Check-in: 3 คำถามก่อนเริ่ม workshop

ถ้าลองสังเกตดู ปกติเวลาเราไปเข้าอบรม หรือ workshop วิทยากรมักจะเปิดด้วยวัตถุประสงค์ กำหนดการ หรือหัวข้อที่จะสอน แล้วก็ลุยสอนเลยใช่มั้ยครับ?

จะว่าไปดูมีเหตุผล เป็นลำดับเหมือนที่ควรจะเป็นดีใช่มั้ยครับ?

แต่เพราะว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอารมณ์ และความรู้สึก การจะให้เรียนรู้ หรือทำกิจกรรมเรื่องใหม่ๆ ทั้งวัน โดยไม่คำนึงถึงอารมณ์ ความรู้สึกของคนในห้องก่อนเริ่มจะทำให้ประสิทธิภาพการเรียนรู้ลดลง

ผมเพิ่งไป traning ของบริษัทมา แล้วเทคนิคที่คนสอนใช้ก่อนเริ่มการสอนแต่ละวันด้วยคำถามสั้นๆ 3 ข้อ ให้ทุกคนตอบนั้นมีประสิทธิภาพ และช่วยเพิ่มการเรียนรู้ได้มาก จึงเก็บเอามาแบ่งปันกันครับ

วิธีก็ง่ายๆ

ก่อนเริ่ม training หรือ workshop ให้ทุกคนตอบคำถาม 3 ข้อนี้สั้นๆ ไม่เกิน 1 นาที ให้ทุกคนในห้องฟัง ซึ่ง 3 คำถามนั้นคือ

How do you feel?

ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไร?

บางคนอาจจะง่วงนอน สดชื่น กังวล เหนื่อย ป่วย ไม่สบาย หรืออะไรก็ว่าไป

What is distracting you?

อะไรที่คุณกังวล และอาจจะรบกวนสมาธิการเรียนของคุณในวันนี้?

อาจจะเป็นงานที่ลูกค้าตามอยู่ อาการเจ็บคอน้ำมูกไหลจากเมื่อคืน หรือลูกที่ป่วยอยู่ที่บ้าน

What do you want to achieve today?

คุณอยากได้อะไรจากการเรียนในวันนี้?

นั่นสิ ฉันอยากจะได้อะไรจากใช้เวลาในการเรียนนี้?!?

 

การที่เรารู้ว่าอารมณ์ของคนในห้องวันนี้เป็นอย่างไร อะไรที่จะเป็นสิ่งอาจจะรบกวนทำให้ไม่มีสมาธิในการเรียนได้เต็มที่ และรู้ว่าคนเรียนต้องการอะไรจากการเรียน จะช่วยให้ทั้งคนสอน และเพื่อนในห้องปรับการสอน และปรับตัวจากความเข้าใจเพื่อนๆ ในห้องได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การเรียนมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นในที่สุด


ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามโดนๆ มาช่วยกระตุ้นพลังการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • |

    วิธีง่ายๆที่จะอาา… ช่วยคุณอืมม… หยุดเออ… คำเหล่านี้

    เคยมั้ยฟังเพื่อนขึ้นไปพูดหน้าชั้นหรือบนเวทีแล้ว คำพูดเขาเต็มไปด้วย อ่า.. อืมม.. เออ.. ก็.. แบบว่า.. ซึ่งฝรั่งเรียกคำเหล่านี้ว่าเป็น filler words (ไม่แน่ใจว่าภาษาไทยบัญญัติคำนี้ว่าอะไร) หลายคนขำแล้วคิดว่าตัวเองพูด แล้วไม่มีคำเหล่านี้ เหมือนคนที่เราดูเค้าพูด แต่ถ้าลองให้อัดเสียง หรือถ่ายวีดีโอมา เจ้าตัวก็อึ้ง ไม่คิดว่าตัวเองจะมีอ่าา เออ ออกมาไม่น้อยไปกว่าเพื่อนเลย ในฐานะที่เป็นคนสอนหลักสูตร Train the Trainer กับ Effective Presentation ผมได้บอกเสมอว่า สิ่งหนึ่งที่จะบอกได้ถึงความเป็นมืออาชีพของคนพูด คือ ดูว่าคนพูดมีคำเหล่านี้ (อ่าา, อืมม, เออ)หลุดมาระหว่างพูดมากน้อยแค่ไหน คำที่หลุดมาโดยไม่ตั้งใจเหล่านี้ จะบ่งบอกถึงความไม่มั่นใจ และลดความน่าเชื่อถือของผู้พูด โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะจากประสบการณ์ คนพูดมากกว่า 80% จะมีคำเหล่านี้อยู่มากบ้าง น้อยบ้าง คุณไม่ใช่คนผิดปกติแต่อย่างใด (ไม่เชื่อลองสังเกตคนรอบๆตัวเองดูได้) ข่าวดี คือ เราสามารถฝึก และพัฒนาได้! และข้อดีของการพูดโดยไม่มีคำที่ไม่สื่อความหมาย คือ จะทำให้คำพูดของเรามีพลัง และชัดเจน กับผู้ฟังมากขึ้น…

  • รับมือคำถามเวลานำเสนออย่างมืออาชีพด้วยหลัก 3R

    เคยมั้ยครับ เตรียม present มาเสียดิบดี มาตกม้าตายตอนโดนคำถามหลัง present เสร็จ ไม่ว่าคุณจะนำเสนอในเวทีเล็กมีคนฟังไม่กี่คน หรือเวทีใหญ่มีคนฟังเป็นร้อย เป็นพัน การรับมือกับคำถามได้ดีจะช่วยให้การนำเสนอครั้งนั้นประสบความสำเร็จได้ยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการเตรียมทำการบ้าน ด้วยการเดาคำถามที่จะคนฟังอาจถาม แล้วหาคำตอบไว้ก่อน ผมมีเทคนิคซึ่งผมใช้ และได้ผลดีมาแนะนำ เทคนิคนี้จำง่ายๆ ด้วยคำที่ขึ้นต้นด้วยตัว R 3 ตัว ซึ่งได้แก่ Repeat Response Review ผมจะอธิบายว่าแต่ละตัวใช้อย่างไร เริ่มจากตัวแรก Repeat

  • | | |

    ข้อคิดที่ช่วยให้ตัวเองกินสิ่งที่ควรกินเพื่อสุขภาพ

    คิดว่าเกือบทุกคนคงรู้ว่าควรกินอะไร ไม่ควรกินอะไรถึงจะดีต่อสุขภาพ ของหวานๆ มันๆ ทอดๆ ให้เลี่ยง เช่นเดียวกับผัก ผลไม้ ก็ควรกินเยอะๆหน่อย จากการสังเกตส่วนตัวพบว่า ความอร่อยของอาหาร กับ ไขมันหรือสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย นั้นจะแปรผันตรงกันเสมอ ขนมหวานต่างๆ เช่น เค้ก ไอศครีม ยิ่งอ้วนยิ่งอร่อย เ๊อ๊ะ แล้วจะทำยังไงดี ส่วนตัวก็มีปัญหาเรื่องนี้อยู่ เพราะทั้งชอบของอร่อย (ใครล่ะไม่ชอบ) และชอบกินของหวาน (เค้ก ไอศครีม ช็อคโกแลต ที่ไหนอร่อยตามไปกินมาหมด) เลยทำให้น้ำหนักตัวจะขึ้นๆลงๆ เป็นพักๆ มานั่งคิดดูว่าจริงๆแล้วมันอยู่ที่วิธีคิด สิ่งที่ตัวเองเชื่อ มากกว่าความรู้ด้านโภชนาการ แต่การที่จะทำให้ตัวเองเชื่อว่าควรกินอะไรนี่สิ ยากกว่า

  • |

    5 secrets to high performance by Michael Gelb

    ผมเชื่อเสมอว่าเราสามารถเรียนรู้ทุกอย่างรอบตัวเราได้เสมอ ถ้าเรารู้จักมอง วันนี้มีตัวอย่างคนที่เรียนรู้บทเรียนจากการฝึกโยนบอล3ลูก มาปรับใช้กับการเรียนรู้เรื่องต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณ Michael Gelb สรุปเป็นเคล็ดลับ5ข้อของการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้ Model of excellence สร้างภาพของสิ่งที่เราต้องการจะให้เกิดขึ้น แล้วเทียบกับสิ่งที่เราเป็นหรือทำอยู่ให้เรื่องนั้นๆ อย่างถ้าเล่นกอล์ฟก็อาจจะนึกว่าเรากำลังตีวงสวิงสวยๆ เสมือนว่าเราตีได้อย่างนั้นจริงๆ แล้วเทียบกับวงสวิงปัจจุบันว่าต่างกันตรงไหนแล้วปรับ ยิ่งเห็นภาพนั้นชัดเท่าไหร่สมองก็จะช่วยเราให้ปรับความต่างระหว่างสิ่งที่เป็นอยู่กับสิ่งที่อยากเป็นได้เร็วเท่านั้น Transform your attitude toward mistake ความผิดพลาดไม่ใช่ความล้มเหลว แต่เป็นส่วนที่จำเป็นของกระบวนการเรียนรู้ แต่ประเด็นคือ เราจะเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นให้เร็วที่สุดได้อย่างไร Embrace power of play พยายามทำให้การเรียนรู้นั้นสนุก และน่าสนใจ เครียดเกินไปจะทำให้เราเรียนรู้ได้ช้าลง Embrace relaxed concentration อย่าเกร็งหรือพยายามกับการเรียนรู้มากเกินไป ตัวอย่างที่ผมนึกออกคือการฝึกนั่งสมาธิ ถ้าตั้งใจมากว่าจิตต้องสงบ สุดท้ายก็จะยิ่งฟุ้งซ่าน แถมเครียดกว่าเิดิมด้วย Practicing the art of coaching ตอนเด็กๆเรามีพ่อแม่ หรือคุณครูที่คอยสอนเราเรื่องต่างๆ แต่พอโตขึ้นมาโค้ชที่ดีที่สุดก็คือตัวเราเอง หน้าที่ของโค้ชสำหรับการเรียนรู้ก็คือ 4 ข้อข้างบนที่กล่าวมา Five Secrets…

  • | |

    ข้อคิดจากนักไต่เขา

    เคยมั้ยที่ทำอะไรซักอย่างแล้วท้อ ให้หยุดทำสิ่งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่อย่าง เรื่องงาน หรือเรื่องทั่วๆไปอย่าง การหัดเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ความสำเร็จที่สมควรแก่การชื่นชมนั้นต้องอาศัยความพยายาม และความอดทน ซึ่งเราก็รู้แต่หลายคนก็อดไม่ได้ที่ถอดใจไปก่อน ผมมีข้อคิดจากนักไต่เขาเกี่ยวกับเรื่องนี้จะเล่าให้ฟัง นักไต่เขาทุกคนไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมืออาชีพ ทุกคนจะเริ่มในสภาพเหมือนกัน คือ ร่างกายพร้อม 100% และมีความกระตือรือร้นที่จะปีนเขา แต่ หลังจากที่เขาปีนไป ปีนไป ความเหนื่อยล้า ก็ค่อยๆมาเยือน ก่อนที่จะถึงยอดเขา ทุกคนจะมีจุดหนึ่งที่นักไต่เขาเรียกว่า “hit the wall” หรือ จุดถอดใจ มือใหม่จะหยุด หันหลังกลับ และยินดีที่ตัวเองไต่มาได้ไกลถึงขนาดนี้ นอกจากว่า

  • |

    วิธีช่วยให้คุณล้มเหลวได้บ่อยขึ้น (อย่างภูมิใจ)

    Failure is success in progress. – Albert Einstein ผมเคยมีความเชื่อว่าความสำเร็จเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความล้มเหลว จึงพยายามหาวิธีหลีกเลี่ยงความผิดพลาด และล้มเหลวเท่าที่ทำได้ เพราะคิดว่าถ้าเราล้มเหลวแสดงว่าความสำเร็จยิ่งอยู่ห่างกับเราเหลือเกิน อาจทำให้ท้อแท้และถอดใจสู้ได้ แม้ตอนหลังจะรู้ว่า คนที่ประสบความสำเร็จทุกคนล้วนต้องผ่านความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วนมาก่อน และถ้าเราเพิ่มจำนวนครั้งของความล้มเหลวจากความพยายาม (แต่ต้องเรียนรู้ที่จะไม่พลาดเพราะสาเหตุเดิมด้วยนะ) ยิ่งมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้เร็วยิ่งขึ้น  แต่ปัญหาของคนจำนวนไม่น้อยรวมทั้งผมด้วย คือ ทำอย่างไรถึงจะไม่รู้สึกแย่ หรือกลัวขึ้นเวลาต้องลองอะไรใหม่ๆนอกความคุ้นเคย (comfort zone) ของเรา เพื่อที่เราจะกล้าล้มเหลวได้ง่ายขึ้น และบ่อยขึ้น หลังจากลองมาหลายวิธี วิธีที่ผมคิดว่าได้ผลที่สุดสำหรับตัวเอง และใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *