4 ประสบการณ์เพิ่ม Employee eXperience

ในวงการ HR ช่วงปีนี้ คำว่า Employee eXperience หรือการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงาน เป็นหัวข้อที่มาแรงมากๆ หลายคนยังอาจไม่แน่ใจว่าคืออะไร และควรเริ่มพัฒนาตรงไหน อย่างไรดี

ถ้าพูดถึง Employee eXperience เราจะไม่ได้มองแค่ช่วงเวลาที่เป็นพนักงานแล้วเท่านั้น แต่จะรวมถึงประสบการณ์ทุกอย่างของพนักงานตั้งแต่ช่วงที่ได้รู้จักองค์กรครั้งแรก ไปถึงหลังจากที่พนักงานออกจากองค์กรไปแล้ว

ถามว่าถ้านิยามของ Employee eXperience ครอบคลุมกว้างขนาดนี้ องค์กรหรือทีม HR ควรจะเริ่มอย่างไร

สำหรับเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ผมแนะนำว่าควรเริ่มจากการทำ Employee eXperience Strategy ก่อนเพื่อให้เห็นภาพใหญ่ตรงกันในกลุ่มพนักงาน และลักษณะประสบการณ์ที่ต้องการจะเน้น ก่อนที่จะเริ่มพัฒนา ซึ่งถ้าต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อผม หรือทาง Kincentric ได้นะครับ

ถ้าเป็นองค์กรขนาดเล็ก หรือต้องการที่มองหาโอกาสที่จะเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงานเบื้องต้น ผมแนะนำ 4 ประสบการณ์เป็นตัวตั้งต้นสร้างประสบการณ์ที่ดีที่อยากให้พนักงานรู้สึกเพื่อนำไปต่อยอดกับการออกแบบระบบการดูแลพนักงานได้

1. Inspire

ประสบการณ์แรกคือ กระตุ้นสร้างแรงบันดาลให้พนักงาน ให้เห็นความเป็นไปได้ในอนาคตของตัวเอง และบริษัท ตัวอย่างการสร้างประสบการณ์นี้ เช่น การสื่อสารทิศทางองค์กรจากผู้บริหารสูงสุด หัวหน้าที่เป็นตัวอย่างที่ดีในการทำงาน เป็นต้น

2. Elevate

นอกจากการสร้างแรงบันดาลใจ ลองมองหาโอกาสในการเพิ่มประสบการณ์ที่ยกระดับความรู้สึกดีผ่านการชมเชย หรือรางวัลต่างๆ เพื่อช่วยเพิ่มขวัญกำลังใจให้กับพนักงาน หรือการตัดสินใจในสิ่งที่ถูกแม้อาจส่งผลลบในระยะสั้นเพื่อแสดงจุดยืนขององค์กร

3. Connect

การสร้างประสบการณ์ด้วยทำให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งสามารถทำได้ทั้งการเชื่อมโยงเป้าหมายร่วมขององค์กรกับพนักงาน หรือระหว่างเพื่อนร่วมงาน และหัวหน้างาน ประสบการณ์นี้สามารถสอดแทรกได้ตั้งแต่การสมัคร สัมภาษณ์งาน หรือระบบการ on-boarding เป็นต้น

4. Remove friction

อีกโอกาสที่สำคัญในการเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงานคือการลดอุปสรรคต่างๆ ในการทำงาน เพราะทุกองค์กรล้วนมีสิ่งที่สามารถปรับปรุง และพัฒนาให้งานมีประสิทธิภาพขึ้นได้ การที่องค์กรใส่ใจ และช่วยพนักงานในส่วนนี้จะทั้งได้ใจ และเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงานได้อีกไม่น้อย

ถ้าเราพิจารณาทั้ง 4 ประสบการณ์นี้ตลอดวงจรชีวิตของพนักงาน (Employee Lifecycle) แล้วมาจับกับกระบวนการดูแลพนักงานต่างๆ ของ HR จะเห็นว่ามีโอกาสมากมายที่สามารถเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงานได้

อยากฝากส่งท้ายว่า คนที่รับผิดชอบเรื่อง Employee eXperience ไม่ควรเป็นหน้าที่เฉพาะทีม HR เท่านั้น เพราะหากเรามองประสบการณ์ผ่านมุมมองพนักงาน จะเห็นว่าทั้งคน (ผู้บริหารระดับสูง หัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน) และกระบวนการต่างๆ ในทุกจุดสัมผัส (touchpoints) ล้วนมีความสำคัญต่อการสร้างประสบการณ์ที่ดีกับพนักงานทั้งสิ้น

Employee eXperience ที่ดีสร้างได้ ถ้าเข้าใจองค์ประกอบ และมุ่งมั่นในการพัฒนาทั้งองค์กร

Similar Posts

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2009

      และแล้วปี2009ก็กำลังจะ่ผ่านเราไปอย่างรวดเร็วเช่นเคย วันนี้อ่านข่าวที่ท่านประธานาธิบดี บารัค โอบามา ประเมินผลงานตัวเองในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมาก แล้วก็นึกครึ้มๆว่าจริงๆเราก็น่าจะมีการประเมินตัวเองบ้าง ผมแบ่งเป็นหมวดๆแล้วประเมินตัวเองได้ดังนี้ สุขภาพร่างกาย (A) ปีนี้ถือเป็นปีทองของการดูแลสุขภาพ ทั้งเรื่องอาหาร และการออกกำลังกาย น้ำหนักไม่แกว่งมากเหมือนปีที่ผ่านมา Hi-light ของปีนี้อยู่ที่การวิ่งแข่งระยะ 10.5 กม. มา 2 รายการ คือของที่กระทรวงการต่างประเทศจัด กับที่สวนหลวง ร.9 จัดเฉลิมพระเกียรติวันพ่อที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากวินัยในการออกกำลังกายได้สม่ำเสมออาทิตย์ละ 2-3 วัน ตลอดปีที่ผ่านมา Improvement Areas ปริมาณของหวาน (เค้ก, ไอศครีม, Chocolate) ปริมาณกาแฟ (ตอนนี้ดื่มวันละแก้ว) ชั่วโมงในการนอนในวันทำงาน (~5 ชั่วโมง + 1 ชั่วโมงบนรถทั้งไปและกลับจากที่ำทำงาน)

  • [Mentor แบบชัชๆ] เทคนิคการสร้าง network

    [Mentor Profile] CHRO, Top Thai Public Company Mentor: คุณรู้มั้ย คนเก่ง ๆ อย่างคุณมีเยอะแยะ แต่ก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าไม่มีใครรู้จักคุณ ผมบอกได้จากประสบการณ์ส่วนตัวเลยว่า network สำคัญกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด Me: ถ้าผมอยากสร้าง network ผมควรทำอย่างไรครับ? Mentor: สำหรับผม การสร้าง network มี 2 วิธี คือ คุณทำตัวโดดเด่น แล้วคนจะวิ่งเข้าหา หรือ คุณเข้าหา right influencer Me: วิธีไหนดีกว่ากันเหรอครับ?

  • 5 ประโยคเด็ดจาก Design Thinking Workshop

    ในยุคที่การเข้าใจลูกค้า หรือผู้ใช้ (user) ช่วยให้การแก้ปัญหา หรือผลิตนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ทักษะ Design Thinking ได้รับความนิยมมากในต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทย เมื่อผมมีโอกาสได้มาร่วมงาน Corporate Innovation Summit 2019 หนึ่งใน workshop ที่ผมตั้งใจมาเข้าคือ Intro to Design Thinking: Bootcamp of Executives ซึ่งสอนโดย คุณต้อง กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร, Head of 10X project, SCB และเจ้าของเพจ 8 บรรทัดครึ่ง ตลอดเกือบ 3 ชั่วโมงเต็มของ workshop ผมได้เรียนรู้ผ่านการแต่ละขั้นตอนตั้งแต่ Empathize ไปจนถึง Prototype และ Test ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าคุณต้อง ย่นเนื้อหาจาก 2-3 วันมาอยู่ใน 3 ชั่วโมง และสามารถทำ Prototype…

  • 3 คำถามสำหรับถามตัวเองทุกวัน

    ผมเชื่อว่าคุณภาพชีวิตขึ้นอยู่กับคุณภาพของคำถามที่เราถามตัวเอง ผมอ่านเจอชุดคำถามที่ไว้ถามตัวเองเพื่อสะท้อน และฉุกความคิดของเราอยู่หลายชุด แต่ชุดคำถามนี้ผมฟังมาจากบทสัมภาษณ์ของคนที่ประสบความสำเร็จคนนึง ซึ่งเขาใช้ถามตัวเองทุกวัน ผมเห็นว่าสั้น จำง่าย และดูน่าสนใจ เลยลองใช้ถามตัวเองบ้างแล้วติดใจ เลยเอามาแบ่งปันกันครับ วิธีใช้ แต่ละคำถาม ใช้ถามตัวเองในเวลาต่าง ๆ ทุกวัน เหมือนทานยา 3 เวลาหลังอาหารเพราะแต่ละคำถามมีวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน   คำถามแรก Why me?

  • [Mentor แบบชัชๆ] ทักษะที่จำเป็นในการทำงานปัจจุบัน

    [Mentor Profile] HR Senior Executive, Thailand leading retail Mentor: คุณรู้มั้ย ความรู้เดี๋ยวนี้มันล้าสมัยเร็วมาก ยิ่งสาย IT แค่ 2-3 ปี สิ่งที่เคยรู้มาก็แทบใช้ไม่ได้แล้ว ผมนี่เป็นห่วงหลานผมที่กำลังโตขึ้นมา พยายามคิดว่าจะเขาเรียนอะไรแล้วจะ sustain ในโลกอนาคต Me: แล้วอาจารย์ได้คำตอบมั้ยครับ Mentor: จากประสบการณ์ผม สิ่งสำคัญที่จำเป็นสำหรับการทำงานในปัจจุบันและอนาคตไม่ใช่เรื่องของวิชา หรือองค์ความรู้ เท่ากับทักษะอยู่ 2 เรื่อง คือ learning agility หรือ ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว กับ adapability หรือ ความสามารถในการปรับตัว ถ้ามี 2 ทักษะนี้ คุณจะอยู่รอดได้ในการทำงานปัจจุบัน Me: ขอบคุณครับ แล้วนอกเหนือจาก 2 ทักษะนี้ ซึ่งผมคิดว่าจำเป็นกับแทบทุกคนที่ทำงาน มีเคล็ดลับอะไรที่จะช่วยให้เราก้าวได้เร็วกว่าคนอื่นในการทำงานบ้างครับ

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2018

    ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการนั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งผมเริ่มเขียนสรุปการประเมินผลงานตัวเองในด้านต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2009 รูปที่ผมเลือกเป็นตัวแทนสำหรับปีนี้ เป็นรูปที่ผมไปพูดบนเวทีใหญ่ในงาน Thailand HR Day 2018 ซึ่งเป็นหนึ่งใน Highlight ของปีนี้ ที่ผมขยาย impact การสร้างประโยชน์ให้คนอื่นได้กว้างขึ้นผ่านการบรรยาย และสอนนิสิต นักศึกษา มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา สำหรับการประเมินชีวิตตัวเองในด้านต่างๆ เทียบกับปีที่ผ่านมา สรุปได้ดังนี้ สุขภาพร่างกาย (A-) flat vs. Year Ago (YA) ปีนี้ไม่ได้ไปงานวิ่งไหน แต่ก็ยังพอรักษาวินัยการวิ่ง และออกกำลังกายไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ 1-2 ครั้งทุกอาทิตย์ เรื่องการกินเริ่มควบคุมของหวานมากขึ้น เป็นปีแรกที่เปลี่ยนกาแฟที่กินจากมอคค่าเย็น มาเป็นกาแฟเย็นที่ไม่หวานเลย น้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณครึ่งกิโลกรัม ไม่น่าเกลียดมาก แต่เชื่อว่าปีหน้าจะทำได้ดีกว่านี้ Improvement Areas ลดน้ำหนักตัวลง 3-4 กิโลกรัม รักษา posture ต่างๆ ให้เหมาะสม การงาน (A) flat vs YA ปีที่สองในบทบาทของที่ปรึกษา…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *