3 ปัจจัยที่มีผลกับ Career Development

องค์กร และเราในฐานะพนักงานควรจะวาง Career และ Career Development เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับตำแหน่งงานที่เพิ่งมี หรือกำลังจะเกิดในอนาคตอย่างไร?

นี่เป็นคำถามที่ผมที่ตั้งเป็นโจทย์ให้ตัวเอง ในการเตรียมข้อมูลสำหรับการแชร์ในหัวข้อ Career Development in the Disruptive World จากที่ผมได้อ่านและศึกษาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ

ก่อนที่จะมองว่าเราจะเตรียม career development ของตัวเราเอง หรือของบริษัทเรา (ในฐานะ HR) อย่างไร ผมเริ่มจากการหาปัจจัยที่มีผลกับการต้องเปลี่ยนรูปแบบของการทำ Career Development ซึ่งผมแบ่งออกเป็น 3 ปัจจัย คือ

1. Business Disruption

ในโลกที่ Business Disruption กลายเป็นเรื่องปกติของธุรกิจ ผลกระทบไม่ได้เกิดเพียงบางอุตสาหกรรม หรือบางวงการเท่านั้น ตำแหน่งงานหลายตำแหน่งอาจหายไป หรือมีตำแหน่งงานใหม่จากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ทำให้การวางแผน career ไม่ใช่สิ่งที่จะวางแผนได้ 10-15 ปีเหมือนเมื่อก่อน

ยกตัวอย่างตำแหน่ง Chief Information Security Officer ซึ่งผมอ่านเจอในวารสาร HBR ก็เป็นตำแหน่งใหม่ที่มีมาไม่กี่ปี เราจะวางแผน Career Development สำหรับตำแหน่งนี้ หรือตำแหน่งที่จะเกิดขึ้นใหม่ในอนาคตได้อย่างไร?

2. Connected World

ด้วยอินเตอร์เน็ตที่เร็วขึ้น การเชื่อมต่อข้อมูลข่าวสารต่างๆ ก็ดีขึ้น การเรียนจากที่ต้องเดินทางมารับความรู้เพิ่มเติมในห้องเรียน หรือ workshop ก็มี platform การเรียนรู้ต่างๆ มากมายทั้งไทย และต่างประเทศ ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเนื้อหาต่างๆ ได้ทั้งฟรี และแบบเสียตังค์

นอกจากนั้น platform การเรียนรู้ก็ยังเปลี่ยนจาก eLearning เป็น mLearning หรือการเรียนรู้ผ่านโทรศัพท์มือถือ ด้วยเนื้อหาย่อยๆ เรียนได้ใน 5 นาที (micro learning) และสามารถเรียนได้ทุกที ทำให้การวางแผนพัฒนาพนักงานก็ต้องปรับตัวตามเทคโนโลยีไปด้วย

3. Expectation Change

ปัจจัยสุดท้าย คือความคาดหวังที่เปลี่ยนไปของพนักงาน เราทุกคนล้วนเป็นลูกค้าไม่ว่าจะเป็นการซื้อของออนไลน์ หรือคนรับบริการต่างๆ ซึ่งนับวันความคาดหวังของเราในฐานะลูกค้าที่ต้องการสิ่งต่างๆ ดีขึ้น และเร็วขึ้น ไม่เช่นนั้นก็พร้อมที่จะเปลี่ยนร้าน หรือที่ใช้บริการ

แล้วความคาดหวังเหล่านี้ก็ถูกถ่ายทอดมายังความคาดหวังเรื่องของ Career และ Career Development ทำให้รูปแบบการวาง Career Development แบบเดิมอาจไม่ได้ตอบโจทย์พนักงานอีกต่อไป

Similar Posts

  • (จะ)เอาความมั่นใจมาจากไหน?

    เคยสังเกตมั้ยครับว่าคนที่มีความมั่นใจ มักจะได้เปรียบในสถานการณ์ต่างๆ มากกว่าคนที่ไม่มั่นใจ ความมั่นใจนี้อาจแบ่งได้ทั้งความมั่นใจในตัวเอง ความมั่นใจในงาน หรือความมั่นใจในเรื่องต่างๆ เฉพาะด้าน ถ้าถามคนที่มั่นใจว่าทำอย่างไร หลายคนอาจตอบว่าเพราะมีความรู้ความสามารถในเรื่องนั้นถึงมั่นใจ หรือมีประสบการณ์ถึงมั่นใจ หลายคนคิดว่าปัญหาของคนที่ขาดความมั่นใจคือขาดประสบการณ์กับความสามารถ ซึ่งเหมือนจะเกิดขึ้นเฉพาะน้องๆ ที่เพิ่งเริ่มทำงานเท่านั้น แต่ความจริง คือ ต่อให้ให้คุณประสบความสำเร็จ หรือมีประสบการณ์อย่างมากในเรื่องใด เรื่องหนึ่ง ถ้าคุณเริ่มทำสิ่งที่คุณไม่เคยทำ ไม่มีความรู้ คุณก็จะไม่มีความมั่นใจในเรื่องนั้น ผมได้ฟังคุณ Dan Sullivan ซึ่งเป็น strategic coach ชื่อดังแนะนำวิธีการสร้างความมั่นใจ หรือ Confidence ด้วยแนวคิด The 4 C’s 1. Commitment

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2018

    ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการนั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งผมเริ่มเขียนสรุปการประเมินผลงานตัวเองในด้านต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2009 รูปที่ผมเลือกเป็นตัวแทนสำหรับปีนี้ เป็นรูปที่ผมไปพูดบนเวทีใหญ่ในงาน Thailand HR Day 2018 ซึ่งเป็นหนึ่งใน Highlight ของปีนี้ ที่ผมขยาย impact การสร้างประโยชน์ให้คนอื่นได้กว้างขึ้นผ่านการบรรยาย และสอนนิสิต นักศึกษา มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา สำหรับการประเมินชีวิตตัวเองในด้านต่างๆ เทียบกับปีที่ผ่านมา สรุปได้ดังนี้ สุขภาพร่างกาย (A-) flat vs. Year Ago (YA) ปีนี้ไม่ได้ไปงานวิ่งไหน แต่ก็ยังพอรักษาวินัยการวิ่ง และออกกำลังกายไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ 1-2 ครั้งทุกอาทิตย์ เรื่องการกินเริ่มควบคุมของหวานมากขึ้น เป็นปีแรกที่เปลี่ยนกาแฟที่กินจากมอคค่าเย็น มาเป็นกาแฟเย็นที่ไม่หวานเลย น้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณครึ่งกิโลกรัม ไม่น่าเกลียดมาก แต่เชื่อว่าปีหน้าจะทำได้ดีกว่านี้ Improvement Areas ลดน้ำหนักตัวลง 3-4 กิโลกรัม รักษา posture ต่างๆ ให้เหมาะสม การงาน (A) flat vs YA ปีที่สองในบทบาทของที่ปรึกษา…

  • [Mentor แบบชัชๆ] ไม่ได้งานเพราะ ‘มันดีอยู่แล้ว’

    [Mentor Profile] HR Director, Japanese Global Company Mentor: ผมจะเล่าความลับให้คุณฟัง ตอนที่ผมจบวิศวะมาใหม่ ๆ ผมสมัครงานโรงงานทำรองเท้าที่นึง ประสบการณ์ตอนนั้นยังจำมาถึงทุกวันนี้เลย Me: ครับ Mentor: จำได้ว่าหลังสัมภาษณ์เสร็จ ผู้จัดการก็ชวนเดินดูส่วนการผลิตของโรงงาน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นวิธีการผลิตรองเท้า ทุกอย่างดูตื่นตา ตื่นใจไปหมด เห็นเครื่องจักร และกระบวนการผลิตรองเท้าออกมาเยอะแยะก็ยิ่งชอบ ยิ่งอยากทำงานที่โรงงานนี้ หลังจากเดินทัวร์โรงงานเสร็จ ผู้จัดการหันมาถามว่า “คุณคิดว่ามีอะไรที่สามารถปรับปรุง หรือพัฒนาได้บ้าง?” ผมก็อึ้งไปซักพักก่อนจะตอบไปว่า

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2019

    ก่อนที่ผมจะประเมินตัวเองในด้านต่างๆ เหมือนทุกสิ้นปี ถ้ามองกลับว่าปีนี้อะไรเป็น theme ที่ผมเห็นว่าโดดเด่นออกมามากที่สุด คงเป็นเรื่องการ connecting people สร้างความรู้จักกับคนใหม่ๆ ที่น่าสนใจหลากหลายวงการ และเพิ่มความสัมพันธ์กับคนที่เรารู้จักอยู่แล้วผ่านทักษะการฟัง และการถามที่ได้จากการเรียนการเป็นโค้ช รูปที่ผมเลือกมาเป็นตัวแทนของปีนี้ใน theme connecting people เป็นรูปที่ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์อ.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในงานของบริษัท ซึ่งอ.ชัชชาติเป็นหนึ่งใน role model ที่ผมอยากมีโอกาสได้รู้จัก และสัมภาษณ์ และก็ได้เกิดขึ้นจริงในปีนี้ ถือเป็นการสัมภาษณ์แบบชัช(ชาติ)ชัช(พล) ที่ได้ซึมซับพลังงานด้านบวกจากบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี สำหรับการประเมินชีวิตตัวเองในด้านต่างๆ เทียบกับปีที่ผ่านมา สรุปได้ดังนี้ สุขภาพร่างกาย (B+) 1 pt down vs Year Ago (YA) ปีนี้แม้จะได้ไม่ได้ป่วยถึงขั้นนอนโรงพยาบาล แต่ความสม่ำเสมอในการออกกำลังกายลดลงเทียบกับปีที่แล้ว ทำให้รู้สึกไม่ค่อยแข็งแรงเท่าที่ควร highlight ของสุขภาพปีนี้คือการลดน้ำหนักลงมามากที่สุด 4 กิโลกรัมเทียบกับตอนต้นปี แม้ตอนเดือนสุดท้ายจะขยับขึ้นมานิดนึง แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ดีกว่าปีที่แล้วมาก การงาน (A) flat vs YA

  • 4 ทักษะที่ควรเรียนรู้เพื่อประสบความสำเร็จในศตวรรษที่ 21

    ในโลกที่เทคโนโลยี และองค์ความรู้ต่างๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว Half-life ของสิ่งที่เราเรียนในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยสั้นลงจนแทบจะใช้ไม่ได้เมื่อเข้าสู่โลกการทำงาน ถามว่า ทักษะอะไรที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จในโลกปัจจุบัน หรืออนาคตอันใกล้นี้? ถ้ามองสิ่งที่โรงเรียนสอน โดยเฉพาะในเมืองไทย เรายังเห็นว่าการศึกษาส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับการ’ป้อน’ความรู้ หรือข้อมูล ที่ปัจจุบันหาได้เพียงไม่กี่ ‘คลิ๊ก’ บนอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีโอกาสล้าสมัยได้เร็วที่สุด มากกว่าทักษะที่ช่วยในการพัฒนาเพื่อการทำงานต่อในอนาคต ผมอ่านเจอคำตอบเรื่องนี้จากส่วนหนึ่งของบทความ What Kids Need to Learn to Succeed in 2050 ซึ่งกล่าวถึง 4 ทักษะ (the four Cs) ซึ่งแนะนำโดย Partnership for 21st Century Learning, P21 ว่าคือ 1. Critical thinking

  • 5 ประเด็นที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Employee Engagement

    “คุณช่วยแนะนำ HR ผมหน่อยว่าจะเพิ่มคะแนน Employee Engagement อย่างไร” ผู้บริหารระดับสูงท่านหนึ่งเดินมาบอกผมหลังจากที่ผมนำเสนอผลคะแนน และความผูกพันของพนักงาน ซึ่งผมก็พยายามอธิบายบทบาท ความสำคัญของผู้บริหาร และหัวหน้างานต่อการสร้างความผูกพันของพนักงานในองค์กรให้ท่านเข้าใจ (หวังว่าท่านจะเข้าใจมากขึ้น ^^) ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านนี้ ผมสังเกตเห็นองค์กรต่างๆ ในไทยเริ่มตื่นตัว และให้ความสนใจกับการสำรวจความผูกพันของพนักงาน หรือ Employee Engagement Survey มากขึ้น เพื่อใช้ในการพัฒนาการดูแลคนในองค์กร และวางแผนกลยุทธ์ของทีม HR ต่างจากสมัยก่อนที่มักจะมีแต่องค์กรใหญ่ๆ หรือบริษัทข้ามชาติ จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสโครงการด้าน Employee Engagement ตั้งแต่การออกแบบข้อคำถาม ไปถึงการทำสำรวจ วิเคราะห์ผล และทำแผนยกระดับความผูกพันให้กับองค์กรต่างๆ ในประเทศ ผมสังเกตประเด็นที่หลายคนมีความตั้งใจดี แต่ยังเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง เลยขอเลือก 5 ประเด็นที่พบบ่อยๆ มาอธิบายเพิ่มเติม 1. HR เป็นเจ้าของโครงการ employee engagement และมีหน้าที่ทำให้คะแนนขึ้น ผมแอบสงสารองค์กรที่มีผู้บริหาร หรือหัวหน้างานคิดแบบนี้เยอะๆ เพราะการเพิ่มความผูกพันของพนักงานเป็นหน้าที่ของทุกคนในองค์กร ไม่ต่างกับเรื่องของ safety ใช่แล้วครับ ทุกคน ในทุกฝ่ายไม่ใช่เฉพาะ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *