“คุณเข้าใจมั้ย?” คำถามที่ไม่ควรถาม

“คุณเข้าใจมั้ย?”

เมื่อก่อนผมมักใช้คำถามนี้ไม่ว่าจะเป็นกับทีมเวลาที่อธิบายงาน หรือเวลาเป็นผู้บรรยายสอนในอบรม หรือ workshp ต่างๆ

เจตนาก็มาจากความหวังดีที่เราอยากให้อีกฝ่ายแน่ใจว่าเข้าใจสิ่งที่เราสอน หรืออธิบายจริงๆ จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องสื่อความผิดตามมา

จนกระทั่งไม่นานมานี้ ผมได้เรียนรู้จากโค้ชผู้บริหารท่านหนึ่งว่า การถามว่าอีกฝ่ายเข้าใจมั้ย? เป็นประโยคคำถามที่ไม่มีประโยชน์ และไม่ควรถาม

ตอนแรกผมก็ทั้งงง ทั้งแปลกใจว่า เป็นไปได้อย่างไร จนได้คำอธิบายเพิ่มเติมว่า

คนที่อยากถามมักไม่กล้าถาม

เท่าที่สังเกตดูเวลาที่ทั้งตัวเองถาม หรือคนอื่นถามคำถามนี้ แทบไม่มีคนตอบว่าไม่เข้าใจ และให้อธิบายเพิ่ม อาจเป็นเพราะ

  • กลัวคนถามอายที่อธิบายไม่รู้เรื่อง
  • เห็นคนอื่นไม่ถามเลยไม่กล้าถาม
  • กลัวอายเพื่อนๆ คิดว่าตัวเองตามไม่ทัน ถามคำถามอะไรโง่ๆ
  • ตัวเองไม่ตั้งใจฟัง ไม่รู้เรื่องทั้งหมด เลยไม่รู้จะตั้งคำถามว่าไม่เข้าใจประเด็นไหน

สุดท้ายถามไปก็แทบไม่เคยได้ยินคนที่ตอบว่าไม่เข้าใจ ดังนั้นอย่าถามดีกว่า

คนตอบว่าเข้าใจ เพราะคิดว่าตัวเองเข้าใจแล้ว

ประเด็นนี้น่าสนใจกว่าประเด็นแรก เพราะเวลาที่เราพูด อธิบาย หรือสอนอะไรไป แทบทุกคน (ที่ตั้งใจฟัง) ย่อมมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นในมุมมองของตัวเอง

แต่ปัญหาอยู่ที่สิ่งที่เขา internalize หรือเข้าใจ เป็นสิ่งที่เราต้องการสื่อให้เขาเข้าใจรึเปล่า?

ในมุมคนตอบ เขาเข้าใจสิ่งที่เราสื่อจากมุมมองประสบการณ์ของเขา ซึ่งแต่ละคนก็แตกต่างกัน ดังนั้น ถ้าเขาตอบว่าเข้าใจ แล้วเรามารู้ทีหลังว่าไม่เข้าใจ อย่างที่เราคิด คนตอบก็ไม่ได้ผิดเพราะโกหก

แต่ความเข้าใจของแต่ละคนต่างกัน!

ถ้าไม่ควรถามว่า ‘คุณเข้าใจมั้ย?’ เราควรถามอย่างไรดี?

หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าประโยคคำถาม ‘คุณเข้าใจมั้ย?’ ไม่ได้เป็นเพียงประโยคคำถามปลายปิด แต่ยังเป็นประโยคที่มาพร้อมความคาดหวังของคนถาม จะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับน้ำเสียง และคนที่ถาม

จะดีกว่าไหม ถ้าเปลี่ยนประโยคคำถามปลายปิดนี้เป็นคำถามปลายเปิดเพื่อสร้าง dialogue หรือบทสนทนาเพื่อเข้าใจความคิดของอีกฝ่ายมากขึ้น เช่น

  • มาถึงตรงนี้ คุณคิดว่าอย่างไรบ้าง?
  • คุณได้มุมมองอะไรบ้าง?

ซึ่งเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้เล่าสิ่งที่เขาเข้าใจในมุมของเขา และเราสามารถถามเพื่อเข้าใจความคิดของเขาเพิ่มเติม หรืออธิบายถ้ามุมมองที่เราต้องการสื่อให้เขาเข้าใจแตกต่างออกไป

จะเห็นว่าการเปลี่ยนลักษณะคำถามนิดเดียว จะเปลี่ยนผลลัพธ์ ซึ่งตอบวัตถุประสงค์ หรือเจตนาของคนสอนที่อยากให้คนฟัง หรือคนเรียนเข้าใจสิ่งที่เราต้องการสื่อได้มากขึ้น

Similar Posts

  • [คุยแบบชัชๆ] #009: Lisa Frommhold

    [คุยแบบชัชๆ] Special ครั้งนี้ ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ คุณ Lisa Frommhold, Global CEO for One Month 2018, The Adecco Group ในช่วงเวลาที่เธอมาเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรก เพื่อร่วมงาน The Adecco Group Global CEO Meets with Future Leaders in Thailand วันที่ 18 ตุลาคม 2561 เพื่อให้สะดวกกับการชม ผมแบ่งคลิปการสัมภาษณ์ออกเป็น 3 ช่วง ช่วงแรก จะเป็นการทำความรู้จักคุณ Lisa และโครงการ Global CEO for One Month ของ The Adecco Group ช่วงที่สอง ผมชวนคุยถึงปัจจัยที่จะดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถอย่างเธออยากร่วมงานด้วย พร้อมทั้งลักษณะของผู้นำที่ดี ช่วงที่สาม คุณ Lisa ฝากคำแนะนำในเรื่องของการทำงาน และ…

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2017

    เป็นธรรมเนียมส่วนตัวที่ผมจะใช้เวลาประเมินตัวเองสั้นๆ ในด้านต่างๆ ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี สำหรับรูปที่เลือกมาเป็นตัวแทนสำหรับปีนี้ เป็นรูปที่ผมไปถ่ายที่ Impress Studio ซึ่งแสดงถึงความพร้อมที่จะพุ่งไปข้างหน้าอย่างมีพลัง และมีความสุขด้วย ในปี 2017 นี้ ชีวิตผมมี Highlight อยู่ 3 เรื่อง เรื่องงาน – ย้ายกลับมาไทย ในตำแหน่งใหม่ ซึ่งข้ามสายงานมาเป็นที่ปรึกษาด้าน HR หลังจากที่อยู่ฝั่ง corporate มาตลอด เรื่องครอบครัว – ต้อนรับสมาชิกใหม่ ‘สกาย’ ซึ่งตอนนี้กำลังพูดอ้อแอ้ และเริ่มหัดยืน หัดประคองตัวเดิน เรื่องเป้าหมายส่วนตัว – เปิดตัวหนังสือเล่มแรก Happy Talent: เก่งให้สุด สุขไปกับงาน สำหรับการประเมินชีวิตในด้านต่าง ๆ เทียบกับปีที่ผ่านมา สรุปได้ดังนี้ สุขภาพร่างกาย (A-) 1pt down vs. Years Ago (YA) รู้สึกเลยว่าชีวิตการทำงานในกรุงเทพฯ ทำให้เรามีโอกาสเดินน้อยกว่าตอนอยู่สิงคโปร์หลายพันก้าวต่อวัน ปีนี้ไม่ได้ลงรายการวิ่งที่ไหน เพราะเวลาส่วนตัวอยู่ในกำมือของลูกสาวอย่างแท้จริง…

  • เทคนิคหางานที่ใช่ด้วย 5E

    ใครๆ ก็อยากเจองาน หรืออาชีพที่ใช่ งานที่เป็น life’s calling ของตัวเอง แต่จะเริ่มจากตรงไหน ต้องทำอย่างไรบ้างล่ะ ผมอ่านเจอเทคนิค 5 E จากหนังสือ The Lemonade Life: How to Fuel Success, Create Happiness, and Conquer Anything ของ Zack Friedman ซึ่งเห็นว่าน่าสนใจ เลยเก็บมาเล่าและขยายความต่อ Explore ขั้นแรกของการหางานที่ใช่ คือ การเปิดโลกของตัวเองเรื่องงาน ว่าปัจจุบัน หรืออนาคตอันใกล้นี้ มีงานอะไรในโลกบ้าง อย่ามองแต่งานที่เรารู้จัก หรืองานที่ตรงกับที่เรียนมาเท่านั้น ถ้าคุณอยู่ในองค์กรแล้วก็อาจจะทำความรู้จัก และเข้าใจว่าตำแหน่งงานต่างๆ เขาทำอะไรกันบ้าง ถ้าเราสนใจ เราสนใจตรงส่วนไหนของงานนั้น ถ้าไม่สนใจ ทำไมถึงไม่สนใจ การ Explore เป็นการเปิดโอกาสให้เห็นความเป็นได้ ทำความเข้าใจกับทั้งงานตรงสาย งานไม่ตรงสาย งานในอุตสาหกรรมที่เราอยู่ และต่างอุตสาหกรรม งานประจำ งาน freelance…

  • | |

    ข้อคิดจากนักไต่เขา

    เคยมั้ยที่ทำอะไรซักอย่างแล้วท้อ ให้หยุดทำสิ่งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่อย่าง เรื่องงาน หรือเรื่องทั่วๆไปอย่าง การหัดเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ความสำเร็จที่สมควรแก่การชื่นชมนั้นต้องอาศัยความพยายาม และความอดทน ซึ่งเราก็รู้แต่หลายคนก็อดไม่ได้ที่ถอดใจไปก่อน ผมมีข้อคิดจากนักไต่เขาเกี่ยวกับเรื่องนี้จะเล่าให้ฟัง นักไต่เขาทุกคนไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมืออาชีพ ทุกคนจะเริ่มในสภาพเหมือนกัน คือ ร่างกายพร้อม 100% และมีความกระตือรือร้นที่จะปีนเขา แต่ หลังจากที่เขาปีนไป ปีนไป ความเหนื่อยล้า ก็ค่อยๆมาเยือน ก่อนที่จะถึงยอดเขา ทุกคนจะมีจุดหนึ่งที่นักไต่เขาเรียกว่า “hit the wall” หรือ จุดถอดใจ มือใหม่จะหยุด หันหลังกลับ และยินดีที่ตัวเองไต่มาได้ไกลถึงขนาดนี้ นอกจากว่า

  • [Mentor แบบชัชๆ] เคล็ดลับในการได้ job offer โดยไม่ต้องใช้ resume

    [Mentor Profile] Global HR Director, อายุ 40 ต้น ๆ ประสบการณ์ทำงานใน  5 บริษัทใน 4 ประเทศ   Mentor: คุณรู้รึเปล่าว่าช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผมได้ offer งานดี ๆ และเปลี่ยนงานทั้งในบริษัท และย้ายไปบริษัทอื่นโดยไม่ได้ใช้ resume เลย Me: โห คุณทำได้ยังไงครับ? Mentor: เคล็ดลับอยู่ที่ผลงานของคุณ ทุกอย่างที่คุณส่งออกไป ไม่ว่าจะเป็นอีเมล หรือไฟล์ต่าง ๆ เช่น PowerPoint presentation หรือไฟล์ Excel ที่เป็นผลงานที่มีชื่อคุณ คุณต้องทำให้ดีที่สุดเสมือนเป็นตัวแทนคุณ Me: ทำไมเหรอครับ? Mentor: คุณไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอีเมล หรือไฟล์งานที่คุณส่งออกไปนั้น จะถูก forward ไปหาใครต่อ หรือ ใครจะได้อ่าน คุณรู้มั้ยว่าผมรู้เลยว่า Excel ไฟล์ไหนที่ทำให้ผมได้งานในอีกประเทศ ผมถึงตั้งใจ 120% ทุกครั้งก่อนส่งไฟล์ออกไปในชื่อของเรา ถ้าสิ่งที่เราทำดีมากพอ…

  • |

    1:1 กับหัวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

      การคุย 1:1 กับหัวหน้าเป็นสิ่งที่พนักงาน(บริษัทใหญ่ๆ) ต้องเจอกันทุกเดือน บ้างก็พยายามเลี่ยง ไม่รู้จะคุยอะไร บ้างก็คุยแต่งาน สุดท้ายยิ่งเครียดกว่าเดิม จริงๆแล้วการคุย 1:1 กับหัวหน้าให้มีประสิืทธิภาพทำได้ง่ายๆ ดังนี้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *