[คุยแบบชัชๆ] #007: คุณรณพงศ์ คำนวณทิพย์

interview_ron

ผมรู้จักพี่ชายคนนี้ครั้งแรกตอนน้ำท่วมกรุงเทพฯ เมื่อปี 2010 ตอนเราเป็นอาสาสมัคร และได้ใช้ social network ในการประสานงาน และประชาสัมพันธ์ข้อมูลผ่าน #TWT4TH ทุกครั้งที่ผมได้เจอ ผมได้สัมผัสถึงความสามารถ และพลังบวกของพี่ชายคนนี้ ภายใต้รอยยิ้ม และความเป็นกันเอง

[คุยแบบชัชๆ] ครั้งนี้ ผมได้รับเกียรติจาก คุณรณพงศ์ คำนวณทิพย์ หรือพี่รอน ปัจจุบันนอกจากดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค (ประเทศไทย) จำกัด แล้วยังสวมหมวกในบทบาทอื่นอีกหลายใบ ในบทสัมภาษณ์นี้ ผมได้มีโอกาสถามถึงเทคนิคต่าง ๆ ในการบริหาร รวมไปถึงเรื่องธรรมะ และการพัฒนาตัวเองที่คิดว่าเป็นประโยชน์กับอีกหลายคนที่กำลังทำงานอยู่  

_____________________________________________________________________________

สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้

  • เทคนิคการบริหารเวลา
  • เทคนิคในการบริหารทีม และการฟัง
  • ทำงานจากความว่างเปล่า
  • วิธีการบริหารคนที่ไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน
  • คำแนะนำสำหรับน้อง ๆ ที่อยากประสบความสำเร็จในบริษัทข้ามชาติ

_____________________________________________________________________________

แนะนำตัว และการทำงานที่ผ่านมาสั้น ๆ สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก

ขอออกตัวก่อนว่าผมเป็นตัวแทนของคน Gen X ที่เข้าใกล้ Gen Y

ผมจบจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน เตรียมอุดม จบวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต (วิศวกรรมคอมพิวเตอร์) จากจุฬาฯ เมือปี ค.ศ.1989 จบมาแรก ๆ ทำงานด้านคอมพิวเตอร์ที่ สหวิริยา และ AIT แต่มีความสนใจด้านการบริหารและการตลาดเลยไปต่อ MBA ที่ ศศินทร์ เมือปี ค.ศ.1991 และ Exchange Program ที่ Kellogg, Northwestern University จบมาทำงานสร้างแบรนด์อย่าง Sunsilk ที่ยูนิลีเวอร์ เคยไปทำงานพัฒนาแบรนด์อยู่ที่ Nippon Lever (ยูนิลีเวอร์ ที่ประเทศญี่ปุ่น) เมื่อปี ค.ศ.1995 และ Pepsi-Cola International ก่อนจะมาทำงานด้าน Promotion & Licensing Agency ที่ Promotional Partners Worldwide ในปี 2000

ปัจจุบันเป็น Managing Director ของ Universal Music (Thailand) Ltd. เป็นนายกสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย (TECA) และเป็นกรรมการบริษัท Phonorights และ MPC ดูแลด้านการบริหารลิขสิทธิ์เพลง ตั้งแต่ปี 2007

 

ในฐานะผู้บริหารบริษัทค่ายเพลง พี่รอนชอบฟังเพลงแนวไหน

ผมโตมากับเพลงในยุค 70’s อย่างเพลงของ ABBA, Bee Gees, Carpenters และยุค 80’s อย่างเช่น Spandau Ballet, Air Supply, The Alan Parsons Project, Michael Jackson, Madonna, Petshop Boys ฟังแล้วมีความสุข นึกถึงความฝันสมัยวัยเด็กวัยรุ่น

จริง ๆ ก็ฟังทุกแนวนะครับ ขึ้นอยู่กับอารมณ์และบรรยากาศด้วย อย่างถ้าให้รู้สึกผ่อนคลายก็ต้องแนว Jazz อย่างของ John Coltrane, Mile Davis, Louis Armstrong หรือ Bossa อย่างของ Stan Getz, Antonio Carlos Jobim, Astrud Gilberto ถ้าฟังแล้วคึกคักก็พวก EDM อย่างของ Avicii, Alesso, Zedd ถ้าให้เป็นตัวเองที่สุด ฟังแล้วฮึกเหิมก็ต้องเป็น Rock, Alternative, Indy Rock อย่างเช่น Bon Jovi, Nirvana, Imagine Dragons, Catfish and the Bottlemen แนวนี้ ไม่ถึงกับ Heavy Metal แต่เพลงไทย และแนวอื่น ๆ ก็ฟังเหมือนกันนะครับ

 

ตารางชีวิตในวันทำงานปกติเป็นอย่างไร

ปกติเป็นคนตื่นเช้าครับ ก็จะตื่นมาออกกำลังกายเบา ๆ ในยิม รดน้ำต้นไม้ในสวนบนระเบียง ติดตามข่าวสารจาก iPad แล้วก็ออกไปออฟฟิศที่ ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค พูดคุย ประชุมกับทีมงาน แต่นอกจากงานที่บริษัทแล้วก็ยังมีงานของอุตสาหกรรม ของสมาคม เลยมีออฟฟิศอีก 2 แห่งที่ต้องช่วยดูแล

นอกเหนือจากนั้นก็มีประชุมกับพันธมิตรธุรกิจ และภาครัฐบ้าง แต่ก็สามารถทำงานได้จากทุกที่ครับ ส่วนตอนเย็นหากไม่มีงานคอนเสิร์ต หรือกิจกรรมของวงการเพลง ก็มีสังสรรค์กับเพื่อน ๆ บ้างครับ

 

ในฐานะนายกสมาคมสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย อะไรคือสิ่งที่อยากผลักดันเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิตอล

ยุคดิจิตอลมีผลกับวงการเพลงมาก จริงๆแล้วผลกระทบเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ.2000 ตั้งแต่ตอนที่มี Napster ปัจจุบันวงการเพลงพัฒนาไปไกลพอสมควรในเรื่องรูปแบบ การบริหารจัดการธุรกิจดิจิตอล แต่ในเมืองไทยยังไม่แข็งแรง เนื่องจากคนยังไม่ความสำคัญกับมูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญาเท่าที่ควร อันนี้รวมถึงด้านอื่นๆ อย่างเช่น บทความ วรรณกรรม ภาพถ่าย วีดีโอคลิป ภาพยนตร์ เกมส์ แอนนิเมชั่น งานออกแบบ หรืออื่น ๆ ด้วยนะครับ

นอกจากนี้กฎหมายที่คุ้มครองงานอันมีลิขสิทธิ์ก็ยังขาดความชัดเจน มีช่องโหว่ให้ผู้แสวงหาผลประโยชน์มาหารายได้ สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจในวงกว้าง จึงเป็นเรื่องที่เราต้องผลักดันแก้ไขให้ได้ครับ

 

เทคนิคการบริหารเวลา ทั้งงานผู้บริหาร งานสมาคม แถมยังมีเวลาออกกำลังกาย และให้กับครอบครัว

ทั้ง 3 ด้านที่ยกมา งาน สุขภาพ และครอบครัว เป็นสิ่งสำคัญที่จะขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ อย่างสุขภาพนี่ถ้าเป็นไรไปทุกอย่างจบนะ ดังนั้นจึงต้องเต็มร้อยกับทั้ง 3 ด้าน งานด้านธุรกิจบันเทิงไม่ได้ทำงาน 9-5 คือเฉพาะ office hours เท่านั้น แต่ยังมีงานอีเว้นต์ ประชุมกับลูกค้า หรือ พาร์ทเนอร์อื่น ๆ

ดังนั้นการจัดสรรเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เช่นเราตื่นเช้าอยู่แล้วถ้าไม่มีนัดหมาย อะไรที่ทำได้เช่น ออกกำลังกาย ดูและบ้าน ดูแลครอบครัว ก็ลงตารางไว้ ทำอะไรได้ทำก่อนเลย อย่ารอ บางครั้งวันหยุดนั่งทำงาน ประชุม ติดต่อลูกค้า ดูงานบ้าง ก็ไม่ได้มาคิดว่าทำไมต้องมาทำงานวันหยุด กลับจะสนุกกับมันเสียอีก เพราะมันเป็นเรื่องที่เราเต็มใจ อยากทำ

การแบ่งเวลาสำคัญ แต่มันก็เป็นเพียงเส้นบาง ๆ ขึ้นอยู่กับว่าในแต่ละช่วงเวลาอะไรคือสิ่งที่สำคัญ ที่เป็น priority ต้องทำงานแบบ multi-tasking ให้ได้ด้วยครับ

 

ธรรมะมีประโยชน์กับการทำงานในปัจจุบันอย่างไร ช่วยยกตัวอย่างง่ายๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

“ปัจจุบัน” สำคัญที่สุด ชีวิตมีเพียงปัจจุบันขณะ อดีตก็ผ่านไปแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้ อนาคตก็ยังไม่มาถึง ใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบนขณะ อย่างมีสติ

ทำงานจากความว่างเปล่า หมายความว่า ทำโดยเอาผลลัพธ์เป็นตัวตั้ง ใช้ความรู้ ประสบการณ์ ข้อมูลทั้งหมด มาประมวลว่าอะไรคือสิ่งที่ดีทีสุด และกล้าที่จะตัดสินใจทำมัน ในเมื่อไม่ได้เอาตัวตนเป็นที่ตั้ง ว่างเปล่า ก็ไม่ต้องกังวลว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตัวเรา ทำให้ดีที่สุด จบ

 

เทคนิคการบริหารทีมในการทำงาน

เปิดใจรับฟัง เวลามีปัญหายอมรับว่ามันเป็นปัญหาระดมสมองแก้ไขมัน ให้เกียรติทีมงานในงานที่มอบหมายไป มองไปข้างหน้า และออกไปข้างนอก สร้างสรรค์โอกาสใหม่ ๆ และช่วยเติมเต็มให้ทีมงานทำงานได้อย่างประสบความสำเร็จครับ

 

เทคนิคในการพัฒนาการฟัง

ฟังจากความว่างเปล่า ความหมายคือ ฟังโดยพยามเข้าใจ ไม่ใช่ฟังเพื่อพยามให้คำตอบ ฟังโดยปราศจากเรื่องราวเดิม ๆ หรืออคติ

เคยเป็นไหมบางคนไม่ทันจะอ้าปากเราก็คิดแล้วว่าเค้าต้องมาแบบนั้นแบบนี้ ในกรณีนี้เราจะไม่ได้ยินอะไรใหม่ ๆ เลยครับ

การฟังจากความว่างเปล่าจะทำให้เราได้ยินสิ่งที่สำคัญจริง ๆ หรือต้นเหตุของปัญหา ที่เราอาจไม่เคยรับรู้มาก่อนเลยครับ

 

วิธีการบริหารคนไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน โดยเฉพาะคนที่ทำงานมานานไม่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง

เปิดใจพูดความจริงเกี่ยวกับความรู้สึกที่เรามีเกี่ยวกับการทำงานในส่วนั้น และรับฟังปัญหาของเค้า โดยพื้นฐานแล้วมนุษย์ทุกคนอยากได้รับความสนใจ ได้การยอมรับ และอยากประสบความสำเร็จกันอยู่แล้วทุกคน ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าที่การงาน การเงิน ครอบครัว ความรัก เพียงแต่เค้าอาจติดขัดอะไรบางเรื่อง ด้วยเงี่อนไขอะไรบางอย่างเท่านั้นเอง

การเปิดอกพูดคุยรับฟัง จะทำให้เรามองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ และสนับสนุนให้เค้าพัฒนาขีดความสามารถของตนเองขึ้นมาได้ ธรรมชาติของคน พอเริ่มประสบความสำเร็จแม้เพียงก้าวเล็กๆ ก็จะเป็นกำลังใจให้เดินต่อได้

 

อะไรคือแรงจูงใจในการทำงานของตัวเอง

ผลลัพธ์ (KPI หรือ Objectives ที่ตั้งไว้) ความสำเร็จและความสุขของทุกคนในทีม เพราะงานจะสำเร็จไม่ได้เลยหากขาดทีมงาน หากประสบความสำเร็จทุกคนก็มีความสุขร่วมกัน และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

นอกจากนี้การตั้งเป้าหมายที่ใหญ่กว่าเป้าหมายของธุรกิจที่อยู่ตรงหน้า เช่นเป้าหมายพัฒนาอุตสาหกรรม พัฒนาชาติในด้านที่เราให้คุณค่า ก็จะทำให้เรามีพลังขับเคลื่อน และทำให้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้ากลายเป็นเรื่องเล็ก และเป็นเรื่องที่เราต้องทำให้สำเร็จ เพื่อที่จะไปต่อได้ครับ

 

มุมมองของผู้บริหารค่ายเพลงต่อ ติ่ง ศิลปิน

เราทุกคนก็เป็น หรือเคยเป็น “ติ่ง” อะไรซักอย่างนึงนะ ไม่ดารา นักร้อง ศิลปิน ก็นักกีฬา idol นักธุรกิจ Innovators ต่าง ดังนั้นเราจึงให้เกียรติแฟนเพลง เรียกเค้าว่า “แฟน” ไม่ใช่ติ่งนะครับ

เขารักศิลปินของเรา ช่วยโปรโมท สนับสนุน อุดหนุนศิลปินเรา ในบางครั้งยังทึ่งว่าพวกเค้าทำงานหนักยิ่งกว่าค่ายซะอีก ทำด้วยใจจริงๆ แบบนี้ต้องเรียกว่าผู้มีอุปการะคุณ นะครับเนี่ย

 

ติ่งแบบไหนที่ค่ายเพลงไม่ปลื้ม

แฟนเพลงของศิลปินเราน่ารักมากนะครับ ที่ดื้อ ๆ บอกแล้วไม่เชื่อ ห้ามไม่ฟัง นี่แทบไม่มีนะครับแบบนั้น แฟนเพลงของ Universal Music น่ารักทุกคนครับ

 

ความสำคัญในการพัฒนาตัวเอง พี่รอนพัฒนาตัวเองอย่างไรบ้าง

ต้องเรียนรู้ตลอดเวลาจริง ๆ ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันผลตอบแทนในปัจจุบัน (เหมือนกองทุนรวม 555) ยิ่งยุคนี้ทุกอย่างไม่ใช่แค่เปลี่ยน แต่พลิกเร็วมาก การหยุดนิ่งเฉย ๆ คือจุดจบ การอ่าน ติดตาม แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ความคิดเห็น และวิสัยทัศน์ กับผู้คนทุกวงการ จึงทำให้เรา alert ตื่นรู้ และเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับสิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลาครับ

นอกจากนี้การอบรมสัมมนาความเป็นผู้นำ การพัฒนาตนเอง ก็ช่วยให้เรามองเห็นตนเองและสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ครับ

 

พฤติกรรมหรือนิสัยที่ช่วยให้พี่ประสบความสำเร็จ

เรื่องของ Integrity คือความซื่อสัตย์ต่อตนเอง เป็นคำพูดของตนเองนี่เป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งไม่ใช่แค่การตรงต่อเวลาเท่านั้น แต่หมายถึง การทำในสิ่งที่รู้อยู่แล้วว่าคนคาดหวังจากตัวเรา และไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำถึงแม้จะไม่มีใครเห็นและไม่ผิด ขั้นสูงสุดคือการที่เราเป็นคำพูดของตัวเองคือเราพูดอะไรไป คนเค้าจะเชื่อถือว่านั่นคือตัวเราได้เลย เรื่องนี้ยังฝึกอยู่เรื่อย ๆ นะครับ

 

คำแนะนำสำหรับน้อง ๆ ที่อยากประสบความสำเร็จในฐานะผู้บริหารบริษัทข้ามชาติ

บริษัทใหญ่ ๆ ที่เป็นบริษัทข้ามชาติมีข้อดีคือมีระบบ ขั้นตอนการบริหารที่ดี หลายแห่งมีระบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ดี เราจึงทำงานได้อย่างสบายใจเพราะเรื่องต่างๆเหล่านี้ได้รับการดูแล สนับสนุนอยู่แล้ว

สิ่งที่สำคัญคือการมี Integrity เช่นการตรงต่อเวลา ความรับผิดชอบ อันนี้สำคัญมากโดยเฉพาะกับบริษัทต่างชาติ อีกอย่างคือต้องกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก เปิดรับโอกาส ความท้าทายใหม่ หากมีโอกาสได้ไปทำงานในต่างประเทศให้รีบไป อย่าลังเล โดยเฉพาะเมื่ออายุยังน้อย ความรับผิดชอบต่อครอบครัวในเมืองไทยยังไม่มาก แสดงความสามารถให้เต็มที่ บริษัทต่างชาติ KPI ชัดเจน ทำดีได้ดี การเมืองมีบ้างแต่น้อยมากครับ

 

อีก 10 ปีข้างหน้าเห็นตัวเองทำอะไรอยู่

มีความสุข กับสิ่งที่ทำ ไม่ว่าเรื่องงาน สุขภาพ ครอบครัว สังคม ได้ช่วยเหลือสังคมในด้านการศึกษา ศาสนา การพัฒนาตนเอง และ Integrity ความมีวินัยของคนในชาติครับ

 

สมมติว่ามีโอกาสนั่ง time machine กลับไปเจอตัวเองตอนที่ตัวเองจบตรีใหม่ๆ อยากจะบอกอะไรกับตัวเอง

จริง ๆ ถ้าย้อนกลับไปได้คงบอกว่าอย่าทำนั่นอย่าทำนี่ พวกการตัดสินใจที่ผิดพลาด ไม่ว่าจะเรื่องการทำงาน การลงทุน เรื่องการเงินต่างๆ บางเรื่องนิ่ง ๆ ไว้ stay on course ก็ได้ผลลัพธ์สุดยอดแล้ว ไม่ต้องยุกยิกมาก

แต่มานั่งคิดดูอีกที หากไม่มีวันเหล่านั้น ก็จะไม่มีวันนี้ที่เป็นแบบนี้ ดังนั้นคงจะบอกตัวเองแค่ว่า “ยินดีที่ได้รู้จักนายนะ” แค่นี้ครับ

________________________________________________________________________________

ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามโดนๆ มาช่วยกระตุ้นพลังการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • |

    การสัมภาษณ์งาน ในมุมของผู้สัมภาษณ์

    เห็นมาเยอะแล้วกับคำแนะนำ และเทคนิคต่างๆเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งานสำหรับผู้ที่กำลังมองหางานอยู่ วันนี้ผมมาเล่าให้ฟังในมุมของผู้สัมภาษณ์บ้าง ผู้สัมภาษณ์หลายคนอาจไม่รู้ตัวถึงความสำคัญของตัวเองในการสัมภาษณ์ โดยเฉพาะปัจจุบันที่หัวหน้างานมีส่วนในการสัมภาษณ์งานมากขึ้น จากเดิมที่ส่วนใหญ่จะให้ฝ่ายบุคคลจัดการตั้งแต่ลงประกาศหางาน จนOn-boarding ก่อนส่งเข้าแผนกให้หัวหน้างาน ผมจะอธิบายเป็น 2 ส่วน คือ ความสำคัญของการสัมภาษณ์งานต่อบริษัท และต่อตัวผู้สัมภาษณ์ และ สิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ควรทำ สำหรับเรื่องความสำคัญของการสัมภาษณ์งานต่อบริษัท คนส่วนใหญ่จะเข้าใจแค่หาคนมาเติมในส่วนที่ขาด (คนลาออก) กับเติมในส่วนที่เพิ่ม (ธุรกิจขยายตัว)   แต่จริงๆแล้วการสัมภาษณ์เพื่อให้ได้คนที่เหมาะสม ไม่ใช่สักแต่ว่าได้คนเป็นกระบวนการที่สำคัญมาก(ถึงมากที่สุด) และผู้บริหารสูงสุดขององค์กรควรให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าของการสัมภาษณ์และกระบวนการรับพนักงานใหม่ทั้งหมด   เพราะว่าคุณภาพขององค์กร = คุณภาพของพนักงาน   ถ้าคนที่เข้ามาไม่ใช่คนที่เหมาะ ทั้งพนักงานใหม่ และบริษัทก็จะเสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเสียเวลา ทรัพยากรต่างที่ลงทุนไป เสียขวัญของพนักงานปัจจุบัน และสุดท้ายก็ส่งผลถึงผลงานของบริษัทในที่สุด   สำหรับผู้สัมภาษณ์ ถามว่าจะได้อะไรจากการเสียเวลามาสัมภาษณ์?   นอกจากจะได้คนเพิ่มในองค์กร หรือแผนกตัวเองแล้ว  ผมมองว่าการสัมภาษณ์ทำให้เราได้… ทักษะในการอ่านคน จากคำถาม และเวลาที่มีจำกัด ซึ่งยิ่งมีประสบการณ์สัมภาษณ์มากขึ้น เราจะยิ่งเข้าใจสิ่งที่แฝงอยู่ในคำพูด หรือท่าทางที่อาจขัดแย้งกับสิ่งที่พูด เข้าใจคุณค่า(value) หรือสิ่งที่บริษัทมองหาในตัวพนักงานมากขึ้น เนื่องจากเราเป็นคนถือเกณฑ์ เราจะเข้าใจมากขึ้นว่าสิ่งที่บริษัทมองหาคืออะไร ซึ่งสามารถใช้ในการประเมินตัวเองได้ด้วยว่าเราใกล้เคียงมากน้อยแค่ไหน…

  • [คุยแบบชัชๆ] #003: คุณกรรณิการ์ จรัสอุไรสิน

    ถ้าพูดถึงบริษัทอุปโภคบริโภคยักษ์ใหญ่ น้อยคนที่จะไม่รู้จักสินค้าจากบริษัท Proctor & Gamble (P&G) วันนี้ผมได้มีโอกาสคุยกับผู้บริหารคนเก่ง คุณกรรณิการ์ จรัสอุไรสิน ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลักดันกิจกรรม CSR ของบริษัทจนได้รับรางวัล “องค์กร CSR เป็นเลิศ” ปี 2558 จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, รางวัล “Best Communication Campaign 2015” จากองค์การสหประชาชาติ นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา และอีกหลายรางวัล นอกจากเรื่อง CSR ที่ทำอยู่ผมยังได้คุยถึงเรื่องอื่น ๆ พร้อมขอเทคนิคในการทำงานมาฝากกันด้วย _____________________________________________________________________________ สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้ CSR คือเรื่องที่ฉาบฉวย? ปัจจัยที่ทำให้กล้าการรับโอกาส ความรับผิดชอบใหม่ๆ แม้ไม่มีประสบการณ์ตรง การวางตัวสำหรับคนทำงาน 2 คำถามที่ควรถามตัวเองหากอยากทำงานในองค์กรอย่างมีความสุขได้นานๆ การจัดสรรเวลาให้กับครอบครัวสำหรับสาวทำงาน _____________________________________________________________________________

  • [คุยแบบชัชๆ] #001: อ.ธงชัย โรจน์กังสดาล

    เพื่อเป็นการขอบคุณผู้อ่านที่สนใจติดตาม blog เล็กๆของผม ผมก็พยายามหาวิธีขอบคุณด้วยการเพิ่มคุณค่าแบบต่างๆให้กับ blog นี้ ตอนนี้ในหัวมีหลายเรื่องอย่างที่อยากทำ หนึ่งในนั้นคือการเปิดช่วงใหม่ [คุยแบบชัชๆ] ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์คนที่น่าสนใจจากสายอาชีพต่างๆ โดยเน้นนำเสนอมุมมอง และเทคนิคการประยุกต์ใช้กับการทำงานของหนุ่มสาวยุคใหม่ เหมือนการเรียนลัดจากประสบการณ์ตรง สำหรับแขกรับเชิญคนแรก อ.ธงชัย โรจน์กังสดาล ซึ่งแม้จะเป็นอาจารย์ที่คณะวิศวะที่ผมเรียน แต่ผมกลับรู้จักอาจารย์ครั้งแรกจากเรื่องการฝึกโยนลูกบอล 3 ลูก (juggling) ซึ่งดูแปลกตาสำหรับอาจารย์สอนภาควิศวะคอมพิวเตอร์ อ่านแล้วมีคำแนะนำ ติชม เพื่อพัฒนาตอนต่อๆไปให้ดีขึ้น เชิญที่ comment ด้านล่าง ขอบคุณครับ  _____________________________________________________________________________ สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้ ความหมายของนวัตกรรมที่ไม่จำกัดอยู่แค่นักวิจัย 5 ทักษะของนวัตกร และวิธีการประยุกต์ใช้ 3 เทคนิคการนำเสนอจาก TED Talk  ทำอย่างไรถ้าหา passion ในการทำงานไม่เจอ _____________________________________________________________________________

  • [คุยแบบชัชๆ] #008: ดร.การดี เลียวไพโรจน์

    แขกรับเชิญ [คุยแบบชัชๆ] ท่านที่แปด ผมได้รับเกียรติจาก ดร.การดี เลียวไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการ C asean มาพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์ในมุมมองของผู้หญิงมากความสามารถ ทั้งในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย ก่อนจะผันตัวมารับบทบาทใหม่ในฐานะผู้บริหาร โดยไม่พลาดบทบาทคุณแม่ที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย ตลอดการสัมภาษณ์นี้ ผมรับรู้ถึงพลังของดร.การดี หรือพี่อ้อ ที่ต้องการจะผลักดันงานทุกอย่างที่รับผิดชอบให้ออกมาดีที่สุด และยังสนุกกับชีวิตในทุกวัน สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้ Trend และสิ่งที่อยากบอกกับเด็กไทยรุ่นใหม่ App ประจำที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เคล็ดลับการทำงานให้มีความสุข นิยามความสำเร็จ

  • 4 เรื่องที่คุณอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับแบบทดสอบบุคลิกภาพ (Personality Test)

    Full disclosure: ปัจจุบันผู้เขียนเป็น Senior Consultant ของบริษัท Aon Hewitt เจ้าของแบบทดสอบ ADEPT-15, ข้อมูลใน blog นี้เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับองค์กร ตั้งแต่เด็กๆ ผมเป็นคนชอบทำแบบทดสอบด้านบุคลิกภาพ หรือลักษณะนิสัย (Personality Test) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอยากรู้ว่าผลออกมาจะตรงกับที่เราคิด ว่าเราเป็นหรือเปล่า อีกส่วนหนึ่งก็อยากรู้จักตัวเองในด้านที่เราอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน แบบทดสอบที่ทำก็มีตั้งแต่ทำขำไม่กี่ข้อในนิตยสาร ที่มีคำอธิบายผลท้ายหน้า ไปจนถึงแบบทดสอบจริงจังที่ต้องเสียเงินหลายพัน ทำเสร็จแล้วมีรายงานส่งมาให้เป็นเรื่องเป็นราว เนื่องจากงานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ผมมีโอกาสได้ certify เครื่องมือ The Adaptive Employee Personality Test (ADEPT-15) ซึ่งเป็น personality test ที่เน้นสำหรับการทำงาน ทำให้ผมเห็นเข้าใจแบบทดสอบบุคลิกภาพ (โดยเฉพาะ ADEPT-15) ดีขึ้น เลยขอกล่าวถึง 4 เรื่องที่มักมีคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับแบบทดสอบประเภทนี้ 1. มี profile ที่สมบูรณ์แบบ ผมเคยเชื่อว่าเวลาทำแบบทดสอบบุคลิกภาพ จะต้องมีคำตอบที่ถูก หรือ profile ที่ดีที่สุด…

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2011

    ปีนี้เป็นปีที่ 3 ที่ได้ทบทวนเรื่องราวต่างๆของตัวเองในปีที่ผ่านมา  ก่อนที่จะประเมินตัวเองในปีนี้ ผมเริ่มจากการกลับไปอ่านสิ่งที่ผมประเมินตัวเองในปีที่ผ่านมา ( 2010, 2009) และผมแบ่งเป็นหมวดๆเหมือนปีที่ผ่านมาเพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบ สุขภาพร่างกาย (B+) Flat vs. Year Ago (YA) ปีนี้สุขภาพอยู่ในสภาพที่ดี มีบางอย่างที่พัฒนาขึ้นจากปีที่แล้ว ทั้งเรื่องการลดกาแฟ จากที่ดื่มทุกวัน เป็นไม่ดื่ม และกลับมาดื่มเท่าที่จำเป็นจริงๆ ฟันไม่ผุจากการตรวจทั้ง 2 ครั้งในรอบปีที่ผ่านมา ผลการตรวจสุขภาพประจำปี ก็อยู่ในเกณฑ์ปกติทุกตัว และการเข้าฟิตเนส เพื่อออกกำลังกายในส่วนกล้ามเนื้อต่างๆ ขณะที่มีบางอย่างที่เริ่มต้องปรับปรุงเช่น การนอนที่สวิงระหว่างวันธรรมดา กับวันหยุดมาก และน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นและสร้างฐานใหม่อย่างเข้มแข็ง… – -“ Improvement Areas ปีนี้ขอเน้นแค่ 2 เรื่อง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *