แต่งงานแล้ว จัดสรรเงินอย่างไรดี

Financial Planning

**Disclosure: บทความนี้ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)**

 

เพราะคนที่ผ่านการแต่งงานแล้วจะรู้ว่า ชีวิตคู่หลังการแต่งงานอาจไม่ใช่ Happy Ending แบบในหนัง และสิ่งหนึ่งที่จะส่งผลโดยตรงกับความสุขของชีวิตคู่ (นอกจากความรักที่มีให้กัน) คือ สถานะทางการเงินของครอบครัว

ผมเป็นคนหนึ่งที่ก่อนแต่งงาน ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มาก แค่ให้แน่ใจว่า กันส่วนหนึ่งสำหรับการออมและลงทุน และใช้เงินไม่เกินตัว มีเงินเก็บก็คิดว่าพอแล้ว

แต่เมื่อแต่งงานแล้ว เรามีเรื่องต้องคิดเกี่ยวกับอนาคตมากขึ้น และไม่ใช่แค่อนาคตของเราคนเดียว

สำหรับคนที่ไม่เคยคิดเรื่องการเงินมาก่อน อาจจะกลัวจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ผมมี 3 เทคนิคบริหารเงินในครอบครัวแบบผู้บริหารมาเสนอครับ

ถ้าเรามองเรื่องการบริหารการเงินในครอบครัว ในมุมมองของผู้บริหาร (สมมติว่าคุณเป็น #พ่อบ้านใจกล้า มีโอกาสได้บริหารเงินของครอบครัว) เราอาจใช้เครื่องมือที่เรียกว่า As-is To-be Analysis ซึ่งจะช่วยให้เรามองเรื่องนี้เป็น 3 ส่วน ทำทีละขั้นได้ชัดเจนขึ้น ไม่วนไปเวียนมาให้งง คือ

  1. สถานะที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (As-is)
  2. สถานะในอนาคตที่อยากให้เป็น (To-be)
  3. วิธีที่จะไปถึงสถานะที่อยากให้เป็นในอนาคต (How to get there?)
  1. สถานะที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (As-is)

ก่อนจะเริ่มวางแผน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร เราควรต้องรู้ก่อนว่า สถานะปัจจุบันเรา (อย่าลืมนับคู่ชีวิตเราด้วย) ว่า เป็นอย่างไร วิกฤตแค่ไหน ถ้าพูดเรื่องการเงิน คุณรู้รายรับ รายจ่ายของครอบครัว รวมถึงทรัพย์สิน หนี้สินทั้งหมดที่มีหรือไม่ ถ้าไปลงทุนไว้ เรารู้รึไม่ว่า ผลตอบแทนเท่าไหร่ เงินที่ฝากประจำไว้ครบกำหนดเมื่อไหร่ ข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นพื้นฐานของการเงินครอบครัวที่ดี

  1. สถานะในอนาคตที่อยากให้เป็น (To-be)

หลังจากรู้ข้อมูลพื้นฐานด้านการเงินของครอบครัวเราแล้ว หาเวลานั่งคุยกับศรีภรรยา (หรือยอดสามี) ว่า อยากให้อนาคตของเราเป็นอย่างไร พยายามจดออกมาให้มาที่สุด โดยเริ่มจากปัจจัยที่จะส่งผลกับการเงินหลัก ๆ เช่น จำนวนของลูก บ้าน รถยนต์ จำนวนเงินฉุกเฉิน มีภาระผ่อนหรือต้องกู้อะไรหรือไม่ แล้วค่อย ๆ ไล่ลงมาถึงลักษณะค่าใช้จ่ายจากการใช้ชีวิต (Lifestyle) แล้วตีกลับมาเป็นตัวเงินว่า ถ้าเราต้องการทุกอย่างที่เขียนมา ต้องมีรายรับ หรือทรัพย์สินมากน้อยเท่าไหร่?

  1. วิธีที่จะไปถึงสถานะที่อยากให้เป็นในอนาคต (How to get there?)

หลังจากเรารู้ว่าสถานะทางการเงินในปัจจุบันของครอบครัวเราเป็นอย่างไรในขั้นแรก และวาดฝันสิ่งที่อยากจะได้ อยากจะมีในขั้นที่สอง เราจะมีข้อมูลมากพอที่จะเห็นช่องว่างระหว่างสถานะที่เป็นกับความฝันที่อยากมีในขั้นที่สาม ซึ่งเป็นสิ่งสุดท้ายที่หลายคนไม่อยากยอมรับว่า ความฝันอยู่ห่างจากสถานะความเป็นจริงในปัจจุบันแค่ไหน แต่เป็นขั้นที่สำคัญมากที่จะก้าวไปถึงเป้าหมาย

วิธีการไปถึงเป้าหมายทำได้ตั้งแต่ดูรายการที่เราอยากได้ อยากมีอีกที แล้วถามว่า เราต้องการสิ่งเหล่านี้จริง ๆ หรือเปล่า หลังจากยืนยันว่ารายการที่เหลือคือสิ่งที่จำเป็นที่ครอบครัวต้องการในอนาคต เราจะมามองถึงวิธีการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ เพื่อไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

สิ่งที่ผมอยากแนะนำในการเพิ่มรายได้ คือ การหาความรู้ในการลงทุน ถ้าอยากให้เงินที่เราหามาด้วยความยากลำบากงอกเงย อย่าเชื่อและฝากเงินไว้กับคนอื่นโดยเราไม่รู้เรื่องนั้น การหาความรู้นั้นปัจจุบันก็ทำได้หลายทางทั้งหนังสือ website ที่รวบรวมความรู้ด้านการเงินการลงทุน การอบรม เพราะฉะนั้น อย่าลงทุนโดยปราศจากความรู้ เพราะวิธีนั้นแทบไม่ต่างกับการเล่นการพนันเลย

โชคดีในการบริหารเงินในครอบครัวนะครับ

________________________________________________________________________________

ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามสั้นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นพลังในการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • ไต่บันไดงานอย่างมีความสุข

    มนุษย์เงินเดือนแทบทุกคนย่อมมีความฝันที่จะก้าวหน้าในอาชีพการงานของตนทั้งนั้น จะก้าวเร็วก้าวช้า ก็แล้วแต่ความสามารถ และโอกาสจะเอื้ออำนวย ถ้าสามารถก้าวหน้าอย่างมีความสุขด้วยนี่ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา ผมได้เจอเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง เป็นอาตี๋มาจากเมืองจีน ทำงานตึกเดียวกัน ก็ทักทายกันบ้าง แตไม่เคยได้เวลาได้คุย ทำความรู้จักกันเท่าไหร่ จนกระทั่งผมกลับไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา น้องที่รู้จักลากมาทานข้าวด้วย ถึงได้รู้ถึงว่าไม่ธรรมดา ของอาตี๋คนนี้ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของบริษัท และธุรกิจ อาตี๋ (เจ้าตัวยอมรับชื่อนี้แต่โดยดี) ก้าวหน้าได้รับโปรโมทถึง 3 ครั้งในเวลาที่อยู่กับบริษัทมา 8 ปี แถมล่าสุดบริษัทส่งมาเป็น Expat ที่เมืองไทยในช่วงที่บริษัทกำลังควบคุมค่าใช้จ่าย ที่เด็ดสุด คือ เขาทำงานอย่างมีความสุข ครับ ผมไม่เคยเห็นหน้าของอาตี๋คนนี้ไม่เปื้อนยิ้มเลย (แต่ปาดน้ำตาไปแล้วรึปล่าว อันนี้ไม่แน่ใจ ^^”) อะไรจะถูกหวยในการทำงานได้ขนาดนี้! อย่ากระนั้นเลย เมื่อเจอคนที่น่าสนใจแบบนี้ ผมก็ไม่พลาดที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด และสกัดเอาประเด็นที่น่าสนใจมาแบ่งปันกัน ผมขอดึงเอาประโยคเด็ดๆที่อาตี๋คนนี้พูด แล้วมาเล่าขยายความให้ฟังนะครับ

  • เป็นเจ้าของธุรกิจอาจไม่ใช่คำตอบ

    ช่วงนี้มองไปในแผงหนังสือบ้านเรา จะเห็นว่ากลุ่มหนังสือที่กำลังมาแรงกลุ่มหนึ่ง คือ การสอนวิธีให้รวย ออกมาตั้งธุรกิจตัวเอง หลายคนมองว่าคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนนี่ช่างไม่ฉลาด ทำให้ตายชาตินี้ก็ไม่รวย มาเป็นเจ้าของเองรวยกว่าแน่นอน จนหลายๆคนเคลิ้ม และลาออกมาทำธุรกิจเป็นนายตัวเองกันใหญ่ หวังจะได้มีอิสรภาพการเงินกันไวๆ ผมมีโอกาสได้รู้จักอดีตเจ้าของธุรกิจ 2 คน ที่ปัจจุบันเป็นมาเป็นมนุษย์เงินเดือน เลยขอแลกเปลี่ยนความคิดเพราะสงสัยและคิดว่าน่าสนใจ ในโลกที่เหมือนใครๆก็อยากลาออกไปเป็นเจ้าของกิจการกันหมด คนแรกเป็นหนุ่มชาวมาเลย์ อายุ 20 ปลายๆ ที่เรียนจบด้านวิศวะไฟฟ้า และร่วมทำธุรกิจกับเพื่อน ด้าน IT ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย

  • 3 คำถามสำหรับถามตัวเองทุกวัน

    ผมเชื่อว่าคุณภาพชีวิตขึ้นอยู่กับคุณภาพของคำถามที่เราถามตัวเอง ผมอ่านเจอชุดคำถามที่ไว้ถามตัวเองเพื่อสะท้อน และฉุกความคิดของเราอยู่หลายชุด แต่ชุดคำถามนี้ผมฟังมาจากบทสัมภาษณ์ของคนที่ประสบความสำเร็จคนนึง ซึ่งเขาใช้ถามตัวเองทุกวัน ผมเห็นว่าสั้น จำง่าย และดูน่าสนใจ เลยลองใช้ถามตัวเองบ้างแล้วติดใจ เลยเอามาแบ่งปันกันครับ วิธีใช้ แต่ละคำถาม ใช้ถามตัวเองในเวลาต่าง ๆ ทุกวัน เหมือนทานยา 3 เวลาหลังอาหารเพราะแต่ละคำถามมีวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน   คำถามแรก Why me?

  • |

    ทำยังไง กับ ต้องเป็นยังไง?

    วันนี้บังเอิญไปเจอคลิปใน YouTube ของ อ.ชัชชัย ตั้งธรรม แห่ง Access ผ่าน Twitter @Chachchy โดยบังเอิญอีกเช่นกัน จริงๆผมก็เป็นเคยหนึ่งในลูกศิษย์ของอ.ชัชชัย สมัยเรียน ม.4 ยังจำได้ว่าหลังเลิกเรียนก็ออกประตูหลังตึกคุณหญิงหรั่ง ลัดเลาะผ่านคณะสัตวแพทย์ มาแวะทานข้างที่โรงอาหารเภสัช ก่อนเดินไปเรียนที่สยาม ก่อนที่จะกลายเป็นโพสระลึกถึงความหลัง 10+ ปี ไปมากกว่านี้ กลับมาที่เรื่องของเราดีกว่า ^^” ในคลิปนี้อ.ชัชชัย พูดถึงวิธีการคิดจากคำถามที่ว่า ร้อยล้านทำได้จริงเหรอ? ซึ่งเงินร้อยล้านก็เปรียบเสมือน 1 ในเป้าหมายที่เราต้องการ เป้าหมายเราอาจจะเป็น จบปริญญาเอก, มีแฟนสวย/หล่อ, มีบ้านสวยๆ รถเท่ๆ เป็นต้น   ไอเดียนึงที่ผมได้จากการดูคลิปนี้คือ มุมมอง และกรอบในการคิด เพื่อไปถึงเป้าหมาย คนส่วนใหญ่รู้ว่าเป้าหมายคืออะไร ก็จะหาวิธี “ทำยังไง” ให้ได้ตามเป้าหมาย โดยมองจากกรอบของเราเป็นที่ตั้ง และกรอบนี้เองที่จะปิดกั้นไม่เราไปถึงเป้าหมายที่เราหวัง จึงไม่น่าแปลกใจที่ บางครั้งเราไม่เข้าใจ ความคิด หรือการกระทำบางอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จ ในทางกลับกัน… ถ้าเราเข้าใจว่าวิธีการคิด หรือสิ่งที่คนที่ประสบความสำเร็จทำคืออะไร ซึ่งในที่นี้ อ.ชัชชัย…

  • |

    วิธีง่ายๆที่จะอาา… ช่วยคุณอืมม… หยุดเออ… คำเหล่านี้

    เคยมั้ยฟังเพื่อนขึ้นไปพูดหน้าชั้นหรือบนเวทีแล้ว คำพูดเขาเต็มไปด้วย อ่า.. อืมม.. เออ.. ก็.. แบบว่า.. ซึ่งฝรั่งเรียกคำเหล่านี้ว่าเป็น filler words (ไม่แน่ใจว่าภาษาไทยบัญญัติคำนี้ว่าอะไร) หลายคนขำแล้วคิดว่าตัวเองพูด แล้วไม่มีคำเหล่านี้ เหมือนคนที่เราดูเค้าพูด แต่ถ้าลองให้อัดเสียง หรือถ่ายวีดีโอมา เจ้าตัวก็อึ้ง ไม่คิดว่าตัวเองจะมีอ่าา เออ ออกมาไม่น้อยไปกว่าเพื่อนเลย ในฐานะที่เป็นคนสอนหลักสูตร Train the Trainer กับ Effective Presentation ผมได้บอกเสมอว่า สิ่งหนึ่งที่จะบอกได้ถึงความเป็นมืออาชีพของคนพูด คือ ดูว่าคนพูดมีคำเหล่านี้ (อ่าา, อืมม, เออ)หลุดมาระหว่างพูดมากน้อยแค่ไหน คำที่หลุดมาโดยไม่ตั้งใจเหล่านี้ จะบ่งบอกถึงความไม่มั่นใจ และลดความน่าเชื่อถือของผู้พูด โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะจากประสบการณ์ คนพูดมากกว่า 80% จะมีคำเหล่านี้อยู่มากบ้าง น้อยบ้าง คุณไม่ใช่คนผิดปกติแต่อย่างใด (ไม่เชื่อลองสังเกตคนรอบๆตัวเองดูได้) ข่าวดี คือ เราสามารถฝึก และพัฒนาได้! และข้อดีของการพูดโดยไม่มีคำที่ไม่สื่อความหมาย คือ จะทำให้คำพูดของเรามีพลัง และชัดเจน กับผู้ฟังมากขึ้น…

  • 4 ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการทำ Talent Analytics

    ในยุคปัจจุบันที่ HR เริ่มตื่นตัวก้าวข้ามงานแบบ admin เปลี่ยนมาเป็น business partner กับธุรกิจ เราจะเริ่มเห็นการใช้ตัวเลข หรือข้อมูล ตัววัดต่างๆ เข้ามาช่วยงาน HR เพื่อวิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจมากขึ้น Talent Analytics ก็เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ข้อมูลด้านต่างๆ มาวิเคราะห์เพื่อประเมินหา Talent ขององค์กรสำหรับการเลื่อนขั้น และพัฒนาเพื่อเป็นกำลังสำคัญของบริษัทต่อไป ตัวอย่างของข้อมูลที่ใช้ในการพิจารณา เช่น ประวัติผลการประเมินผลงาน ประวัติการหมุนเวียนงาน ข้อมูลยอดขาย ผลจาก 360 feedback คะแนนทดสอบต่างๆ เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าข้อมูลยิ่งมากยิ่งดีสำหรับประกอบการตัดสินใจ แต่ถ้าเราดูแค่ข้อมูลอย่างเดียว เราก็มีโอกาสที่จะประเมิน Talent พลาดไปได้ สิ่งที่ HR ควรจะระวัง และพิจารณาในการทำ Talent Analytics ซึ่งผมอ้างอิงจากหลักสูตร People Analytics ของ Wharton มีอยู่ 4 ปัจจัย คือ 1. Context…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *