นำรอยยิ้มกลับมาสู่คนไทยอีกครั้ง

สภาพบ้านเมืองของเราในสัปดาห์ที่ผ่านมานอกจากจะกระทบกับเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมแล้ว

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือความคิดที่แตกแยกอย่างรุนแรงของคนในชาติ

ทำให้เรารอยยิ้มสยามที่เราเคยภูมิใจเหือดหายไปจากใบหน้าของคนไทย

ผมกับเพื่อนๆกลุ่มหนึ่งก็ได้คุยกันและคิดว่าเราจะช่วยประเทศเราได้อย่างไร

สุดท้ายก็มาลงตัวที่การสร้าง Facebook Page เพื่อจะช่วยกันนำรอยยิ้มกลับมาสู่คนไทยอีกครั้ง

โดยที่ไม่เกี่ยวกับกับ มั่นใจว่าคนไทยเกิน1ล้านคน… (ฮา)

ซึ่งก็ได้รับการตอบรับค่อนข้างดีหลังจากเปิดตัวไป3วัน (ขณะที่เขียนอยู่มีคนที่กดlike แล้ว 1,515คน)

ถ้าเพื่อนๆสนใจ สามารถเข้าไปดู Facebook Page ได้ตามlink ข้างล่างนี้

Thailand back to land of smiles

เร็วๆนี้จะเปิดตัวเวปไซต์และโครงการที่น่าสนใจต่างๆ

ถ้ามีข้อเสนอแนะอะไรก็แนะนำผ่านผม หรือจะเขียนที่ Thailand back to land of smiles ก็ได้นะครับ

ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อให้เมืองไทยกลับมามีรอยยิ้มเหมือนเดิม… ^___^

ป.ล. Page นี้ไม่มีสีนะครับ… ^^”

Similar Posts

  • My takeaways จากงาน Education Disruption Conference 2018

    เรื่องการศึกษาเป็นหัวข้อที่ตัวผมเองให้ความสำคัญมาก เมื่อพี่กระทิงจัดงาน Education Disruption Conference 2018 จึงไม่อยากพลาดโอกาสที่จะเปิดมุมมองตัวเองด้วย ยิ่งได้เห็น agenda ที่น่าสนใจทั้งวัน แต่ด้วยความรับผิดชอบ ทำให้มาร่วมงานได้ช่วงหลังเบรคตอนบ่าย แต่กระนั้นก็ยังได้ความรู้ และมุมมองใหม่ๆ กลับไปไม่น้อยจากงาน ผมสรุป takeaway มาฝากเผื่อเป็นประโยชน์กับคนที่ไม่มีโอกาสได้ไปร่วมงาน โดยเขียนเป็นข้อๆ จากสิ่งที่ผมฟังบวกการตีความส่วนตัวในแต่ละช่วงที่ผมฟัง ถ้าจะเข้าใจผิดจากคนพูดอย่างไร ก็ให้เป็นที่การตีความผิดของผมเองนะครับ Disrupting and Driving Efficiency in School Operation by  Mr. Wicharn Manawanitjarern, CEO of Taamkru งานหลายๆ อย่างของคุณครูเช่น การตรวจข้อสอบ หรือการเช็คชื่อนักเรียน เป็นงานที่ซ้ำซ้อน กินเวลามาก แถมยังไม่มีประสิทธิภาพจาก human error อีกด้วย การใช้ technology เข้ามาช่วยสามารถ free up เวลาของคุณครูได้อย่างมีนัยยะสำคัญ และลดความซ้ำซ้อน และความผิดพลาดของงานได้ดีมาก Technology for All:…

  • 60B430 Project

    จะว่าไปปีนี้ก็จะอายุขึ้น30แล้ว หาอะไรทำสนุกๆดีกว่า ว่าแล้วก็ตั้งเป็นProject ชื่อเก๋ๆว่า 60B430 (sixty before thirty) Project แปลง่ายๆว่าลดน้ำหนักลงมาที่60 กิโลกรัมก่อนอายุขึ้น30 ถามว่าทำไมเป็น60กิโลกรัม? จริงๆน้ำหนักที่เหมาะสมของผมอยู่ที่ 62 แต่ผมได้ factor เผื่อความขี้เกียจ และทำให้เป้าหมายท้าทายขึ้นอีกหน่อย เลยปัดเป็นเลข60 กลมๆ วิธีการ ก็ใช้วิธีง่ายๆ ถือเป็นการทดลอง(กับตัวเอง)ไปในตัว คือ ปรับtemplate ที่มาจากหนังสือ The 4-Hour Body ให้เหมาะกับเป้าหมายของตัวเอง และพิมพ์แปะในห้องนอน ชั่งน้ำหนักทุกวันและใส่จุดน้ำหนักตัวเองทุกวัน หน้าที่เราก็แค่อย่าให้น้ำหนักออกขอบบนกับขอบล่าง แค่นั่นเอง! ไม่มีแผนการคุมอาหารหรือออกกำลังกายเป็นพิเศษ สองหลักการที่จะช่วยแผนนี้ได้ผล ทำให้เห็นชัด(Visibility) เอากันให้ชัดๆเลยว่าแต่ละวันน้ำหนักอยู่ที่เท่าไหร่ แต่ต้องชั่งเวลาเดียวกันจาก ตาชั่งเดียวกันทุกวัน บอกทุกคนถึงเป้าหมายนี้(Peer Pressure) เป็นแรงกดดันอ่อนๆ ไม่ใช่เราล้มเลิก (ง่ายเกินไป :P) แล้วมาดูกันว่า Project นี้จะได้ผลอย่างที่ต้องการมั้ย? :) ข้างล่างจะเป็นบันทึกในแต่ละช่วง จนถึงวันเกิด ว่าเจอเทคนิึึคอุปสรรคอะไรตลอด project นี้มาเล่าสู่กันฟัง……

  • ไต่บันไดงานอย่างมีความสุข

    มนุษย์เงินเดือนแทบทุกคนย่อมมีความฝันที่จะก้าวหน้าในอาชีพการงานของตนทั้งนั้น จะก้าวเร็วก้าวช้า ก็แล้วแต่ความสามารถ และโอกาสจะเอื้ออำนวย ถ้าสามารถก้าวหน้าอย่างมีความสุขด้วยนี่ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา ผมได้เจอเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง เป็นอาตี๋มาจากเมืองจีน ทำงานตึกเดียวกัน ก็ทักทายกันบ้าง แตไม่เคยได้เวลาได้คุย ทำความรู้จักกันเท่าไหร่ จนกระทั่งผมกลับไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา น้องที่รู้จักลากมาทานข้าวด้วย ถึงได้รู้ถึงว่าไม่ธรรมดา ของอาตี๋คนนี้ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของบริษัท และธุรกิจ อาตี๋ (เจ้าตัวยอมรับชื่อนี้แต่โดยดี) ก้าวหน้าได้รับโปรโมทถึง 3 ครั้งในเวลาที่อยู่กับบริษัทมา 8 ปี แถมล่าสุดบริษัทส่งมาเป็น Expat ที่เมืองไทยในช่วงที่บริษัทกำลังควบคุมค่าใช้จ่าย ที่เด็ดสุด คือ เขาทำงานอย่างมีความสุข ครับ ผมไม่เคยเห็นหน้าของอาตี๋คนนี้ไม่เปื้อนยิ้มเลย (แต่ปาดน้ำตาไปแล้วรึปล่าว อันนี้ไม่แน่ใจ ^^”) อะไรจะถูกหวยในการทำงานได้ขนาดนี้! อย่ากระนั้นเลย เมื่อเจอคนที่น่าสนใจแบบนี้ ผมก็ไม่พลาดที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด และสกัดเอาประเด็นที่น่าสนใจมาแบ่งปันกัน ผมขอดึงเอาประโยคเด็ดๆที่อาตี๋คนนี้พูด แล้วมาเล่าขยายความให้ฟังนะครับ

  • แปลงความสงสัยเป็นจุดด้วย Info Sponging

    Stay hungry. Stay foolish. – Steve Jobs ผมเชื่อว่าทั้งสาวก และไม่ใช่สาวกของ Apple จำนวนไม่น้อยคุ้นเคยกับประโยคนี้ของท่านศาสดา Steve Jobs กันดี เป็นประโยคที่กระตุ้นให้เราไม่หยุดที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ถามว่าเรียนรู้ไปเพื่ออะไร? ก็อาจจะตอบแบบเท่ๆได้ว่า เพื่อเอามาต่อจุด (connect the dots) เพื่อสร้างองค์ความรู้ หรือนวัตกรรมใหม่กับงาน หรือชีวิตของเราเอง You can’t connect the dots looking forward; you can only connect them looking backwards. So you have to trust that the dots will somehow connect in your future. – Steve Jobs…

  • กว่าจะเรียนจบก็สายไปแล้ว

    ไม่แน่ใจว่านิสิต นักศึกษาที่เพิ่งจบตอนนี้หางานยาก มากน้อยแค่ไหน? วันก่อนผมทานข้าวกับน้องคนสิงคโปร์คนหนึ่งที่เพิ่งจบปริญญาตรี และมาร่วมทีมในฐานะพนักงานสัญญาจ้าง เลยชวนคุยเรื่องสถานการณ์ของเด็กจบใหม่ที่นี่ สิ่งที่ผมได้ยิน ถือว่าสถานการณ์ของบัณฑิตใหม่ที่สิงคโปร์ไม่ค่อยดีนัก บัณฑิตใหม่ใช้เวลาหางานเฉลี่ย 6-8 เดือนก่อนจะได้งานแรก ซึ่งเป็นทุกสาขา รวมถึงมหาวิทยาลัยชื่อดัง ตำแหน่งงานที่ไม่ต้องการประสบการณ์ก็มีแต่งานด้านบริการ ใน fast food chain ซึ่งเด็กมัธยมก็ทำได้ บริษัทส่วนใหญ่ต้องการคนที่ประสบการณ์ 5-8 ปี ตำแหน่งที่เปิดสำหร้บคนที่ประสบการณ์ไม่พอจะเป็นในรูป พนักงานสัญญาจ้าง 6 เดือน – 2 ปี พ่อแม่เริ่มกดดัน เด็กก็เริ่มเครียดหลังจากจบแล้วหางานไม่ได้ สุดท้ายหลายคนหางานไม่ได้ เลยตัดสินใจเรียนต่อโท ผมมองว่าภาพนี้จะเหมือน time machine เล็กๆที่จะสะท้อนสภาพการจ้างงานของบัณฑิตใหม่ของไทยในอนาคตอันใกล้ อย่าลืมว่าเด็กในสิงคโปร์ส่วนใหญ่พูดได้คล่องทั้งอังกฤษ และภาษาท้องถิ่น (จีน, มาเลย์, ฯลฯ) ยังมีปัญหาในการหางาน เชื่อว่าการแข่งขันหลังเปิด AEC โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติคงแข่งขันกันมันกว่าตอนนี้แน่นอน

  • |

    สอนลูกสาวก่อนไปเรียนต่อนอก

    เชื่อว่าคุณพ่อ คุณแม่ทุกคนย่อมเป็นห่วงลูกของตัวเองทั้งนั้น โดยเฉพาะการเลี้ยงวัยรุ่นที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ อย่างการไปเลือกไปเรียนต่อต่างประเทศ คืนนี้ผมได้ทานอาหารกับผู้ใหญ่ท่านนึง ซึ่งลูกสาวคนเดียวของท่านกำลังจะไปเรียนต่อต่างประเทศในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ท่านได้เล่าวิธีคิดและสอนลูกมาซึ่ง ผมคิดว่ามีประโยชน์มากเลยกลับมากลั่นเล่าสู่กันฟัง เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ปกครองในวัยนี้ หรือเผื่อวันนึงผมจะได้ใช้บ้าง :D เริ่มจากที่ลูกสาวมาบอกพ่อก่อนจบม.6 ว่าอยากไปเรียนทำอาหารที่ต่างประเทศ… ตอนแรกคุณพ่อก็กลัวและอดเป็นห่วง ไหนจะเรื่องของอาชีพในอนาคต ไหนจะเป็นลูกสาวคนเดียวที่ไปอยู่ไกลบ้าน สิ่งที่ทำได้คือให้ข้อมูล และความเสี่ยงต่างๆของสิ่งที่ลูกจะเลือก แล้วให้ลองไปฝึกงานที่ร้านอาหารจริงๆก่อนเดือนนึง แล้วค่อยตัดสินใจว่าเป็นสิ่งที่สนใจอยากเรียนจริงๆรึปล่าว หรือเป็นแค่กระแส หรือชอบชั่วคราว พอลูกสาวไปฝึกงานแล้วยืนยันว่า อยากไปเรียนด้านนี้จริงๆ คุณพ่อก็เลยจัดให้ แต่ก็ไม่ลืมที่จะสอนลูกสาวในเรื่องสำคัญด้านต่างๆ ดังนี้ สุขภาพ – ต้องดูแลตัวเองให้ดี รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ป่วยในต่างประเทศมันลำบาก การเรียน – ถ้าไปเรียนแล้วไม่ชอบ กลับมาเลยนะลูก ไม่ต้องฝืนจนจบ 4 ปี จะได้ประหยัดตังค์ด้วย ดีกว่าฝืนเรียนจนจบเพราะกลัวพ่อว่า แล้วมาขอเงินไปเรียนอย่างอื่นต่อ การเงิน – ไม่ต้องห่วง พ่อมีเงิน (จบข่าว) ความรัก – ถ้าเป็นไปได้อย่าชอบเค้าก่อน ค่อยๆดูกันไป ถ้าเราชอบเค้าก่อน เราจะ suffer เซ็กซ์…

2 Comments

  1. เห็นด้วยครับ แทนที่จะมานั่ง fwd mail บ่น โกรธแค้น เรามาช่วยกันทำไรแบบนี้ดีกว่า

    ว่างๆมานั่งคุยกัน =)

  2. @pakkawan: ดีเลย เรากำลังอยากได้คนมาช่วยกันวางกลยุทธ์และคิดcampaign เดี๋ยวจะdmเบอร์เราไปให้นะ…;)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *