[คุยแบบชัชๆ] #007: คุณรณพงศ์ คำนวณทิพย์

interview_ron

ผมรู้จักพี่ชายคนนี้ครั้งแรกตอนน้ำท่วมกรุงเทพฯ เมื่อปี 2010 ตอนเราเป็นอาสาสมัคร และได้ใช้ social network ในการประสานงาน และประชาสัมพันธ์ข้อมูลผ่าน #TWT4TH ทุกครั้งที่ผมได้เจอ ผมได้สัมผัสถึงความสามารถ และพลังบวกของพี่ชายคนนี้ ภายใต้รอยยิ้ม และความเป็นกันเอง

[คุยแบบชัชๆ] ครั้งนี้ ผมได้รับเกียรติจาก คุณรณพงศ์ คำนวณทิพย์ หรือพี่รอน ปัจจุบันนอกจากดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค (ประเทศไทย) จำกัด แล้วยังสวมหมวกในบทบาทอื่นอีกหลายใบ ในบทสัมภาษณ์นี้ ผมได้มีโอกาสถามถึงเทคนิคต่าง ๆ ในการบริหาร รวมไปถึงเรื่องธรรมะ และการพัฒนาตัวเองที่คิดว่าเป็นประโยชน์กับอีกหลายคนที่กำลังทำงานอยู่  

_____________________________________________________________________________

สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้

  • เทคนิคการบริหารเวลา
  • เทคนิคในการบริหารทีม และการฟัง
  • ทำงานจากความว่างเปล่า
  • วิธีการบริหารคนที่ไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน
  • คำแนะนำสำหรับน้อง ๆ ที่อยากประสบความสำเร็จในบริษัทข้ามชาติ

_____________________________________________________________________________

แนะนำตัว และการทำงานที่ผ่านมาสั้น ๆ สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก

ขอออกตัวก่อนว่าผมเป็นตัวแทนของคน Gen X ที่เข้าใกล้ Gen Y

ผมจบจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน เตรียมอุดม จบวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต (วิศวกรรมคอมพิวเตอร์) จากจุฬาฯ เมือปี ค.ศ.1989 จบมาแรก ๆ ทำงานด้านคอมพิวเตอร์ที่ สหวิริยา และ AIT แต่มีความสนใจด้านการบริหารและการตลาดเลยไปต่อ MBA ที่ ศศินทร์ เมือปี ค.ศ.1991 และ Exchange Program ที่ Kellogg, Northwestern University จบมาทำงานสร้างแบรนด์อย่าง Sunsilk ที่ยูนิลีเวอร์ เคยไปทำงานพัฒนาแบรนด์อยู่ที่ Nippon Lever (ยูนิลีเวอร์ ที่ประเทศญี่ปุ่น) เมื่อปี ค.ศ.1995 และ Pepsi-Cola International ก่อนจะมาทำงานด้าน Promotion & Licensing Agency ที่ Promotional Partners Worldwide ในปี 2000

ปัจจุบันเป็น Managing Director ของ Universal Music (Thailand) Ltd. เป็นนายกสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย (TECA) และเป็นกรรมการบริษัท Phonorights และ MPC ดูแลด้านการบริหารลิขสิทธิ์เพลง ตั้งแต่ปี 2007

 

ในฐานะผู้บริหารบริษัทค่ายเพลง พี่รอนชอบฟังเพลงแนวไหน

ผมโตมากับเพลงในยุค 70’s อย่างเพลงของ ABBA, Bee Gees, Carpenters และยุค 80’s อย่างเช่น Spandau Ballet, Air Supply, The Alan Parsons Project, Michael Jackson, Madonna, Petshop Boys ฟังแล้วมีความสุข นึกถึงความฝันสมัยวัยเด็กวัยรุ่น

จริง ๆ ก็ฟังทุกแนวนะครับ ขึ้นอยู่กับอารมณ์และบรรยากาศด้วย อย่างถ้าให้รู้สึกผ่อนคลายก็ต้องแนว Jazz อย่างของ John Coltrane, Mile Davis, Louis Armstrong หรือ Bossa อย่างของ Stan Getz, Antonio Carlos Jobim, Astrud Gilberto ถ้าฟังแล้วคึกคักก็พวก EDM อย่างของ Avicii, Alesso, Zedd ถ้าให้เป็นตัวเองที่สุด ฟังแล้วฮึกเหิมก็ต้องเป็น Rock, Alternative, Indy Rock อย่างเช่น Bon Jovi, Nirvana, Imagine Dragons, Catfish and the Bottlemen แนวนี้ ไม่ถึงกับ Heavy Metal แต่เพลงไทย และแนวอื่น ๆ ก็ฟังเหมือนกันนะครับ

 

ตารางชีวิตในวันทำงานปกติเป็นอย่างไร

ปกติเป็นคนตื่นเช้าครับ ก็จะตื่นมาออกกำลังกายเบา ๆ ในยิม รดน้ำต้นไม้ในสวนบนระเบียง ติดตามข่าวสารจาก iPad แล้วก็ออกไปออฟฟิศที่ ยูนิเวอร์ซัล มิวสิค พูดคุย ประชุมกับทีมงาน แต่นอกจากงานที่บริษัทแล้วก็ยังมีงานของอุตสาหกรรม ของสมาคม เลยมีออฟฟิศอีก 2 แห่งที่ต้องช่วยดูแล

นอกเหนือจากนั้นก็มีประชุมกับพันธมิตรธุรกิจ และภาครัฐบ้าง แต่ก็สามารถทำงานได้จากทุกที่ครับ ส่วนตอนเย็นหากไม่มีงานคอนเสิร์ต หรือกิจกรรมของวงการเพลง ก็มีสังสรรค์กับเพื่อน ๆ บ้างครับ

 

ในฐานะนายกสมาคมสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย อะไรคือสิ่งที่อยากผลักดันเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิตอล

ยุคดิจิตอลมีผลกับวงการเพลงมาก จริงๆแล้วผลกระทบเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ.2000 ตั้งแต่ตอนที่มี Napster ปัจจุบันวงการเพลงพัฒนาไปไกลพอสมควรในเรื่องรูปแบบ การบริหารจัดการธุรกิจดิจิตอล แต่ในเมืองไทยยังไม่แข็งแรง เนื่องจากคนยังไม่ความสำคัญกับมูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญาเท่าที่ควร อันนี้รวมถึงด้านอื่นๆ อย่างเช่น บทความ วรรณกรรม ภาพถ่าย วีดีโอคลิป ภาพยนตร์ เกมส์ แอนนิเมชั่น งานออกแบบ หรืออื่น ๆ ด้วยนะครับ

นอกจากนี้กฎหมายที่คุ้มครองงานอันมีลิขสิทธิ์ก็ยังขาดความชัดเจน มีช่องโหว่ให้ผู้แสวงหาผลประโยชน์มาหารายได้ สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจในวงกว้าง จึงเป็นเรื่องที่เราต้องผลักดันแก้ไขให้ได้ครับ

 

เทคนิคการบริหารเวลา ทั้งงานผู้บริหาร งานสมาคม แถมยังมีเวลาออกกำลังกาย และให้กับครอบครัว

ทั้ง 3 ด้านที่ยกมา งาน สุขภาพ และครอบครัว เป็นสิ่งสำคัญที่จะขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ อย่างสุขภาพนี่ถ้าเป็นไรไปทุกอย่างจบนะ ดังนั้นจึงต้องเต็มร้อยกับทั้ง 3 ด้าน งานด้านธุรกิจบันเทิงไม่ได้ทำงาน 9-5 คือเฉพาะ office hours เท่านั้น แต่ยังมีงานอีเว้นต์ ประชุมกับลูกค้า หรือ พาร์ทเนอร์อื่น ๆ

ดังนั้นการจัดสรรเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เช่นเราตื่นเช้าอยู่แล้วถ้าไม่มีนัดหมาย อะไรที่ทำได้เช่น ออกกำลังกาย ดูและบ้าน ดูแลครอบครัว ก็ลงตารางไว้ ทำอะไรได้ทำก่อนเลย อย่ารอ บางครั้งวันหยุดนั่งทำงาน ประชุม ติดต่อลูกค้า ดูงานบ้าง ก็ไม่ได้มาคิดว่าทำไมต้องมาทำงานวันหยุด กลับจะสนุกกับมันเสียอีก เพราะมันเป็นเรื่องที่เราเต็มใจ อยากทำ

การแบ่งเวลาสำคัญ แต่มันก็เป็นเพียงเส้นบาง ๆ ขึ้นอยู่กับว่าในแต่ละช่วงเวลาอะไรคือสิ่งที่สำคัญ ที่เป็น priority ต้องทำงานแบบ multi-tasking ให้ได้ด้วยครับ

 

ธรรมะมีประโยชน์กับการทำงานในปัจจุบันอย่างไร ช่วยยกตัวอย่างง่ายๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

“ปัจจุบัน” สำคัญที่สุด ชีวิตมีเพียงปัจจุบันขณะ อดีตก็ผ่านไปแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้ อนาคตก็ยังไม่มาถึง ใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบนขณะ อย่างมีสติ

ทำงานจากความว่างเปล่า หมายความว่า ทำโดยเอาผลลัพธ์เป็นตัวตั้ง ใช้ความรู้ ประสบการณ์ ข้อมูลทั้งหมด มาประมวลว่าอะไรคือสิ่งที่ดีทีสุด และกล้าที่จะตัดสินใจทำมัน ในเมื่อไม่ได้เอาตัวตนเป็นที่ตั้ง ว่างเปล่า ก็ไม่ต้องกังวลว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตัวเรา ทำให้ดีที่สุด จบ

 

เทคนิคการบริหารทีมในการทำงาน

เปิดใจรับฟัง เวลามีปัญหายอมรับว่ามันเป็นปัญหาระดมสมองแก้ไขมัน ให้เกียรติทีมงานในงานที่มอบหมายไป มองไปข้างหน้า และออกไปข้างนอก สร้างสรรค์โอกาสใหม่ ๆ และช่วยเติมเต็มให้ทีมงานทำงานได้อย่างประสบความสำเร็จครับ

 

เทคนิคในการพัฒนาการฟัง

ฟังจากความว่างเปล่า ความหมายคือ ฟังโดยพยามเข้าใจ ไม่ใช่ฟังเพื่อพยามให้คำตอบ ฟังโดยปราศจากเรื่องราวเดิม ๆ หรืออคติ

เคยเป็นไหมบางคนไม่ทันจะอ้าปากเราก็คิดแล้วว่าเค้าต้องมาแบบนั้นแบบนี้ ในกรณีนี้เราจะไม่ได้ยินอะไรใหม่ ๆ เลยครับ

การฟังจากความว่างเปล่าจะทำให้เราได้ยินสิ่งที่สำคัญจริง ๆ หรือต้นเหตุของปัญหา ที่เราอาจไม่เคยรับรู้มาก่อนเลยครับ

 

วิธีการบริหารคนไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน โดยเฉพาะคนที่ทำงานมานานไม่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง

เปิดใจพูดความจริงเกี่ยวกับความรู้สึกที่เรามีเกี่ยวกับการทำงานในส่วนั้น และรับฟังปัญหาของเค้า โดยพื้นฐานแล้วมนุษย์ทุกคนอยากได้รับความสนใจ ได้การยอมรับ และอยากประสบความสำเร็จกันอยู่แล้วทุกคน ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าที่การงาน การเงิน ครอบครัว ความรัก เพียงแต่เค้าอาจติดขัดอะไรบางเรื่อง ด้วยเงี่อนไขอะไรบางอย่างเท่านั้นเอง

การเปิดอกพูดคุยรับฟัง จะทำให้เรามองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ และสนับสนุนให้เค้าพัฒนาขีดความสามารถของตนเองขึ้นมาได้ ธรรมชาติของคน พอเริ่มประสบความสำเร็จแม้เพียงก้าวเล็กๆ ก็จะเป็นกำลังใจให้เดินต่อได้

 

อะไรคือแรงจูงใจในการทำงานของตัวเอง

ผลลัพธ์ (KPI หรือ Objectives ที่ตั้งไว้) ความสำเร็จและความสุขของทุกคนในทีม เพราะงานจะสำเร็จไม่ได้เลยหากขาดทีมงาน หากประสบความสำเร็จทุกคนก็มีความสุขร่วมกัน และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

นอกจากนี้การตั้งเป้าหมายที่ใหญ่กว่าเป้าหมายของธุรกิจที่อยู่ตรงหน้า เช่นเป้าหมายพัฒนาอุตสาหกรรม พัฒนาชาติในด้านที่เราให้คุณค่า ก็จะทำให้เรามีพลังขับเคลื่อน และทำให้ปัญหาที่อยู่ตรงหน้ากลายเป็นเรื่องเล็ก และเป็นเรื่องที่เราต้องทำให้สำเร็จ เพื่อที่จะไปต่อได้ครับ

 

มุมมองของผู้บริหารค่ายเพลงต่อ ติ่ง ศิลปิน

เราทุกคนก็เป็น หรือเคยเป็น “ติ่ง” อะไรซักอย่างนึงนะ ไม่ดารา นักร้อง ศิลปิน ก็นักกีฬา idol นักธุรกิจ Innovators ต่าง ดังนั้นเราจึงให้เกียรติแฟนเพลง เรียกเค้าว่า “แฟน” ไม่ใช่ติ่งนะครับ

เขารักศิลปินของเรา ช่วยโปรโมท สนับสนุน อุดหนุนศิลปินเรา ในบางครั้งยังทึ่งว่าพวกเค้าทำงานหนักยิ่งกว่าค่ายซะอีก ทำด้วยใจจริงๆ แบบนี้ต้องเรียกว่าผู้มีอุปการะคุณ นะครับเนี่ย

 

ติ่งแบบไหนที่ค่ายเพลงไม่ปลื้ม

แฟนเพลงของศิลปินเราน่ารักมากนะครับ ที่ดื้อ ๆ บอกแล้วไม่เชื่อ ห้ามไม่ฟัง นี่แทบไม่มีนะครับแบบนั้น แฟนเพลงของ Universal Music น่ารักทุกคนครับ

 

ความสำคัญในการพัฒนาตัวเอง พี่รอนพัฒนาตัวเองอย่างไรบ้าง

ต้องเรียนรู้ตลอดเวลาจริง ๆ ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันผลตอบแทนในปัจจุบัน (เหมือนกองทุนรวม 555) ยิ่งยุคนี้ทุกอย่างไม่ใช่แค่เปลี่ยน แต่พลิกเร็วมาก การหยุดนิ่งเฉย ๆ คือจุดจบ การอ่าน ติดตาม แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ความคิดเห็น และวิสัยทัศน์ กับผู้คนทุกวงการ จึงทำให้เรา alert ตื่นรู้ และเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับสิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลาครับ

นอกจากนี้การอบรมสัมมนาความเป็นผู้นำ การพัฒนาตนเอง ก็ช่วยให้เรามองเห็นตนเองและสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ครับ

 

พฤติกรรมหรือนิสัยที่ช่วยให้พี่ประสบความสำเร็จ

เรื่องของ Integrity คือความซื่อสัตย์ต่อตนเอง เป็นคำพูดของตนเองนี่เป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งไม่ใช่แค่การตรงต่อเวลาเท่านั้น แต่หมายถึง การทำในสิ่งที่รู้อยู่แล้วว่าคนคาดหวังจากตัวเรา และไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำถึงแม้จะไม่มีใครเห็นและไม่ผิด ขั้นสูงสุดคือการที่เราเป็นคำพูดของตัวเองคือเราพูดอะไรไป คนเค้าจะเชื่อถือว่านั่นคือตัวเราได้เลย เรื่องนี้ยังฝึกอยู่เรื่อย ๆ นะครับ

 

คำแนะนำสำหรับน้อง ๆ ที่อยากประสบความสำเร็จในฐานะผู้บริหารบริษัทข้ามชาติ

บริษัทใหญ่ ๆ ที่เป็นบริษัทข้ามชาติมีข้อดีคือมีระบบ ขั้นตอนการบริหารที่ดี หลายแห่งมีระบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ดี เราจึงทำงานได้อย่างสบายใจเพราะเรื่องต่างๆเหล่านี้ได้รับการดูแล สนับสนุนอยู่แล้ว

สิ่งที่สำคัญคือการมี Integrity เช่นการตรงต่อเวลา ความรับผิดชอบ อันนี้สำคัญมากโดยเฉพาะกับบริษัทต่างชาติ อีกอย่างคือต้องกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก เปิดรับโอกาส ความท้าทายใหม่ หากมีโอกาสได้ไปทำงานในต่างประเทศให้รีบไป อย่าลังเล โดยเฉพาะเมื่ออายุยังน้อย ความรับผิดชอบต่อครอบครัวในเมืองไทยยังไม่มาก แสดงความสามารถให้เต็มที่ บริษัทต่างชาติ KPI ชัดเจน ทำดีได้ดี การเมืองมีบ้างแต่น้อยมากครับ

 

อีก 10 ปีข้างหน้าเห็นตัวเองทำอะไรอยู่

มีความสุข กับสิ่งที่ทำ ไม่ว่าเรื่องงาน สุขภาพ ครอบครัว สังคม ได้ช่วยเหลือสังคมในด้านการศึกษา ศาสนา การพัฒนาตนเอง และ Integrity ความมีวินัยของคนในชาติครับ

 

สมมติว่ามีโอกาสนั่ง time machine กลับไปเจอตัวเองตอนที่ตัวเองจบตรีใหม่ๆ อยากจะบอกอะไรกับตัวเอง

จริง ๆ ถ้าย้อนกลับไปได้คงบอกว่าอย่าทำนั่นอย่าทำนี่ พวกการตัดสินใจที่ผิดพลาด ไม่ว่าจะเรื่องการทำงาน การลงทุน เรื่องการเงินต่างๆ บางเรื่องนิ่ง ๆ ไว้ stay on course ก็ได้ผลลัพธ์สุดยอดแล้ว ไม่ต้องยุกยิกมาก

แต่มานั่งคิดดูอีกที หากไม่มีวันเหล่านั้น ก็จะไม่มีวันนี้ที่เป็นแบบนี้ ดังนั้นคงจะบอกตัวเองแค่ว่า “ยินดีที่ได้รู้จักนายนะ” แค่นี้ครับ

________________________________________________________________________________

ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามโดนๆ มาช่วยกระตุ้นพลังการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • 4 ประสบการณ์เพิ่ม Employee eXperience

    ในวงการ HR ช่วงปีนี้ คำว่า Employee eXperience หรือการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงาน เป็นหัวข้อที่มาแรงมากๆ หลายคนยังอาจไม่แน่ใจว่าคืออะไร และควรเริ่มพัฒนาตรงไหน อย่างไรดี ถ้าพูดถึง Employee eXperience เราจะไม่ได้มองแค่ช่วงเวลาที่เป็นพนักงานแล้วเท่านั้น แต่จะรวมถึงประสบการณ์ทุกอย่างของพนักงานตั้งแต่ช่วงที่ได้รู้จักองค์กรครั้งแรก ไปถึงหลังจากที่พนักงานออกจากองค์กรไปแล้ว ถามว่าถ้านิยามของ Employee eXperience ครอบคลุมกว้างขนาดนี้ องค์กรหรือทีม HR ควรจะเริ่มอย่างไร

  • [Mentor แบบชัชๆ] ความสำคัญของการช่วยเพื่อนร่วมงาน

    [Mentor Profile] Senior Vice President, Global HR Consulting Me: คุณทำงานที่บริษัทมานานเท่าไหร่แล้วนะครับ Mentor: ก็ 22 ปีกว่าแล้วครับ Me: โห นานทีเดียว พอจะแบ่งปันเทคนิค หรือเคล็ดลับที่ทำให้คุณก้าวหน้ามาถึงจุดนี้ได้มั้ยครับ ถ้าสามารถระบุเป็นพฤติกรรมที่คุณทำ และคิดว่าเป็นปัจจัยในการเติบโตในการทำงานจะเยี่ยมเลย Mentor: คำถามน่าสนใจมากครับ ขอนึกแป๊บนึง ผมว่ามี 3 เรื่องหลัก ๆ ที่ผมทำและเชื่อว่าทำให้ผมประสบความสำเร็จ ถึงทุกวันนี้ Me: เรื่องอะไรบ้างครับ?

  • ยินดีที่ไม่รู้จัก: 3 เทคนิคสร้างสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า

    คุณเคยอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีคนที่เรารู้จัก แล้ว(ควร)ต้องทำความรู้จักกับคนแปลกหน้ามั้ย? อาจจะเป็นวันแรกของการทำงานในบริษัทใหม่ เริ่มงานแผนกใหม่ หรือบริษัทส่งไปอบรมข้างนอกแล้วนั่งข้างคนที่มาจากบริษัทอื่น ไปทานข้าวกับกลุ่มเพื่อนของแฟน หรือเป็นตัวแทนบริษัทไปงาน networking ทางธุรกิจเพื่อหาลูกค้าใหม่ สำหรับบางคน เรื่องแบบนี้อาจเป็นเรื่องธรรมชาติมาก ไม่เคยมีปัญหากับการทำความรู้จัก หรือสร้างสัมพันธ์กับคนใหม่ๆที่ไม่เคยรู้จักเห็นหน้ามาก่อน ซึ่งนับว่าโชคดีกว่าคนอื่นไม่ใช่น้อย แต่ถ้าคุณไม่ใช่คนประเภทนั้นล่ะ? คุณกลัว ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน จะคุยเรื่องอะไร ทำตัวอย่างไรดีกับคนที่เพิ่งเจอครั้งแรก  ในใจก็รู้ว่าการไม่คุย หรือทำความรู้จักกับคนใหม่อาจทำให้เสียโอกาสต่างๆในอนาคต อาจทำให้คนอื่นมองว่าเก็บตัว ไม่กล้าแสดงออก สุดท้ายก็ได้แต่นั่งเงียบๆอยู่คนเดียวอยู่มุมห้อง หยิบมือถือขึ้นมาเล่นแก้เขินไป พร้อมกับภาวนาให้ช่วงเวลานี้ผ่านไปเร็วที่สุด ถ้าคุณเป็นคนประเภทหลังที่ผมพูดถึง ไม่ต้องเสียใจ ผมมีหลัก 3 ข้อมาแนะนำในการสร้างสัมพันธ์กับคนแปลกหน้ามาฝาก ซึ่งทั้ง 3 ข้อนี้ผมทดลองใช้กับตัวเองแล้วได้ผลดีกว่าที่คิด และช่วยให้ผมไม่กลัวที่จะรู้จักและสร้างสัมพันธ์กับคนใหม่ๆ 1.) สนใจคนที่เราคุยด้วย

  • 4 ปัจจัยที่ทำให้การหมุนเวียนงาน (Job Rotation) ไม่สำเร็จ

    พี่มีตำแหน่งให้น้องไปทำในแผนกข้างๆ เริ่มเดือนหน้า พี่ว่าน้องน่าจะทำได้ น้องสนใจมั้ย? หลายคนคงเคยได้ยินประโยคที่หัวหน้าคุณเคยเรียกไปถามแบบนี้ ซึ่งจะว่าไปก็เป็นคำถามที่ tricky เล็กน้อยในการตอบ ถ้าตอบปฏิเสธเพราะไม่ใช่งานที่สนใจ หรือเห็นประโยชน์ที่จะต่อยอดในอนาคต ก็กลัวว่าหัวหน้าจะหมายหัว ไม่ให้โอกาสอีกในอนาคต ครั้นจะตอบตกลง ก็ไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นยังไงหลังจากนั้น เพราะจากประสบการณ์ของเพื่อนๆ ในองค์กรที่หมุนเวียนงานภายใน หรือ Job Rotation ไม่ได้ตอบโจทย์การพัฒนา หรือ career ตัวเองในอนาคตเท่าไหร่ เรื่องการมี Job rotation หรือให้หมุนเวียนงานภายในองค์กรไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นเรื่องที่ดี ที่เปิดโอกาสให้พนักงานได้เรียนรู้งานใหม่ๆ สำหรับต่อยอดความรู้ โอกาสการเติบโตของตัวเอง และองค์กรในอนาคต ถ้ามองหลักการพัฒนาแบบ 70:20:10 Job rotation จะอยู่ในส่วน 70 หรือการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ทำงานจริง ปัญหาของเรื่องนี้ที่เห็นในองค์กรส่วนใหญ่ ไม่ได้อยู่ที่หลักการ แต่อยู่ที่การนำไปใช้ ซึ่งทำให้ผลลัพธ์ออกมาในทางลบมากกว่าเจตนาของผู้บริหารหรือ HR จากประสบการณ์ ผมสรุปปัจจัยที่ทำ Job rotation แล้ว fail กับพนักงานและองค์กร ออกมาได้ 4 ปัจจัย คือ…

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2009

      และแล้วปี2009ก็กำลังจะ่ผ่านเราไปอย่างรวดเร็วเช่นเคย วันนี้อ่านข่าวที่ท่านประธานาธิบดี บารัค โอบามา ประเมินผลงานตัวเองในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมาก แล้วก็นึกครึ้มๆว่าจริงๆเราก็น่าจะมีการประเมินตัวเองบ้าง ผมแบ่งเป็นหมวดๆแล้วประเมินตัวเองได้ดังนี้ สุขภาพร่างกาย (A) ปีนี้ถือเป็นปีทองของการดูแลสุขภาพ ทั้งเรื่องอาหาร และการออกกำลังกาย น้ำหนักไม่แกว่งมากเหมือนปีที่ผ่านมา Hi-light ของปีนี้อยู่ที่การวิ่งแข่งระยะ 10.5 กม. มา 2 รายการ คือของที่กระทรวงการต่างประเทศจัด กับที่สวนหลวง ร.9 จัดเฉลิมพระเกียรติวันพ่อที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากวินัยในการออกกำลังกายได้สม่ำเสมออาทิตย์ละ 2-3 วัน ตลอดปีที่ผ่านมา Improvement Areas ปริมาณของหวาน (เค้ก, ไอศครีม, Chocolate) ปริมาณกาแฟ (ตอนนี้ดื่มวันละแก้ว) ชั่วโมงในการนอนในวันทำงาน (~5 ชั่วโมง + 1 ชั่วโมงบนรถทั้งไปและกลับจากที่ำทำงาน)

  • ออเจ้าว่ากระไร ข้าฟังไม่รู้ความ

      แม่การะเกด ออเจ้าว่ากระไร ข้าฟังไม่รู้ความ   ระหว่างที่ผมดูท่านขุนหมื่นงงกับคำพูดไม่คุ้นหูของแม่การะเกดในละครบุพเพสันนิวาส ผมก็นึกถึงภาพในการทำงานที่หลายครั้งการสื่อสารของคนในทีม ก็ทำให้ผมรู้สึกงง ไม่เข้าใจในสิ่งที่น้องๆ ในทีมพยายามสื่อ ไม่ต่างจากท่านขุนหมื่น ทั้งๆ ที่เข้าใจถึงความตั้งใจของน้องๆ แต่การสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพทำให้หงุดหงิด และเสียเวลาการทำงานทั้งสองฝ่าย ผมมาทบทวนจากประสบการณ์การสื่อสารกับหัวหน้าที่มีประสิทธิภาพ และไม่มีประสิทธิภาพ บวกกับความคาดหวังของตัวเองในฐานะหัวหน้า สรุปออกมาเป็น 4 เทคนิคที่จะช่วยให้คุณสื่อสารกับหัวหน้า (หรือคนที่ทำงานด้วย) ได้ดีขึ้น 1. อธิบาย context กับ background ของประเด็นที่จะพูด หลายคนพอมีโอกาสพูดกับหัวหน้า ก็รัวปัญหาใส่หัวหน้าประหนึ่งแร๊พ อโยธยา ซึ่งเราต้องอย่าลืมว่าหัวหน้าไม่ได้รับผิดชอบเรื่องของเราแค่คนเดียว และเขาไม่ได้อยู่หน้างาน ใช้เวลากับงานของเราเท่ากับตัวเรา เพราะฉะนั้นก่อนพูดถึงประเด็นที่ต้องการสื่อ ควรบอก context กับ background ของเรื่องนั้นซักนิด เพื่อให้หัวหน้าเข้าใจที่มาที่ไป สถานะปัจจุบันของเรื่องที่เราต้องการจะสื่อสาร ก่อนจะลงไปที่ตัวประเด็นที่อยากจะพูด แต่ในกรณีที่หัวหน้าแม่นรายละเอียดของงาน หรือได้พูดคุยกันบ่อยๆ เราก็สามารถที่จะเจาะไปที่สิ่งที่ต้องการจะสื่อสารได้เลย ไม่ต้องเกริ่นให้มากความ 2. ไม่พูดข้ามประเด็นไปมา

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *