายทีหลัง ดังนี้ ถ้าจะเปลี่ยนงานเพราะไม่ชอบ,ไม่ใช่ ให้แน่ใจว่าเราให้เวลากับตัวเอง และพยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว อย่าคาดหวังว่างานจะเหมือนกับสิ่งที่เรียนมา แม้จะทำงานตรงสายก็ตาม เรายังต้องทำความเข้าใจกับระบบ วิธีการทำงานของแต่ละบริษัทซึ่งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า2-3เดือน (เป็นอย่างน้อย) สำหรับบริษัทใหญ่  ถ้าสุดท้ายเราทั้งพยายามและให้เวลาปรับตัวแล้วยังไม่ใช่ เราก็จะตอบตัวเองได้อย่างสบายใจภายหลังว่างานนี้มันไม่เหมาะกับเราจริง ๆ ถ้าจะเปลี่ยนงานเพราะไกล (เออ…แล้วตอนสมัครไม่รู้เหรอครับว่าไกล) ผมรู้จักหลายคนที่จำกัดตัวเองเวลาหางานว่าต้องเป็นออฟฟิตในกรุงเทพฯ ไม่เปิดโอกาสให้ตัวเอง สำหรับงานต่างหวัด หรือต่างประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นบางคนระบุเลยว่าต้องเป็นบริษัทในแนวรถไฟฟ้าเท่านั้น! ก็อยากให้คิดนิดนึงว่าเราปิดโอกาสตัวเองมากไปรึปล่าว…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *