ออเจ้าว่ากระไร ข้าฟังไม่รู้ความ

 

แม่การะเกด ออเจ้าว่ากระไร ข้าฟังไม่รู้ความ

 

ระหว่างที่ผมดูท่านขุนหมื่นงงกับคำพูดไม่คุ้นหูของแม่การะเกดในละครบุพเพสันนิวาส ผมก็นึกถึงภาพในการทำงานที่หลายครั้งการสื่อสารของคนในทีม ก็ทำให้ผมรู้สึกงง ไม่เข้าใจในสิ่งที่น้องๆ ในทีมพยายามสื่อ ไม่ต่างจากท่านขุนหมื่น

ทั้งๆ ที่เข้าใจถึงความตั้งใจของน้องๆ แต่การสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพทำให้หงุดหงิด และเสียเวลาการทำงานทั้งสองฝ่าย

ผมมาทบทวนจากประสบการณ์การสื่อสารกับหัวหน้าที่มีประสิทธิภาพ และไม่มีประสิทธิภาพ บวกกับความคาดหวังของตัวเองในฐานะหัวหน้า สรุปออกมาเป็น 4 เทคนิคที่จะช่วยให้คุณสื่อสารกับหัวหน้า (หรือคนที่ทำงานด้วย) ได้ดีขึ้น

1. อธิบาย context กับ background ของประเด็นที่จะพูด

หลายคนพอมีโอกาสพูดกับหัวหน้า ก็รัวปัญหาใส่หัวหน้าประหนึ่งแร๊พ อโยธยา ซึ่งเราต้องอย่าลืมว่าหัวหน้าไม่ได้รับผิดชอบเรื่องของเราแค่คนเดียว และเขาไม่ได้อยู่หน้างาน ใช้เวลากับงานของเราเท่ากับตัวเรา เพราะฉะนั้นก่อนพูดถึงประเด็นที่ต้องการสื่อ ควรบอก context กับ background ของเรื่องนั้นซักนิด เพื่อให้หัวหน้าเข้าใจที่มาที่ไป สถานะปัจจุบันของเรื่องที่เราต้องการจะสื่อสาร ก่อนจะลงไปที่ตัวประเด็นที่อยากจะพูด

แต่ในกรณีที่หัวหน้าแม่นรายละเอียดของงาน หรือได้พูดคุยกันบ่อยๆ เราก็สามารถที่จะเจาะไปที่สิ่งที่ต้องการจะสื่อสารได้เลย ไม่ต้องเกริ่นให้มากความ

2. ไม่พูดข้ามประเด็นไปมา

สิ่งหนึ่งที่ผมมักเจอเวลาที่ทีมนำเสนอคือการข้ามประเด็นไปมา เป็นลักษณะพูดเอง เออเอง คนฟังก็จะงง ว่าสรุปตอนนี้พูดถึงประเด็นไหนอยู่ ยิ่งถ้าต้องพูดนำเสนอกับทีมใหญ่ ลำดับการเรียบเรียงประเด็นจะยิ่งมีความสำคัญ และต้องทำให้คนฟังคิดตามเป็นลำดับให้ง่ายที่สุด

เรื่องการพูดข้ามประเด็นนี้ คนพูดมักไม่รู้ตัว จึงต้องอาศัย feedback จากหัวหน้าหรือคนรอบตัวเพื่อช่วยในการปรับปรุง

3. เล่าแบบมี hyperlink

ผมเคยมีปัญหากับการเล่าประเด็นที่มีรายละเอียด และซับซ้อนให้ผู้บริหารฟัง โดยความยากอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่างภาพใหญ่ กับรายละเอียดที่ต้องการนำเสนอ ผมอ่านเจอวิธีแก้ปัญหาเรื่องนี้จากหนังสือเล่มนึง เขาแนะนำให้เล่าจากภาพใหญ่ แต่มีประโยคที่เป็นเสมือน hyperlink ของ internet เพื่อให้หัวหน้าสามารถถาม เหมือนคลิก อ่านต่อ… เพื่อที่เราจะขยายความในรายละเอียดต่อ ถ้าสนใจ เช่น

ผม: วันนี้ผมจะอัพเดตเรื่องงาน เรื่องทีม และสิ่งที่อยากให้หัวหน้าช่วยครับ เริ่มจากเรื่องงานก่อน เดือนนี้มี 3 projects on-hand, Project A, B, C ทุก project ตอนนี้ on-track หัวหน้าอยากให้ update รายละเอียด project ไหน เพิ่มเติมมั้ยครับ

หัวหน้า: ไม่เป็นไร ไปเรื่องทีมเลย 

หรือหัวหน้าอาจถามเพิ่ม

หัวหน้า: ช่วย update project B ให้ผมหน่อย ผมกำลังจะประชุมกับ board เรื่องนี้พอดี

ผม: ได้ครับ project B ตอนนี้……

หลังจากอธิบายรายละเอียดเสร็จแล้ว เราก็ย้อนกลับมาที่ flow ใหญ่ เป็นการ zoom in, zoom out เพื่อรักษา flow หลักของเรื่องที่ต้องการจะสื่อ

4. สรุปสิ่งที่ต้องการให้หัวหน้าช่วย หรือทำต่อ

ในกรณีที่สิ่งที่คุยกับหัวหน้าไม่ใช่เรื่องแจ้งเพื่อทราบ เราควรช่วยสรุปที่ต้องการให้หัวหน้าช่วย หรือทำต่ออีกครั้งก่อนแยกย้ายกัน เพื่อให้แน่ใจว่าเราได้สื่อสิ่งที่ต้องการกับหัวหน้า และถ้าเรื่องนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ก็ควรส่งอีเมล เพื่อสรุปสิ่งที่ต้องการให้หัวหน้าช่วย หรือทำต่อ พร้อม deadline ที่ต้องการ (ถ้ามี) ด้วย เพื่อช่วยหัวหน้าจำอีกแรง

แม้ออเจ้าจะไม่ได้สื่อสารกับขุนหมื่นเป็นคำอโยธยา แต่ข้ามั่นใจว่า 4 เทคนิคนี้จะช่วยให้ออเจ้าคุยกับหัวหน้า หรือขุนหมื่นได้รู้ความมากขึ้นแน่นอน


ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามโดนๆ มาช่วยกระตุ้นพลังการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • |

    เทคนิคในการตั้งเป้าหมายต่างๆให้สำเร็จได้ง่ายขึ้น

    ปกติเมื่อเราตั้งเป้าหมายแล้ว หลายๆครั้งเมื่อทำไม่ได้แล้วก็บั่นทอนกำลังใจ ทำให้ไม่ได้สามารถทำได้อย่างที่ตั้ง ผมไปอ่านเจอเทคนิคการตั้งเป้าหมายของ Jack Canfield ผู้แต่งหนังสือ Chicken Soup for the Soul โดย Jack เรียกวิธีการนี้ว่า MTO เป็นตัวย่อมาจาก Minimum, Target, และ Outrageous ยกตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการมีสุขภาพดีด้วยการออกกำลังกาย เป้าหมายการออกกำลังกายขั้นต่ำที่สุด (Minimum)ควรเป็นเท่าไหร่ ตั้งแบบที่คิดว่าใครๆก็ทำได้ ไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรพิเศษ สมมติว่า 5 นาที แล้วเป้าหมายที่ควรจะเป็น (Target) ซึ่งเป็นเป้าหมายที่คนทั่วไปตั้งเพื่อให้มีสุขภาพดี ซึ่งเราก็คงเคยได้ยินในทีวีบ่อยๆว่า ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 20 นาทีต่อครั้ง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ แล้วเป้าหมายอะไรที่ถ้าเราทำได้แล้ว จะดีสุดๆ (Outrageous) เช่น ถ้าออกกำลังได้ทุกวัน วันละ 1 ชั่วโมง ร่างกายต้องฟิตสุดๆแน่นอน ถามว่าเมื่อได้เป้าหมายทั้ง 3 แล้ว ทำยังไงต่อ… คำตอบก็คือ ทำให้ได้อย่างน้อยตามเป้าหมายที่น้อยที่สุดที่ตั้งเอาไว้ เป้าหมายแรกสำคัญที่สุด…

  • Check-in: 3 คำถามก่อนเริ่ม workshop

    ถ้าลองสังเกตดู ปกติเวลาเราไปเข้าอบรม หรือ workshop วิทยากรมักจะเปิดด้วยวัตถุประสงค์ กำหนดการ หรือหัวข้อที่จะสอน แล้วก็ลุยสอนเลยใช่มั้ยครับ? จะว่าไปดูมีเหตุผล เป็นลำดับเหมือนที่ควรจะเป็นดีใช่มั้ยครับ? แต่เพราะว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอารมณ์ และความรู้สึก การจะให้เรียนรู้ หรือทำกิจกรรมเรื่องใหม่ๆ ทั้งวัน โดยไม่คำนึงถึงอารมณ์ ความรู้สึกของคนในห้องก่อนเริ่มจะทำให้ประสิทธิภาพการเรียนรู้ลดลง ผมเพิ่งไป traning ของบริษัทมา แล้วเทคนิคที่คนสอนใช้ก่อนเริ่มการสอนแต่ละวันด้วยคำถามสั้นๆ 3 ข้อ ให้ทุกคนตอบนั้นมีประสิทธิภาพ และช่วยเพิ่มการเรียนรู้ได้มาก จึงเก็บเอามาแบ่งปันกันครับ วิธีก็ง่ายๆ ก่อนเริ่ม training หรือ workshop ให้ทุกคนตอบคำถาม 3 ข้อนี้สั้นๆ ไม่เกิน 1 นาที ให้ทุกคนในห้องฟัง ซึ่ง 3 คำถามนั้นคือ How do you feel?

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2011

    ปีนี้เป็นปีที่ 3 ที่ได้ทบทวนเรื่องราวต่างๆของตัวเองในปีที่ผ่านมา  ก่อนที่จะประเมินตัวเองในปีนี้ ผมเริ่มจากการกลับไปอ่านสิ่งที่ผมประเมินตัวเองในปีที่ผ่านมา ( 2010, 2009) และผมแบ่งเป็นหมวดๆเหมือนปีที่ผ่านมาเพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบ สุขภาพร่างกาย (B+) Flat vs. Year Ago (YA) ปีนี้สุขภาพอยู่ในสภาพที่ดี มีบางอย่างที่พัฒนาขึ้นจากปีที่แล้ว ทั้งเรื่องการลดกาแฟ จากที่ดื่มทุกวัน เป็นไม่ดื่ม และกลับมาดื่มเท่าที่จำเป็นจริงๆ ฟันไม่ผุจากการตรวจทั้ง 2 ครั้งในรอบปีที่ผ่านมา ผลการตรวจสุขภาพประจำปี ก็อยู่ในเกณฑ์ปกติทุกตัว และการเข้าฟิตเนส เพื่อออกกำลังกายในส่วนกล้ามเนื้อต่างๆ ขณะที่มีบางอย่างที่เริ่มต้องปรับปรุงเช่น การนอนที่สวิงระหว่างวันธรรมดา กับวันหยุดมาก และน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นและสร้างฐานใหม่อย่างเข้มแข็ง… – -“ Improvement Areas ปีนี้ขอเน้นแค่ 2 เรื่อง

  • 3 คำถามสำหรับถามตัวเองทุกวัน

    ผมเชื่อว่าคุณภาพชีวิตขึ้นอยู่กับคุณภาพของคำถามที่เราถามตัวเอง ผมอ่านเจอชุดคำถามที่ไว้ถามตัวเองเพื่อสะท้อน และฉุกความคิดของเราอยู่หลายชุด แต่ชุดคำถามนี้ผมฟังมาจากบทสัมภาษณ์ของคนที่ประสบความสำเร็จคนนึง ซึ่งเขาใช้ถามตัวเองทุกวัน ผมเห็นว่าสั้น จำง่าย และดูน่าสนใจ เลยลองใช้ถามตัวเองบ้างแล้วติดใจ เลยเอามาแบ่งปันกันครับ วิธีใช้ แต่ละคำถาม ใช้ถามตัวเองในเวลาต่าง ๆ ทุกวัน เหมือนทานยา 3 เวลาหลังอาหารเพราะแต่ละคำถามมีวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน   คำถามแรก Why me?

  • [Mentor แบบชัชๆ] เคล็ดลับในการได้ job offer โดยไม่ต้องใช้ resume

    [Mentor Profile] Global HR Director, อายุ 40 ต้น ๆ ประสบการณ์ทำงานใน  5 บริษัทใน 4 ประเทศ   Mentor: คุณรู้รึเปล่าว่าช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผมได้ offer งานดี ๆ และเปลี่ยนงานทั้งในบริษัท และย้ายไปบริษัทอื่นโดยไม่ได้ใช้ resume เลย Me: โห คุณทำได้ยังไงครับ? Mentor: เคล็ดลับอยู่ที่ผลงานของคุณ ทุกอย่างที่คุณส่งออกไป ไม่ว่าจะเป็นอีเมล หรือไฟล์ต่าง ๆ เช่น PowerPoint presentation หรือไฟล์ Excel ที่เป็นผลงานที่มีชื่อคุณ คุณต้องทำให้ดีที่สุดเสมือนเป็นตัวแทนคุณ Me: ทำไมเหรอครับ? Mentor: คุณไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอีเมล หรือไฟล์งานที่คุณส่งออกไปนั้น จะถูก forward ไปหาใครต่อ หรือ ใครจะได้อ่าน คุณรู้มั้ยว่าผมรู้เลยว่า Excel ไฟล์ไหนที่ทำให้ผมได้งานในอีกประเทศ ผมถึงตั้งใจ 120% ทุกครั้งก่อนส่งไฟล์ออกไปในชื่อของเรา ถ้าสิ่งที่เราทำดีมากพอ…

  • สวัสดีวันปีใหม่ไทย 2553

    หวังว่าคงไม่สายที่จะสวัสดีปีใหม่ไทยกับทุกๆคนที่ติดตามบล็อคนี้อยู่นะครับ ปีนี้ใครที่อยู่กรุงเทพคงรู้สึกร้อนรุ่มทั้งอากาศที่ร้อนจัดและอุณหภูมิทางการเมืองที่ร้อนแรงไม่แพ้กัน เลยเจตนาเลือกรูปนี้เพื่อหวังว่าจะช่วยลดความร้อน(ในใจ)ได้บ้าง (ฮา) แฟนประจำบางคนอาจสงสัยว่าผมหายไปไหน เพราะเว้นช่วงไปนานกว่าปกติ (1เดือนพอดี) ก็ไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ แค่ช่วงนี้งานเข้าบ้าง ขี้เกียจบ้าง อะไรบ้าง – -“ ในช่วงหยุดยาวๆแบบนี้ เป็นโอกาสดีที่จะได้มีเวลาคิด อยู่กับตัวเอง ได้ใช้เวลากับคนที่เรารัก ตั้งหลัก และวางแผนเรื่องต่างๆ ที่ตอนทำงานไม่ได้ทำ   ถ้าจะมีสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นเหมือนของขวัญของตัวเองในช่วงสงกรานต์นี้ก็คงเป็น feedback จากแฟน เป็นดั่งกระจกเงาส่องให้เห็นข้อผิดพลาด บกพร่องของตัวเอง ที่ตัวเอง(ตาถั่ว)มองไม่เห็น ผมเชื่อว่าถ้าเรามีคนหวังดี กล้าที่จะบอกข้อเสียของเราให้ปรับปรุง ก็ถือว่าเป็นพรที่ดีมากข้อหนึ่งเลย สัญญาว่าจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นนะ ยังไงก็ต้องขอขอบคุณคุณแฟนมา ณ ที่นี้ด้วย…   หวังว่าคุณคงจะได้อะไรดีๆในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ไม่ว่าจะเป็นร่างกายและสมองที่สดชื่น, ความคิดดีๆ, การเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆไปก่อนจะกลับไปเริ่มทำงานต่ออาทิตย์หน้านะครับ ^__^

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *