[คุยแบบชัชๆ] #007: คุณรณพงศ์ คำนวณทิพย์

interview_ron

ผมรู้จักพี่ชายคนนี้ครั้งแรกตอนน้ำท่วมกรุงเทพฯ เมื่อปี 2010 ตอนเราเป็นอาสาสมัคร และได้ใช้ social network ในการประสานงาน และประชาสัมพันธ์ข้อมูลผ่าน #TWT4TH ทุกครั้งที่ผมได้เจอ ผมได้สัมผัสถึงความสามารถ และพลังบวกของพี่ชายคนนี้ ภายใต้รอยยิ้ม และความเป็นกันเอง

[คุยแบบชัชๆ] ครั้งนี้ ผมได้รับเกียรติจาก คุณรณพงศ์ คำนวณทิพย์ หรือพี่รอน ปัจจุบันนอกจากดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค (ประเทศไทย) จำกัด แล้วยังสวมหมวกในบทบาทอื่นอีกหลายใบ ในบทสัมภาษณ์นี้ ผมได้มีโอกาสถามถึงเทคนิคต่าง ๆ ในการบริหาร รวมไปถึงเรื่องธรรมะ และการพัฒนาตัวเองที่คิดว่าเป็นประโยชน์กับอีกหลายคนที่กำลังทำงานอยู่  

_____________________________________________________________________________

สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้

  • เทคนิคการบริหารเวลา
  • เทคนิคในการบริหารทีม และการฟัง
  • ทำงานจากความว่างเปล่า
  • วิธีการบริหารคนที่ไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน
  • คำแนะนำสำหรับน้อง ๆ ที่อยากประสบความสำเร็จในบริษัทข้ามชาติ

_____________________________________________________________________________

แนะนำตัว และการทำงานที่ผ่านมาสั้น ๆ สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก

ขอออกตัวก่อนว่าผมเป็นตัวแทนของคน Gen X ที่เข้าใกล้ Gen Y

ผมจบจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน เตรียมอุดม จบวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต (วิศวกรรมคอมพิวเตอร์) จากจุฬาฯ เมือปี ค.ศ.1989 จบมาแรก ๆ ทำงานด้านคอมพิวเตอร์ที่ สหวิริยา และ AIT แต่มีความสนใจด้านการบริหารและการตลาดเลยไปต่อ MBA ที่ ศศินทร์ เมือปี ค.ศ.1991 และ Exchange Program ที่ Kellogg, Northwestern University จบมาทำงานสร้างแบรนด์อย่าง Sunsilk ที่ยูนิลีเวอร์ เคยไปทำงานพัฒนาแบรนด์อยู่ที่ Nippon Lever (ยูนิลีเวอร์ ที่ประเทศญี่ปุ่น) เมื่อปี ค.ศ.1995 และ Pepsi-Cola International ก่อนจะมาทำงานด้าน Promotion & Licensing Agency ที่ Promotional Partners Worldwide ในปี 2000

ปัจจุบันเป็น Managing Director ของ Universal Music (Thailand) Ltd. เป็นนายกสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย (TECA) และเป็นกรรมการบริษัท Phonorights และ MPC ดูแลด้านการบริหารลิขสิทธิ์เพลง ตั้งแต่ปี 2007

 

ในฐานะผู้บริหารบริษัทค่ายเพลง พี่รอนชอบฟังเพลงแนวไหน

ผมโตมากับเพลงในยุค 70’s อย่างเพลงของ ABBA, Bee Gees, Carpenters และยุค 80’s อย่างเช่น Spandau Ballet, Air Supply, The Alan Parsons Project, Michael Jackson, Madonna, Petshop Boys ฟังแล้วมีความสุข นึกถึงความฝันสมัยวัยเด็กวัยรุ่น

จริง ๆ ก็ฟังทุกแนวนะครับ ขึ้นอยู่กับอารมณ์และบรรยากาศด้วย อย่างถ้าให้รู้สึกผ่อนคลายก็ต้องแนว Jazz อย่างของ John Coltrane, Mile Davis, Louis Armstrong หรือ Bossa อย่างของ Stan Getz, Antonio Carlos Jobim, Astrud Gilberto ถ้าฟังแล้วคึกคักก็พวก EDM อย่างของ Avicii, Alesso, Zedd ถ้าให้เป็นตัวเองที่สุด ฟังแล้วฮึกเหิมก็ต้องเป็น Rock, Alternative, Indy Rock อย่างเช่น Bon Jovi, Nirvana, Imagine Dragons, Catfish and the Bottlemen แนวนี้ ไม่ถึงกับ Heavy Metal แต่เพลงไทย และแนวอื่น ๆ ก็ฟังเหมือนกันนะครับ

 

ตารางชีวิตในวันทำงานปกติเป็นอย่างไร

ปกติเป็นคนตื่นเช้าครับ ก็จะตื่นมาออกกำลังกายเบา ๆ ในยิม รดน้ำต้นไม้ในสวนบนระเบียง ติดตามข่าวสารจาก iPad แล้วก็ออกไปออฟฟิศที่ ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค พูดคุย ประชุมกับทีมงาน แต่นอกจากงานที่บริษัทแล้วก็ยังมีงานของอุตสาหกรรม ของสมาคม เลยมีออฟฟิศอีก 2 แห่งที่ต้องช่วยดูแล

นอกเหนือจากนั้นก็มีประชุมกับพันธมิตรธุรกิจ และภาครัฐบ้าง แต่ก็สามารถทำงานได้จากทุกที่ครับ ส่วนตอนเย็นหากไม่มีงานคอนเสิร์ต หรือกิจกรรมของวงการเพลง ก็มีสังสรรค์กับเพื่อน ๆ บ้างครับ

 

ในฐานะนายกสมาคมสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย อะไรคือสิ่งที่อยากผลักดันเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิตอล

ยุคดิจิตอลมีผลกับวงการเพลงมาก จริงๆแล้วผลกระทบเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ.2000 ตั้งแต่ตอนที่มี Napster ปัจจุบันวงการเพลงพัฒนาไปไกลพอสมควรในเรื่องรูปแบบ การบริหารจัดการธุรกิจดิจิตอล แต่ในเมืองไทยยังไม่แข็งแรง เนื่องจากคนยังไม่ความสำคัญกับมูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญาเท่าที่ควร อันนี้รวมถึงด้านอื่นๆ อย่างเช่น บทความ วรรณกรรม ภาพถ่าย วีดีโอคลิป ภาพยนตร์ เกมส์ แอนนิเมชั่น งานออกแบบ หรืออื่น ๆ ด้วยนะครับ

นอกจากนี้กฎหมายที่คุ้มครองงานอันมีลิขสิทธิ์ก็ยังขาดความชัดเจน มีช่องโหว่ให้ผู้แสวงหาผลประโยชน์มาหารายได้ สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจในวงกว้าง จึงเป็นเรื่องที่เราต้องผลักดันแก้ไขให้ได้ครับ

 

เทคนิคการบริหารเวลา ทั้งงานผู้บริหาร งานสมาคม แถมยังมีเวลาออกกำลังกาย และให้กับครอบครัว

ทั้ง 3 ด้านที่ยกมา งาน สุขภาพ และครอบครัว เป็นสิ่งสำคัญที่จะขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ อย่างสุขภาพนี่ถ้าเป็นไรไปทุกอย่างจบนะ ดังนั้นจึงต้องเต็มร้อยกับทั้ง 3 ด้าน งานด้านธุรกิจบันเทิงไม่ได้ทำงาน 9-5 คือเฉพาะ office hours เท่านั้น แต่ยังมีงานอีเว้นต์ ประชุมกับลูกค้า หรือ พาร์ทเนอร์อื่น ๆ

ดังนั้นการจัดสรรเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เช่นเราตื่นเช้าอยู่แล้วถ้าไม่มีนัดหมาย อะไรที่ทำได้เช่น ออกกำลังกาย ดูและบ้าน ดูแลครอบครัว ก็ลงตารางไว้ ทำอะไรได้ทำก่อนเลย อย่ารอ บางครั้งวันหยุดนั่งทำงาน ประชุม ติดต่อลูกค้า ดูงานบ้าง ก็ไม่ได้มาคิดว่าทำไมต้องมาทำงานวันหยุด กลับจะสนุกกับมันเสียอีก เพราะมันเป็นเรื่องที่เราเต็มใจ อยากทำ

การแบ่งเวลาสำคัญ แต่มันก็เป็นเพียงเส้นบาง ๆ ขึ้นอยู่กับว่าในแต่ละช่วงเวลาอะไรคือสิ่งที่สำคัญ ที่เป็น priority ต้องทำงานแบบ multi-tasking ให้ได้ด้วยครับ

 

ธรรมะมีประโยชน์กับการทำงานในปัจจุบันอย่างไร ช่วยยกตัวอย่างง่ายๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

“ปัจจุบัน” สำคัญที่สุด ชีวิตมีเพียงปัจจุบันขณะ อดีตก็ผ่านไปแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้ อนาคตก็ยังไม่มาถึง ใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบนขณะ อย่างมีสติ

ทำงานจากความว่างเปล่า หมายความว่า ทำโดยเอาผลลัพธ์เป็นตัวตั้ง ใช้ความรู้ ประสบการณ์ ข้อมูลทั้งหมด มาประมวลว่าอะไรคือสิ่งที่ดีทีสุด และกล้าที่จะตัดสินใจทำมัน ในเมื่อไม่ได้เอาตัวตนเป็นที่ตั้ง ว่างเปล่า ก็ไม่ต้องกังวลว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตัวเรา ทำให้ดีที่สุด จบ

 

เทคนิคการบริหารทีมในการทำงาน

เปิดใจรับฟัง เวลามีปัญหายอมรับว่ามันเป็นปัญหาระดมสมองแก้ไขมัน ให้เกียรติทีมงานในงานที่มอบหมายไป มองไปข้างหน้า และออกไปข้างนอก สร้างสรรค์โอกาสใหม่ ๆ และช่วยเติมเต็มให้ทีมงานทำงานได้อย่างประสบความสำเร็จครับ

 

เทคนิคในการพัฒนาการฟัง

ฟังจากความว่างเปล่า ความหมายคือ ฟังโดยพยามเข้าใจ ไม่ใช่ฟังเพื่อพยามให้คำตอบ ฟังโดยปราศจากเรื่องราวเดิม ๆ หรืออคติ

เคยเป็นไหมบางคนไม่ทันจะอ้าปากเราก็คิดแล้วว่าเค้าต้องมาแบบนั้นแบบนี้ ในกรณีนี้เราจะไม่ได้ยินอะไรใหม่ ๆ เลยครับ

การฟังจากความว่างเปล่าจะทำให้เราได้ยินสิ่งที่สำคัญจริง ๆ หรือต้นเหตุของปัญหา ที่เราอาจไม่เคยรับรู้มาก่อนเลยครับ

 

วิธีการบริหารคนไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน โดยเฉพาะคนที่ทำงานมานานไม่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง

เปิดใจพูดความจริงเกี่ยวกับความรู้สึกที่เรามีเกี่ยวกับการทำงานในส่วนั้น และรับฟังปัญหาของเค้า โดยพื้นฐานแล้วมนุษย์ทุกคนอยากได้รับความสนใจ ได้การยอมรับ และอยากประสบความสำเร็จกันอยู่แล้วทุกคน ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าที่การงาน การเงิน ครอบครัว ความรัก เพียงแต่เค้าอาจติดขัดอะไรบางเรื่อง ด้วยเงี่อนไขอะไรบางอย่างเท่านั้นเอง

การเปิดอกพูดคุยรับฟัง จะทำให้เรามองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ และสนับสนุนให้เค้าพัฒนาขีดความสามารถของตนเองขึ้นมาได้ ธรรมชาติของคน พอเริ่มประสบความสำเร็จแม้เพียงก้าวเล็กๆ ก็จะเป็นกำลังใจให้เดินต่อได้

 

อะไรคือแรงจูงใจในการทำงานของตัวเอง

ผลลัพธ์ (KPI หรือ Objectives ที่ตั้งไว้) ความสำเร็จและความสุขของทุกคนในทีม เพราะงานจะสำเร็จไม่ได้เลยหากขาดทีมงาน หากประสบความสำเร็จทุกคนก็มีความสุขร่วมกัน และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

นอกจากนี้การตั้งเป้าหมายที่ใหญ่กว่าเป้าหมายของธุรกิจที่อยู่ตรงหน้า เช่นเป้าหมายพัฒนาอุตสาหกรรม พัฒนาชาติในด้านที่เราให้คุณค่า ก็จะทำให้เรามีพลังขับเคลื่อน และทำให้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้ากลายเป็นเรื่องเล็ก และเป็นเรื่องที่เราต้องทำให้สำเร็จ เพื่อที่จะไปต่อได้ครับ

 

มุมมองของผู้บริหารค่ายเพลงต่อ ติ่ง ศิลปิน

เราทุกคนก็เป็น หรือเคยเป็น “ติ่ง” อะไรซักอย่างนึงนะ ไม่ดารา นักร้อง ศิลปิน ก็นักกีฬา idol นักธุรกิจ Innovators ต่าง ดังนั้นเราจึงให้เกียรติแฟนเพลง เรียกเค้าว่า “แฟน” ไม่ใช่ติ่งนะครับ

เขารักศิลปินของเรา ช่วยโปรโมท สนับสนุน อุดหนุนศิลปินเรา ในบางครั้งยังทึ่งว่าพวกเค้าทำงานหนักยิ่งกว่าค่ายซะอีก ทำด้วยใจจริงๆ แบบนี้ต้องเรียกว่าผู้มีอุปการะคุณ นะครับเนี่ย

 

ติ่งแบบไหนที่ค่ายเพลงไม่ปลื้ม

แฟนเพลงของศิลปินเราน่ารักมากนะครับ ที่ดื้อ ๆ บอกแล้วไม่เชื่อ ห้ามไม่ฟัง นี่แทบไม่มีนะครับแบบนั้น แฟนเพลงของ Universal Music น่ารักทุกคนครับ

 

ความสำคัญในการพัฒนาตัวเอง พี่รอนพัฒนาตัวเองอย่างไรบ้าง

ต้องเรียนรู้ตลอดเวลาจริง ๆ ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันผลตอบแทนในปัจจุบัน (เหมือนกองทุนรวม 555) ยิ่งยุคนี้ทุกอย่างไม่ใช่แค่เปลี่ยน แต่พลิกเร็วมาก การหยุดนิ่งเฉย ๆ คือจุดจบ การอ่าน ติดตาม แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ความคิดเห็น และวิสัยทัศน์ กับผู้คนทุกวงการ จึงทำให้เรา alert ตื่นรู้ และเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับสิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลาครับ

นอกจากนี้การอบรมสัมมนาความเป็นผู้นำ การพัฒนาตนเอง ก็ช่วยให้เรามองเห็นตนเองและสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ครับ

 

พฤติกรรมหรือนิสัยที่ช่วยให้พี่ประสบความสำเร็จ

เรื่องของ Integrity คือความซื่อสัตย์ต่อตนเอง เป็นคำพูดของตนเองนี่เป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งไม่ใช่แค่การตรงต่อเวลาเท่านั้น แต่หมายถึง การทำในสิ่งที่รู้อยู่แล้วว่าคนคาดหวังจากตัวเรา และไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำถึงแม้จะไม่มีใครเห็นและไม่ผิด ขั้นสูงสุดคือการที่เราเป็นคำพูดของตัวเองคือเราพูดอะไรไป คนเค้าจะเชื่อถือว่านั่นคือตัวเราได้เลย เรื่องนี้ยังฝึกอยู่เรื่อย ๆ นะครับ

 

คำแนะนำสำหรับน้อง ๆ ที่อยากประสบความสำเร็จในฐานะผู้บริหารบริษัทข้ามชาติ

บริษัทใหญ่ ๆ ที่เป็นบริษัทข้ามชาติมีข้อดีคือมีระบบ ขั้นตอนการบริหารที่ดี หลายแห่งมีระบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ดี เราจึงทำงานได้อย่างสบายใจเพราะเรื่องต่างๆเหล่านี้ได้รับการดูแล สนับสนุนอยู่แล้ว

สิ่งที่สำคัญคือการมี Integrity เช่นการตรงต่อเวลา ความรับผิดชอบ อันนี้สำคัญมากโดยเฉพาะกับบริษัทต่างชาติ อีกอย่างคือต้องกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก เปิดรับโอกาส ความท้าทายใหม่ หากมีโอกาสได้ไปทำงานในต่างประเทศให้รีบไป อย่าลังเล โดยเฉพาะเมื่ออายุยังน้อย ความรับผิดชอบต่อครอบครัวในเมืองไทยยังไม่มาก แสดงความสามารถให้เต็มที่ บริษัทต่างชาติ KPI ชัดเจน ทำดีได้ดี การเมืองมีบ้างแต่น้อยมากครับ

 

อีก 10 ปีข้างหน้าเห็นตัวเองทำอะไรอยู่

มีความสุข กับสิ่งที่ทำ ไม่ว่าเรื่องงาน สุขภาพ ครอบครัว สังคม ได้ช่วยเหลือสังคมในด้านการศึกษา ศาสนา การพัฒนาตนเอง และ Integrity ความมีวินัยของคนในชาติครับ

 

สมมติว่ามีโอกาสนั่ง time machine กลับไปเจอตัวเองตอนที่ตัวเองจบตรีใหม่ๆ อยากจะบอกอะไรกับตัวเอง

จริง ๆ ถ้าย้อนกลับไปได้คงบอกว่าอย่าทำนั่นอย่าทำนี่ พวกการตัดสินใจที่ผิดพลาด ไม่ว่าจะเรื่องการทำงาน การลงทุน เรื่องการเงินต่างๆ บางเรื่องนิ่ง ๆ ไว้ stay on course ก็ได้ผลลัพธ์สุดยอดแล้ว ไม่ต้องยุกยิกมาก

แต่มานั่งคิดดูอีกที หากไม่มีวันเหล่านั้น ก็จะไม่มีวันนี้ที่เป็นแบบนี้ ดังนั้นคงจะบอกตัวเองแค่ว่า “ยินดีที่ได้รู้จักนายนะ” แค่นี้ครับ

________________________________________________________________________________

ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามโดนๆ มาช่วยกระตุ้นพลังการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • ออเจ้าว่ากระไร ข้าฟังไม่รู้ความ

      แม่การะเกด ออเจ้าว่ากระไร ข้าฟังไม่รู้ความ   ระหว่างที่ผมดูท่านขุนหมื่นงงกับคำพูดไม่คุ้นหูของแม่การะเกดในละครบุพเพสันนิวาส ผมก็นึกถึงภาพในการทำงานที่หลายครั้งการสื่อสารของคนในทีม ก็ทำให้ผมรู้สึกงง ไม่เข้าใจในสิ่งที่น้องๆ ในทีมพยายามสื่อ ไม่ต่างจากท่านขุนหมื่น ทั้งๆ ที่เข้าใจถึงความตั้งใจของน้องๆ แต่การสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพทำให้หงุดหงิด และเสียเวลาการทำงานทั้งสองฝ่าย ผมมาทบทวนจากประสบการณ์การสื่อสารกับหัวหน้าที่มีประสิทธิภาพ และไม่มีประสิทธิภาพ บวกกับความคาดหวังของตัวเองในฐานะหัวหน้า สรุปออกมาเป็น 4 เทคนิคที่จะช่วยให้คุณสื่อสารกับหัวหน้า (หรือคนที่ทำงานด้วย) ได้ดีขึ้น 1. อธิบาย context กับ background ของประเด็นที่จะพูด หลายคนพอมีโอกาสพูดกับหัวหน้า ก็รัวปัญหาใส่หัวหน้าประหนึ่งแร๊พ อโยธยา ซึ่งเราต้องอย่าลืมว่าหัวหน้าไม่ได้รับผิดชอบเรื่องของเราแค่คนเดียว และเขาไม่ได้อยู่หน้างาน ใช้เวลากับงานของเราเท่ากับตัวเรา เพราะฉะนั้นก่อนพูดถึงประเด็นที่ต้องการสื่อ ควรบอก context กับ background ของเรื่องนั้นซักนิด เพื่อให้หัวหน้าเข้าใจที่มาที่ไป สถานะปัจจุบันของเรื่องที่เราต้องการจะสื่อสาร ก่อนจะลงไปที่ตัวประเด็นที่อยากจะพูด แต่ในกรณีที่หัวหน้าแม่นรายละเอียดของงาน หรือได้พูดคุยกันบ่อยๆ เราก็สามารถที่จะเจาะไปที่สิ่งที่ต้องการจะสื่อสารได้เลย ไม่ต้องเกริ่นให้มากความ 2. ไม่พูดข้ามประเด็นไปมา

  • [คุยแบบชัชๆ] #004: ดร. ณัฐวุฒิ เผ่าทวี

    ความสุข กับ เศรษฐศาสตร์ เป็นสองเรื่องที่ผมยังนึกไม่ออกว่าจะเกี่ยวกันได้อย่างไร ผมรู้ว่าเศรษฐศาสตร์เกี่ยวข้องกับสิ่งที่วัดได้ในรูปแบบของตัวเลข แล้วความสุขสามารถวัดได้หรือเปล่า?  ถ้าเราอยากมีความสุขมากขึ้น ความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์จะสามารถช่วยเราได้อย่างไร? วันนี้ผมได้มีโอกาสคุยกับนักเศรษฐศาสตร์ความสุขคนแรกของไทย ดร. ณัฐวุฒิ เผ่าทวี ผู้เขียนหนังสือ The Happiness Equation: The Surprising Economics of Our Most Valuable Asset  ซึ่งพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษขายทั่วโลก คอลัมนิสต์ทาง ThaiPublica นอกจากนั้นยังได้รับเชิญไปพูดในประเทศต่าง ๆ รวมถึงงาน TEDx ถึง 3 ครั้ง บทสัมภาษณ์นี้อบอวลไปด้วยความรู้ และความสุข ถ้าพร้อมแล้ว ตามบทสนทนาไปด้วยกันเลยครับ _____________________________________________________________________________ สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้ ปัจจัยในวัยเด็กที่สำคัญที่สุดกับความสุขในอนาคต Sunk cost การจากการตัดสินใจ และความสุข ความสัมพันธ์ระหว่างความสุข กับความสำเร็จในชีวิต อยากพัฒนาตัวเอง แต่ไม่มีไฟ ควรทำอย่างไร _____________________________________________________________________________

  • [Mentor แบบชัชๆ] มองวิกฤตเป็นตัวกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงในองค์กร

    [Mentor Profile] Senior Vice President and Board Member, Leadership Development and Internal Consulting Me: องค์กรคุณได้รับผลกระทบเรื่องการปรับลดคน จากสภาพเศรษฐกิจช่วงปีนี้มั้ยครับ Mentor: ก็ไม่เชิงนะ ทีมผมเพิ่งมีคนลาออกไปหนึ่งคน เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว ผมไม่มัปัญหาต้องลดคน แต่ผมเลือกที่จะไม่หาคนมาแทนเอง Me: แล้วในทีมไม่บ่นเหรอครับ Mentor: ก็มีบ่นเป็นปกติแหละ แต่เราต้องแยกให้ออกว่าระหว่างส่วนของอารมณ์ กับตัวเนื้องานจริง ๆ ในส่วนของอารมณ์ ผมเข้าใจว่าทีมก็ต้องมีบ่น หรือไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลในช่วงแรกเป็นธรรมดา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ 4 ขั้นของการเปลี่ยนแปลง (4 Phases of transition: Denial > Resistance > Exploration > Commitment) สิ่งที่ผมทำคือ รับฟัง เข้าใจ และท้าทายให้ทีมตั้งคำถามกับขั้นตอนการทำงานต่าง ๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมาขึ้น โดยให้จำนวนคนเท่าเดิม ส่วนตัวเนื้องานผมก็ดูเรื่องการกระจายงานในทีม ไม่ใช่หนักที่คนไดคนหนึ่งจนทำไม่ไหว…

  • เปลี่ยนมุมมองเพื่อเพิ่มความมั่นใจในตัวเองแบบง่าย ๆ

    เรื่องความมั่นใจในตัวเอง เป็นเรื่องหนึ่งที่ใคร ๆ ก็อยากให้ตัวเองมี เพราะไม่เพียงช่วยในการทำงาน การเข้าสังคม แต่ยังช่วยเรื่องความรู้สึก และความภูมิใจที่มีต่อตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ประโยคคำถามที่ผมได้ฟังจากคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเองจำนวนไม่น้อย คือ ผม/ฉันไม่มีอะไรดีซักอย่าง ทำอะไรก็ไม่เก่ง ไม่มีอะไรโดดเด่น ไม่ประสบความสำเร็จเรื่องไหนซักเรื่อง แถมหน้าตาก็ไม่ได้ดีเหมือนคนอื่น แล้วจะเอาความมั่นใจในตัวเองมาจากไหน? ต้องบอกว่าผมก็เคยคิดแบบนี้ ก่อนจะมาเจอวิธีคิดเรื่องการสร้างความมั่นใจตัวเองที่ช่วยพัฒนาให้ผมมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ถ้าลองถอดรหัสความคิดของคนที่พูดประโยคข้างบน จะเห็นว่าคนที่พูดผูกความมั่นใจในตัวเองกับความสำเร็จ ความเก่ง หรือเชี่ยวชาญในบางเรื่อง ที่คนอื่นหรือสังคมยอมรับ นั่นหมายความว่า ถ้าฉันไม่เก่ง ไม่ประสบความสำเร็จ ก็จะไม่มีเหตุผลให้ฉันมีความมั่นใจในตัวเอง แม้จะฟังดูก็เป็นเหตุเป็นผลดี แต่ปัญหาคือ ถ้าฉันเป็นคนธรรมดาเดินดินทั่วไป ฉันจะสร้างความมั่นใจในตัวเองได้จากไหน? วิธีคิดในการสร้างความมั่นใจในตัวเองที่ได้ผลมากกว่า คือ

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2009

      และแล้วปี2009ก็กำลังจะ่ผ่านเราไปอย่างรวดเร็วเช่นเคย วันนี้อ่านข่าวที่ท่านประธานาธิบดี บารัค โอบามา ประเมินผลงานตัวเองในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมาก แล้วก็นึกครึ้มๆว่าจริงๆเราก็น่าจะมีการประเมินตัวเองบ้าง ผมแบ่งเป็นหมวดๆแล้วประเมินตัวเองได้ดังนี้ สุขภาพร่างกาย (A) ปีนี้ถือเป็นปีทองของการดูแลสุขภาพ ทั้งเรื่องอาหาร และการออกกำลังกาย น้ำหนักไม่แกว่งมากเหมือนปีที่ผ่านมา Hi-light ของปีนี้อยู่ที่การวิ่งแข่งระยะ 10.5 กม. มา 2 รายการ คือของที่กระทรวงการต่างประเทศจัด กับที่สวนหลวง ร.9 จัดเฉลิมพระเกียรติวันพ่อที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากวินัยในการออกกำลังกายได้สม่ำเสมออาทิตย์ละ 2-3 วัน ตลอดปีที่ผ่านมา Improvement Areas ปริมาณของหวาน (เค้ก, ไอศครีม, Chocolate) ปริมาณกาแฟ (ตอนนี้ดื่มวันละแก้ว) ชั่วโมงในการนอนในวันทำงาน (~5 ชั่วโมง + 1 ชั่วโมงบนรถทั้งไปและกลับจากที่ำทำงาน)

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2016

    ในช่วงอาทิตย์สุดท้ายของปี ผมจะใช้เวลาประเมินตัวเองสั้น ๆ ในด้านต่าง ๆ ก่อนที่ก้าวขึ้นปีใหม่ สำหรับรูปนี้ ถ่ายจากงาน Lucia Night ภายในบ้านท่านทูตสวีเดนประจำสิงคโปร์ ผมเลือกเป็นตัวแทนภาพรวมของปีสำหรับตัวเอง เพราะปีนี้เป็นปีที่ผมได้รู้จัก และสร้าง connection กับคนที่น่าสนใจมากมาย ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาถ่ายทอดใน Blog ในรูปแบบบทสัมภาษณ์ และข้อคิดที่ได้จากประสบการณ์ สำหรับคนที่อยากประเมินตัวเองตอนสิ้นปี ผมแนะนำให้ถามตัวเอง 2 คำถาม ซึ่งผมจดมาจาก podcast หนึ่งที่ผมฟังอยู่ โดยถามตัวเองว่า โดยรวม ปีนี้คุณดีกว่าปีที่แล้วหรือไม่ ถ้าคุณดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว คุณดีขึ้นถึงจุดที่คุณพอใจหรือไม่ แค่เพียง 2 คำถามนี้ คำตอบของคุณจะเป็นตัวตั้งต้นที่ดีว่าปีหน้า คุณควรทำอะไรต่างไปจากเดิมบ้าง สำหรับผม ถ้าเป้าหมายหลักปีที่แล้วคือการซ้อมเพื่อวิ่งมาราธอนครั้งแรก  เป้าหมายหลักของผมปีนี้คือการเขียนหนังสือ และการฝึกทักษะการโค้ช ซึ่งผมบรรลุทั้ง 2 เป้าหมาย โดยหนังสือได้ส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์ (ร้อน ๆ ก่อนเขียน post นี้) และสำหรับการโค้ช ผมก็ได้เรียนและฝึกโค้ช ก่อนจะเตรียม certified กับ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *