3 ปัจจัยลดความเสี่ยงภาวะหมดไฟในการทำงาน

ภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือ Burnout Syndrome เป็นภาวะที่คนทำงานไม่อยากเจอ และมีความต่างจากความเครียดซึ่งเป็นเรื่องปกติของการทำงาน

ภาวะหมดไฟนี้มักเกิดจากความเครียดสะสม จนเกิดเป็นความล้าทางอารมณ์ รู้สึกเหมือนหนูติดจั่น ไม่มีไฟที่จะทำงานต่อ ซึ่งการนอนพักก็ไม่ช่วยให้ดีขึ้นเหมือนการเครียดหรือเหนื่อยจากงานทั่วไป

แล้วถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีอาการหมดไฟควรทำอย่างไร?

นอกจากคำแนะนำที่ให้ระวัง หมั่นสังเกตตัวเองอย่าให้ความเครียดสะสมอยู่เป็นเวลานานจนกลายเป็นภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือพยายามสร้างสมดุลระหว่างงาน กับชีวิต (work-life balance)

ผมได้ฟัง Adam Grant พูดถึงโมเดลหนึ่งใน podcast รู้สึกน่าสนใจ ผมเลยหาข้อมูลเพิ่มเติมฝาก

3 ปัจจัยที่จะช่วยลดโอกาสภาวะหมดไฟได้ คือ

Demand – Control – Support

เห็น 3 คำคล้าย Control-Alt-Delete แต่นี่เป็นโมเดลจริงๆ (The Demand-Control-Support Model) ของ R. Karasek และคณะ ตั้งแต่ช่วงปี 1980 เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงต่อปัญหาด้านสุขภาพจิต และโรคหลอดเลือดหัวใจ ของคนงาน

มาดูกันว่าแต่ละปัจจัยมีรายละเอียดอะไรบ้าง

Demand

ปัจจัยแรกคือความต้องการของงาน งานที่มี demand สูงๆ จากตัวงาน จากหัวหน้า หรือแม้แต่ตัวเอง มีโอกาสที่จะสร้างความเครียดสะสมจนกลายเป็นภาวะหมดไฟได้

สิ่งที่ควรสังเกต

  • เราเข้าใจถึงความต้องการของงานจากองค์กร หรือหัวหน้างานหรือไม่
  • Demand ที่สูงของงานเป็นลักษณะชั่วคราว หรือสูงต่อเนื่อง
  • ถ้าลักษณะงาน Demanding มาก เราโอเคหรือสนุกกับมันหรือไม่
  • ถ้า Demand ของงานมากกว่าที่เราคาดหวัง หรือความสามารถของเรา ลองคุยกับหัวหน้าเพื่อหาทางออกร่วมกัน

Control

ปัจจัยที่สอง คือความสามารถในการควบคุมของเรา ยิ่งงานเปิดโอกาสให้เราควบคุม หรือเลือกวิธีการทำงานได้น้อย เราก็จะเครียด และเกิดภาวะหมดไฟได้ง่ายขึ้น

สิ่งที่ควรสังเกต

  • เราสามารถควบคุมงาน หรือวิธีการทำงานของเราได้มากน้อยแค่ไหน
  • ถ้าดูเหมือนเราไม่สามารถควบคุมงานที่เราทำได้ ให้เริ่มจากการมองจากส่วน หรือขั้นตอนเล็กๆ ว่าเราสามารถเลือกทำอะไรได้บ้าง
  • ถ้าหาไม่เจอเลย ลองมองหาสิ่งที่นอกเหนือจากงานที่เราควบคุมได้ เช่น ฉันเลือกที่จะยิ้มให้กับทุกคนที่ฉันคุยด้วย
  • แนะนำให้คุยกับหัวหน้างาน เพื่อหาทางออกในการเพิ่มโอกาสในการเลือก และควบคุมวิธีการทำงานของตัวเอง

Support

ปัจจัยสุดท้ายคือ การสนับสนุนจากองค์กร หัวหน้างาน และเพื่อนร่วมงาน ถ้าทำทุ่มเททำงาน แต่ไม่มีใคร support มองไปทางไหนก็มืดแปดด้าน เหมือนอยู่ตัวคนเดียว ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะหมดไฟ

สิ่งที่ควรสังเกต

  • คุณรู้สึกว่าได้รับการสนับสนุนที่จำเป็นในการทำงานหรือไม่
  • คุณมีทีมงาน หรือหัวหน้าที่พร้อมให้ความช่วยเหลือเวลาประสบปัญหาหรือไม่
  • ถ้าไม่ มีวิธีไหนที่หัวหน้า หรือองค์กรจะสามารถให้การสนับสนุนที่จำเป็นกับการทำงานได้บ้าง

เมื่อไหร่ที่พบว่า งานของคุณมี Demand สูง Control ต่ำ แถม Support ต่ำ อีกให้ระวังสังเกตพฤติกรรม หรืออารมณ์ตัวเอง ว่าอยู่ในภาวะหมดไฟหรือไม่ และหาวิธีที่จะปรับปัจจัยทั้ง 3 เพื่อลดโอกาสภาวะหมดไฟในการทำงาน

ถ้าคุณได้พยายามปรับปัจจัยทั้ง 3 อย่างนี้ในงานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถปรับได้ การพิจารณางานอื่น หรือองค์กรอื่นก็อาจเป็นตัวช่วยให้คุณมีไฟทำงานขึ้นมาอีกครั้ง

Similar Posts

  • อย่าพลาดแบบนี้นะน้องๆ Gen Y

    สัปดาห์ที่ผ่านมาได้คุยกับเพื่อนร่วมงานเกี่ยวกับพฤติกรรมของน้องๆ Gen Y เกี่ยวกับการทำงานที่ฟังแล้วเสียดายแทนโอกาสในอนาคต เลยเก็บมาเล่าเป็นข้อคิดให้ลองคิดดูนะครับ ตัวอย่างที่ 1 น้องฝึกงานจบ พี่ HR โทรไปขอบคุณ และสรุปผลการประเมิน ซึ่งน้องคนนี้ทำไม่ได้ดีเท่าไหร่ ก่อนวางสาย พี่ HR บอกว่าขอให้ feedback น้องได้มั้ย? ปรากฏว่าน้องวางสายใส่เลย…   ตัวอย่างที่ 2 ผู้จัดการนัดผู้สมัครมาสัมภาษณ์งาน

  • Roundtable Lunch: Solving the Talent Crisis (part 2/2)

    หลังจากที่ Mr. Mark Allin แบ่งปัน Insights from the Global Workforce ในช่วงแรก ก็เป็นช่วงของ Panel โดยตัวแทนจากภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคธุรกิจ ประกอบด้วย Panellist Mr. Ng Cher Pong, Chief Executive, Singapore Workforce Development Agency (WDA) Mr. Mark Allin, President and CEO, Wiley Ms. Tricia Duran, HR Director, Unilever Asia Dr. Winter Nie, Professor of Operations and Service management, IMD Ms. Wong Su-Yen, CEO,…

  • |

    ทำยังไง กับ ต้องเป็นยังไง?

    วันนี้บังเอิญไปเจอคลิปใน YouTube ของ อ.ชัชชัย ตั้งธรรม แห่ง Access ผ่าน Twitter @Chachchy โดยบังเอิญอีกเช่นกัน จริงๆผมก็เป็นเคยหนึ่งในลูกศิษย์ของอ.ชัชชัย สมัยเรียน ม.4 ยังจำได้ว่าหลังเลิกเรียนก็ออกประตูหลังตึกคุณหญิงหรั่ง ลัดเลาะผ่านคณะสัตวแพทย์ มาแวะทานข้างที่โรงอาหารเภสัช ก่อนเดินไปเรียนที่สยาม ก่อนที่จะกลายเป็นโพสระลึกถึงความหลัง 10+ ปี ไปมากกว่านี้ กลับมาที่เรื่องของเราดีกว่า ^^” ในคลิปนี้อ.ชัชชัย พูดถึงวิธีการคิดจากคำถามที่ว่า ร้อยล้านทำได้จริงเหรอ? ซึ่งเงินร้อยล้านก็เปรียบเสมือน 1 ในเป้าหมายที่เราต้องการ เป้าหมายเราอาจจะเป็น จบปริญญาเอก, มีแฟนสวย/หล่อ, มีบ้านสวยๆ รถเท่ๆ เป็นต้น   ไอเดียนึงที่ผมได้จากการดูคลิปนี้คือ มุมมอง และกรอบในการคิด เพื่อไปถึงเป้าหมาย คนส่วนใหญ่รู้ว่าเป้าหมายคืออะไร ก็จะหาวิธี “ทำยังไง” ให้ได้ตามเป้าหมาย โดยมองจากกรอบของเราเป็นที่ตั้ง และกรอบนี้เองที่จะปิดกั้นไม่เราไปถึงเป้าหมายที่เราหวัง จึงไม่น่าแปลกใจที่ บางครั้งเราไม่เข้าใจ ความคิด หรือการกระทำบางอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จ ในทางกลับกัน… ถ้าเราเข้าใจว่าวิธีการคิด หรือสิ่งที่คนที่ประสบความสำเร็จทำคืออะไร ซึ่งในที่นี้ อ.ชัชชัย…

  • 5 บทเรียนจากการสื่อสารลดพนักงานของ Airbnb

    การสื่อสารข่าวร้ายไม่เคยเป็นเรื่องง่าย แต่เป็นเรื่องจำเป็น และสำคัญสำหรับองค์กร และผู้บริหาร ในฐานะผู้นำองค์กร เช้าวันนี้ผมเห็นบันทึกข้อความของ Brian Chesky, Airbnb Co-Founder and CEO ที่เขียนถึงพนักงานทั่วโลก ซึ่งสื่อสารเรื่องการลดพนักงานเกือบ 1,900 คน หรือประมาณ 25% ของพนักงานทั้งหมด เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ สำหรับ startup ดาวรุ่งที่กำลังเตรียม IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์เร็วๆ นี้ถ้าไม่เจอวิกฤต COVID-19 เสียก่อน เมื่อผมอ่าน A Message from Co-Founder and CEO Brian Chesky จบผมรู้สึกประทับใจกับวิธีการสื่อสารของ Brian มากจนต้องขอถอดบทเรียนออกมา 5 ข้อ ดังนี้ 1.การสื่อสารออกจากผู้บริหารสูงสุด การสื่อสารเรื่องสำคัญๆ กับพนักงานเป็นหน้าที่ของ CEO หรือผู้บริหารสูงสุด ไม่ใช่ HR หรือฝ่ายสื่อสารองค์กร เพราะพนักงานจากฟังจากผู้นำของเขา เพราะฉะนั้นอย่าหลบอยู่หลังชื่อองค์กร หรือคณะผู้บริหาร นี่เป็นเวลาและโอกาสที่คุณจะได้แสดงความเป็นผู้นำขององค์กร…

  • Exit Interview โอกาสสุดท้ายที่หลายองค์กรพลาด

    เมื่อพนักงานตัดสินใจยื่นใบลาออก นอกจาก HR กับหัวหน้างานจะวุ่นกับการหาคนมาแทน (ถ้ายังไม่ได้เตรียมแผนไว้) อีกสิ่งหนึ่งที่องค์กรใหญ่ๆมักจะทำคือการทำ Exit Interview หรือสัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายก่อนเธอจะไป ซึ่งมักจะทำช่วงสุดท้ายที่พนักงานมาทำงานเพื่อให้พนักงานสบายใจถ้าต้องกล่าวถึงบุคคลอื่นในองค์กร ในฐานะที่มีโอกาสทำ Exit Interview ผมมองเห็นสิ่งที่หลายองค์กร รวมถึงคนสัมภาษณ์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้น HR พลาดที่จะใช้โอกาสทองนี้ให้เป็นประโยชน์สูงสุดกับองค์กรเพราะเรื่องต่อไปนี้ ไม่เปิดโอกาสให้พูดหรือระบาย ไม่ใช่ทุกองค์กรจะมีการคุยกับพนักงานก่อนจากกัน บางทีอาจมีเพียงกระดาษแผ่นเดียว ส่งให้พนักงานกรอก คำถามก็ประมาณ ทำไมถึงออก ออกแล้วไปไหน เงินเดือนเท่าไหร่ ซึ่งเดาได้ไม่ยากว่าพนักงานคงไม่กรอกอะไรมาก นอกจากจะอัดอั้นจนทนไหวแล้วจริง สิ่งที่ต้องระวังสำหรับการไม่เปิดโอกาสให้พูด คือ พนักงานก็จะหาช่องทางพูด หรือระบายอยู่ดี อาจจะผ่านเพื่อนร่วมงาน หรือ Social Network ต่างๆ ซึ่งเสี่ยงต่อขวัญและกำลังใจของทีมมาก เพราะองค์กรจะไม่มีโอกาสอธิบายว่า สิ่งที่พนักงานระบายกันเองนั้นเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน

  • |

    ดูงาน Social Enterprise ในสิงคโปร์

      ว่ากันว่า คนที่ทำธุรกิจธรรมดาว่ายากแล้ว ทำธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ยิ่งยากใหญ่ เมื่อวานผมมีโอกาสได้ไปร่วมงาน Singapore Insights: Social Innovation and Enterprise จัดโดย Singapore International Foundation ทำให้มีโอกาสได้ทั้งฟังเปิดโลกทัศน์ตัวเอง กับคนที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงสังคมในขอบเขตที่ทำได้ ได้ฟังตัวอย่างของ Social Enterprise อย่าง Yellow Ribbon Project กับ Joan Bowen Cafe  แล้วนั่งรถไปดูงาน organic farm ของบริษัท Comcrop ต่อที่ตึก *Scape แถว Orchard ปิดท้ายด้วยการไปร่วมงาน Young Social Entrepreneurs (YSE) programme reception ซึ่งมีการประกาศผล 10 ทีมที่ชนะและได้ไปต่อจาก 37 ทีม ถือว่าเป็นวันที่ได้สนุกกับการเรียนรู้ และรู้จักคนที่น่าสนใจไปพร้อมกัน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *