4 ปัจจัยที่ทำให้การหมุนเวียนงาน (Job Rotation) ไม่สำเร็จ

พี่มีตำแหน่งให้น้องไปทำในแผนกข้างๆ เริ่มเดือนหน้า พี่ว่าน้องน่าจะทำได้ น้องสนใจมั้ย?

หลายคนคงเคยได้ยินประโยคที่หัวหน้าคุณเคยเรียกไปถามแบบนี้ ซึ่งจะว่าไปก็เป็นคำถามที่ tricky เล็กน้อยในการตอบ

ถ้าตอบปฏิเสธเพราะไม่ใช่งานที่สนใจ หรือเห็นประโยชน์ที่จะต่อยอดในอนาคต ก็กลัวว่าหัวหน้าจะหมายหัว ไม่ให้โอกาสอีกในอนาคต

ครั้นจะตอบตกลง ก็ไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นยังไงหลังจากนั้น เพราะจากประสบการณ์ของเพื่อนๆ ในองค์กรที่หมุนเวียนงานภายใน หรือ Job Rotation ไม่ได้ตอบโจทย์การพัฒนา หรือ career ตัวเองในอนาคตเท่าไหร่

เรื่องการมี Job rotation หรือให้หมุนเวียนงานภายในองค์กรไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นเรื่องที่ดี ที่เปิดโอกาสให้พนักงานได้เรียนรู้งานใหม่ๆ สำหรับต่อยอดความรู้ โอกาสการเติบโตของตัวเอง และองค์กรในอนาคต

ถ้ามองหลักการพัฒนาแบบ 70:20:10 Job rotation จะอยู่ในส่วน 70 หรือการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ทำงานจริง

ปัญหาของเรื่องนี้ที่เห็นในองค์กรส่วนใหญ่ ไม่ได้อยู่ที่หลักการ แต่อยู่ที่การนำไปใช้ ซึ่งทำให้ผลลัพธ์ออกมาในทางลบมากกว่าเจตนาของผู้บริหารหรือ HR

จากประสบการณ์ ผมสรุปปัจจัยที่ทำ Job rotation แล้ว fail กับพนักงานและองค์กร ออกมาได้ 4 ปัจจัย คือ

1. งานที่ย้ายไปไม่ตรงกับความสนใจของพนักงาน (career interest)

ถ้าหัวหน้า หรือบริษัทเริ่มต้นโดยไม่ได้สนใจความต้องการของพนักงาน ก็ยากที่ให้การย้ายงานนั้น win-win ทั้งสองฝ่าย แน่นอนว่างานที่ย้ายอาจไม่ได้ตรงกับที่ความสนใจของพนักงาน 100% แต่หัวหน้าควรจะอธิบายได้ว่าทำไมถึงแนะนำให้ย้ายไปในงานใหม่ แล้วตัวพนักงานจะได้ทักษะ หรือประสบการณ์อะไรที่จะเป็นประโยชน์กับ career ในระยะยาวบ้าง

ที่น่าแปลกคือ บางองค์กรมีการถามพนักงานถึงตำแหน่ง หรือลักษณะงานที่ตัวเองสนใจ แต่กลับไม่ได้ใช้ข้อมูลที่มีในการพิจารณาย้ายงานเลย

2. หัวหน้าไม่บอกก่อน

การหมุนเวียนงาน แม้จะเป็นการย้ายภายใน แต่ในมุมของพนักงานหลายคนมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้การย้ายบริษัท เพราะทั้งงานใหม่ เพื่อนใหม่ หัวหน้าใหม่ เป็นการออกนอก comfort zone ของตัวเอง และต้องเรียนรู้ใหม่เยอะทั้งคน และงาน การบอกเจ้าตัวให้รู้ก่อน เพื่อเตรียมตัว และเตรียมใจ จึงเป็นสิ่งที่จะช่วยให้พนักงานมีเวลาเตรียมความพร้อมของตัวเองในด้านต่างๆ

แต่ในทางปฏิบัติ ผมไม่เพียงเห็นหลายองค์กรที่บอกพนักงานกระชั้นก่อนที่จะย้ายมาก (เพียง 1-2 สัปดาห์ก่อนย้าย) สิ่งที่จะทำให้พนักงานรู้สึกแย่ที่สุดคือเห็นในประกาศพร้อมคนอื่น หรือดีไม่ดีเห็นหลังคนอื่น โดยเจ้าตัวไม่ได้รับการสื่อสารจากหัวหน้า หรือบริษัทก่อนล่วงหน้า

3. ไม่มีการเตรียมพร้อมด้านทักษะ และความรู้สำหรับตำแหน่งงานใหม่

ปัจจัยต่อมาที่จะทำให้ job rotation ล้มเหลว คือการที่ไม่มีการเตรียมทักษะ หรือความพร้อมที่จำเป็นสำหรับงานใหม่ก่อนที่จะย้าย พนักงานได้แต่เตรียมใจ ไว้ไปตายเอาดาบหน้า ซึ่งต้องใช้เวลาในการเรียนรู้เพิ่มขึ้น แถมยังเพิ่มโอกาส fail ในตำแหน่งใหม่อีกด้วย

4. ไม่มีระบบ support หลังจากย้าย

ส่วนสุดท้าย หลังจากที่พนักงานย้ายมาในงานใหม่ บริษัทไม่มีระบบที่จะช่วยให้เขาเรียนรู้งาน หรือมีการสอนงานอย่างเป็นระบบ ปล่อยให้เป็น on the job training (OJT) ล้วนๆ ซึ่งพนักงานที่หวังจะมาตายเอาดาบหน้า ก็ได้ตายสมใจไปไม่น้อย ผมเคยถามคนที่ย้ายงานมาใหม่ว่าทำไมถ้าไม่รู้ถึงไม่ค่อยกล้าถาม ก็ได้คำตอบว่า

หัวหน้าที่ย้ายผมมาก็คาดหวังว่าผมต้องทำได้ ถ้าถามหัวหน้าใหม่มากๆ ก็กลัวหัวหน้าจะมองว่าไม่เก่ง เดี๋ยว impact กับการประเมินผลงาน แป๊กอีก ทำให้ก็งมๆ ลองผิดลองถูกต่อไป

 

จะเห็นว่าการหมุนเวียนงานภายใน หรือ Job rotation แม้จะเป็นระบบที่ดี ที่จะช่วยเตรียมความพร้อมในการพัฒนา และเลื่อนขั้นในอนาคต แต่วิธีการ implement ไม่ดีจะเปลี่ยนให้ระบบที่ช่วยให้ Win-Win ทั้งพนักงาน และองค์กร กลายเป็น Lose-Lose คือ พนักงานเก่งที่ถูกย้าย แต่ไม่สามารถ perform เพราะไม่ได้รับการเตรียมตัวที่ดี เลยไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีความรู้ด้านนั้นเลย ถอดใจลาออก และองค์กรก็เสียทั้งบุคคลากรที่เก่ง เสียทรัพยากรด้านต่างๆ และเสียประสิทธิภาพในการทำงานไปโดยไม่จำเป็น


ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามโดนๆ มาช่วยกระตุ้นพลังการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • Roundtable Lunch: Solving the Talent Crisis (part 2/2)

    หลังจากที่ Mr. Mark Allin แบ่งปัน Insights from the Global Workforce ในช่วงแรก ก็เป็นช่วงของ Panel โดยตัวแทนจากภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคธุรกิจ ประกอบด้วย Panellist Mr. Ng Cher Pong, Chief Executive, Singapore Workforce Development Agency (WDA) Mr. Mark Allin, President and CEO, Wiley Ms. Tricia Duran, HR Director, Unilever Asia Dr. Winter Nie, Professor of Operations and Service management, IMD Ms. Wong Su-Yen, CEO,…

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2020

    ปี 2020 นี้เรามี COVID-19 เป็นวิกฤตหลักที่ส่งผลกับคนทั้งโลกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ถ้ามองกลับไปมองว่า theme ของปีนี้สำหรับตัวผมที่เห็นว่าโดดเด่นมากที่สุด คงเป็นเรื่อง Rethink ทั้งด้านการทำงาน การใช้ชีวิตประจำวัน และอนาคตที่ยากที่จะคาดเดา Rethink เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า Rethink ข้อจำกัดต่างๆ ที่เราเคยคิดว่าทำไม่ได้ หรือเป็นไปไม่ได้ Rethink เพื่อมองหาโอกาสในอนาคตเพื่ออยู่รอดและเติบโต รูปที่ผมเลือกมาเป็นตัวแทนของปี 2020 เป็นตัวแทนการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปที่เห็นชัดที่สุด คือการใส่หน้ากากเพื่อป้องกันการแพร่ของ COVID-19 และฝุ่น PM2.5 ในเวลาเดียวกัน เพื่อไปประชุมกับลูกค้า ถือว่าเป็นปีที่ทั้งสุขอนามัยส่วนบุคคล และการเว้นระยะทางสังคมกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราตลอดปี สำหรับการประเมินชีวิตตัวเองในด้านต่างๆ เทียบกับปีที่ผ่านมา สรุปได้ดังนี้ สุขภาพร่างกาย (B) 1 pt down vs Year Ago (YA) ปีนี้น้ำหนักตัวที่ลดไปปีที่แล้วค่อยๆ กลับมาในช่วง Work From Home มาถึงปลายปีน้ำหนักยังสูงกว่าปลายปีที่แล้วอยู่กิโลนิดๆ แม้จะชดเชยด้วยการกระโดดเชือกก็ยังรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงลดลงเทียบกับปีที่ผ่านมา ช่วงสิ้นปีเริ่มกลับมาวิ่งก็รู้สึกเหนื่อยเร็ว และหัวใจเต้น Zone 3…

  • ยินดีที่ไม่รู้จัก: 3 เทคนิคสร้างสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า

    คุณเคยอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีคนที่เรารู้จัก แล้ว(ควร)ต้องทำความรู้จักกับคนแปลกหน้ามั้ย? อาจจะเป็นวันแรกของการทำงานในบริษัทใหม่ เริ่มงานแผนกใหม่ หรือบริษัทส่งไปอบรมข้างนอกแล้วนั่งข้างคนที่มาจากบริษัทอื่น ไปทานข้าวกับกลุ่มเพื่อนของแฟน หรือเป็นตัวแทนบริษัทไปงาน networking ทางธุรกิจเพื่อหาลูกค้าใหม่ สำหรับบางคน เรื่องแบบนี้อาจเป็นเรื่องธรรมชาติมาก ไม่เคยมีปัญหากับการทำความรู้จัก หรือสร้างสัมพันธ์กับคนใหม่ๆที่ไม่เคยรู้จักเห็นหน้ามาก่อน ซึ่งนับว่าโชคดีกว่าคนอื่นไม่ใช่น้อย แต่ถ้าคุณไม่ใช่คนประเภทนั้นล่ะ? คุณกลัว ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน จะคุยเรื่องอะไร ทำตัวอย่างไรดีกับคนที่เพิ่งเจอครั้งแรก  ในใจก็รู้ว่าการไม่คุย หรือทำความรู้จักกับคนใหม่อาจทำให้เสียโอกาสต่างๆในอนาคต อาจทำให้คนอื่นมองว่าเก็บตัว ไม่กล้าแสดงออก สุดท้ายก็ได้แต่นั่งเงียบๆอยู่คนเดียวอยู่มุมห้อง หยิบมือถือขึ้นมาเล่นแก้เขินไป พร้อมกับภาวนาให้ช่วงเวลานี้ผ่านไปเร็วที่สุด ถ้าคุณเป็นคนประเภทหลังที่ผมพูดถึง ไม่ต้องเสียใจ ผมมีหลัก 3 ข้อมาแนะนำในการสร้างสัมพันธ์กับคนแปลกหน้ามาฝาก ซึ่งทั้ง 3 ข้อนี้ผมทดลองใช้กับตัวเองแล้วได้ผลดีกว่าที่คิด และช่วยให้ผมไม่กลัวที่จะรู้จักและสร้างสัมพันธ์กับคนใหม่ๆ 1.) สนใจคนที่เราคุยด้วย

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2010

    ปี2010ผ่านไปสองสัปดาห์เพิ่งได้มีโอกาสนั่งทบทวนผลงานตัวเองหลังจากที่ได้เริ่มประเมินตัวเองในด้านต่างๆครั้งแรกปีที่แล้ว ผมแบ่งเป็นหมวดๆเหมือนปีที่ผ่านมาเพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบ สุขภาพร่างกาย (B+) 2 points down vs. Year Ago (YA) ปีนี้เป็นปีแรกที่ตัวเองป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล (4วัน) จากไข้หวัดที่เชื้อแรง น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจากต้นปีเฉลี่ย 1.5 กิโลกรัม เริ่มรู้สึกว่าลดน้ำหนักที่เพิ่มจากงานเลี้ยงหรือกลับจากไปเที่ยวได้ยากขึ้น (เริ่มแก่แล้วสินะ – -“) การวิ่งออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอเท่าปี2009 แต่ยังฟิตร่างกายพอที่จะวิ่งมินิมาราธอน(10 ก.ม.)ที่สวนหลวง ร.9 จัดเฉลิมพระเกียรติวันพ่อได้จนถึงเส้นชัย การนอนไม่เพียงพอเป็นปัญหามากขึ้น วันทำงานนอนเฉลี่ยที่ 5 ชั่วโมง

  • 5 บทเรียนจากการสื่อสารลดพนักงานของ Airbnb

    การสื่อสารข่าวร้ายไม่เคยเป็นเรื่องง่าย แต่เป็นเรื่องจำเป็น และสำคัญสำหรับองค์กร และผู้บริหาร ในฐานะผู้นำองค์กร เช้าวันนี้ผมเห็นบันทึกข้อความของ Brian Chesky, Airbnb Co-Founder and CEO ที่เขียนถึงพนักงานทั่วโลก ซึ่งสื่อสารเรื่องการลดพนักงานเกือบ 1,900 คน หรือประมาณ 25% ของพนักงานทั้งหมด เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ สำหรับ startup ดาวรุ่งที่กำลังเตรียม IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์เร็วๆ นี้ถ้าไม่เจอวิกฤต COVID-19 เสียก่อน เมื่อผมอ่าน A Message from Co-Founder and CEO Brian Chesky จบผมรู้สึกประทับใจกับวิธีการสื่อสารของ Brian มากจนต้องขอถอดบทเรียนออกมา 5 ข้อ ดังนี้ 1.การสื่อสารออกจากผู้บริหารสูงสุด การสื่อสารเรื่องสำคัญๆ กับพนักงานเป็นหน้าที่ของ CEO หรือผู้บริหารสูงสุด ไม่ใช่ HR หรือฝ่ายสื่อสารองค์กร เพราะพนักงานจากฟังจากผู้นำของเขา เพราะฉะนั้นอย่าหลบอยู่หลังชื่อองค์กร หรือคณะผู้บริหาร นี่เป็นเวลาและโอกาสที่คุณจะได้แสดงความเป็นผู้นำขององค์กร…

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2013

      ลุยกันเลยกับการประเมินผลตัวเองปีนี้ ซึ่งก็เข้าปีที่ 5 ที่ได้หาเวลามาทบทวนดูชีวิตที่ผ่านมาในปีว่ามีเรื่องอะไรน่าสนใจ หรือต้องปรับปรุงบ้าง (การประเมินตัวเองในปี 2012, 2011, 2010, 2009) เช่นเดิม ผมแบ่งเป็นหมวดๆเช่นทุกปีที่ผ่านมาเพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบ   สุขภาพร่างกาย (B+) 1pt down vs. Year Ago (YA) ปีนี้สุขภาพแข็งแรงดี ไม่มีป่วยหนัก แต่การออกกำลังกายไม่ได้ตามเป้าเหมือนปีที่แล้ว ลงวิ่งมินิมาราธอนไป 3 รายการ จากที่ตั้งใจจะลงวิ่ง full marathon แต่เวลาและความฟิตไม่เอื้ออำนวยจริงๆ ช่วง Q4 ได้อุปกรณ์มานับก้าวที่เดิน ช่วยให้เดินขึ้นลงบันไดบ่อยขึ้นกว่าก่อน เพราะอยากเดินให้ได้วันละ 10,000 ก้าว ถ้าไม่พยายาม วันทำงานปกติจะเดินแค่ 3-4,000 ก้าวเท่านั้น น้ำหนักตัวไม่ขึ้น แต่ก็ยอมลง ^^” Improvement Areas ออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 วัน ลดน้ำหนักตัวลงให้เหลือ 65 กิโลกรัม (ขอเป้าเดิมกับปีที่แล้ว)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *