|

จะใช้ประโยชน์จากความต่างทางความคิดได้อย่างไร?

ในปัจจุบันคงเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงการทำงานร่วมกับคนที่คิดแตกต่างจากเรา ซึ่งความต่างนี้มาได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นจากเชื้อชาติ วัฒนธรรม การศึกษา ประสบการณ์ หรือแม้กระทั่งแผนกที่อยู่ทำให้ต้องสวมหมวกคนละใบ

ความแตกต่างที่เราหนีไม่พ้นนี้ จริงๆเป็นประโยชน์มากกว่าที่เราคิดถ้าเราสามารถใช้ประโยชน์จากความแตกต่างนี้ได้

วันศุกร์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสประชุมวางแผนงานสำหรับปีหน้าของบริษัท ซึ่งในที่ประชุมกว่า 20 คน ก็มีความหลากหลายกันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ก็มีทั้งคนไทย คนฟิลิปปินส์ คนออสเตรเลีย อายุก็มีตั้งแต่ 20 ต้นๆ ถึง 40 กลางๆ ประสบการณ์ในบริษัทก็มีตั้งแต่ 2 ปี ไล่ไปถึง 20 กว่าปี จาก 5 แผนกหลักของบริษัท

ตอนแรกผมก็ิคิดว่าประชุมครั้งนี้คงจะเถียงไป เถียงมาจนเลยเย็น แล้วก็ไ่ม่ค่อยได้อะไรเท่าที่ควร

แต่ที่ไหนได้…

ผมรู้สึกว่าเป็นการประชุมที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตการทำงานของผมทีเดียว (ไม่ได้เว่อร์นะ)

เพราะแม้ว่าจะเลิกช้ากว่าแผนที่วางไว้เกือบหนึ่งชั่วโมง แต่ทุกคนก็รู้สึกว่าเป็นการใช้เวลาอย่างเป็นประโยชน์มากๆตลอดการประชุมทั้งวัน

หลังจากประชุมทุกคนดูยิ้มแย้ม แจ่มใส เผลอๆจะดูมีพลังมากกว่าตอนเช้าอีก แม้แต่คนอื่นที่ไม่ได้ประชุมด้วยก็ทักว่า ประชุมกันจริงรึป่าว?  -_-”

พอมานั่งคิดดูว่าอะไรบ้างเป็นปัจจัยให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่ได้จากกลุ่มคนที่มีความหลากหลาย ก็สรุปได้ว่า

1. การมีเป้าหมายร่วมกันของทุกคนในที่ประชุม ไม่ว่าจะคุณจะมาจากแผนกไหน สวมหมวกสีอะไร ทุกคนก็ต้องการจะเห็นบริษัทสามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่แค่แผนกใด แผนกหนึ่งเท่านั้น

2. การยอมรับและเคารพในความเห็นของทุกคน แม้ว่าคนที่ค้านความคิดเห็นของคุณอาจจะอยู่คนละส่วนงาน หรือประสบการณ์ทำงานยังไม่มาก แต่ทุกคนก็ยินดีที่จะให้โอกาสและยอมรับฟังความคิดเห็น แทนที่จะปิดโอกาสไม่ให้พูด เพราะทุกคนต่างยอมรับและเคารพในตัวบุุคคลซึ่งกันและกัน หลายๆครั้งพี่พบว่าความคิดที่ยอดเยี่ยมนั้นมาจากคนที่เราคิดไม่ถึง เพียงแค่เรายอมรับที่จะฟังความคิดเห็นของเขา

3. การแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ ข้อนี้เป็นจุดตายของหลายๆทีม ที่ทุกคนมีเป้าหมายร่วมกัน มีการยอมรับและเคารพในความคิดเห็นของผู้อื่น แต่ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ได้ การแสดงความคิดอย่างสร้างสรรค์ต้อง (1)ไม่โยงเป็นเรื่องส่วนตัว แต่มุ่งที่ตัวความคิดนั้นทั้งจุดแข็ง และจุดอ่อน  (2) กล้าที่จะพูด ถ้ามั่นใจว่าความเห็นมีประโยชน์ต่อทีม แม้ว่าอาจจะไม่ถูกใจบางคน (3) พยายามพูดเสริมจากคนที่พูดก่อนหน้า โดยบอกจุดที่เห็นด้วย และจุดที่จะเสริม

อย่าให้ความแตกต่างของความคิืดเป็นจุดอ่อนของทีม ดึงประโยชน์จากความต่างนี้ได้ความแตกต่างจะเป็นจุดแข็งที่สุดของทีม

ผมพูดกับทีมของผมเสมอว่า “ถ้าคุณคิดเหมือนผมทุกอย่าง แสดงว่าต้องมีใครซักคนที่เป็นส่วนเกิน และแน่นอนคนนั้นไม่ใช่ผม”

Similar Posts

  • | |

    ข้อคิดจากนักไต่เขา

    เคยมั้ยที่ทำอะไรซักอย่างแล้วท้อ ให้หยุดทำสิ่งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่อย่าง เรื่องงาน หรือเรื่องทั่วๆไปอย่าง การหัดเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ความสำเร็จที่สมควรแก่การชื่นชมนั้นต้องอาศัยความพยายาม และความอดทน ซึ่งเราก็รู้แต่หลายคนก็อดไม่ได้ที่ถอดใจไปก่อน ผมมีข้อคิดจากนักไต่เขาเกี่ยวกับเรื่องนี้จะเล่าให้ฟัง นักไต่เขาทุกคนไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมืออาชีพ ทุกคนจะเริ่มในสภาพเหมือนกัน คือ ร่างกายพร้อม 100% และมีความกระตือรือร้นที่จะปีนเขา แต่ หลังจากที่เขาปีนไป ปีนไป ความเหนื่อยล้า ก็ค่อยๆมาเยือน ก่อนที่จะถึงยอดเขา ทุกคนจะมีจุดหนึ่งที่นักไต่เขาเรียกว่า “hit the wall” หรือ จุดถอดใจ มือใหม่จะหยุด หันหลังกลับ และยินดีที่ตัวเองไต่มาได้ไกลถึงขนาดนี้ นอกจากว่า

  • |

    5 เหตุผล ที่ควรไปเรียนต่อที่สวีเดน

    ถ้าพูดถึงการเรียนต่อปริญญาโทต่างประเทศ เชื่อว่าประเทศที่อยู่ในใจหลายคนคงไม่พ้น อเมริกา อังกฤษ เยอรมัน ออสเตรเลีย วันก่อนผมได้แนะนำประเทศสวีเดน ไปสั้นๆทาง Twitter ของผม (@Chutchapol) ในฐานะศิษย์เก่าคนหนึ่ง เพราะไม่อยากให้หลายคนมองข้ามประเทศนี้ไป เลยมาลองคิด 5 เหตุผลที่คุณควรไปเรียนต่อที่ประเทศสวีเดนดู 1. มาตรฐานการศึกษาสูง อยากรู้มาตรฐานของการศึกษาของประเทศไหน ให้ดูคุณภาพของคนประเทศนั้น สำหรับประเทศสวีเดนซึ่งมีประชากรประมาณ 9 ล้านคน แต่สินค้า และ ยี่ห้อที่มีคุณภาพและดังระดับโลกมากมาย เช่น Volvo, H&M, IKEA, SAAB, ABB, Skype, Ericsson, Electrolux เป็นต้น หลายคนคงเคยชินกับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในประเทศต่างๆ ผมเคยถามเพื่อนที่สวีเดน เค้าบอกว่าสวีเดนไม่มีการจัดอันดับมหาวิทยาลัย เพราะมาตรฐานทุกที่ไม่ต่างกัน มีแต่ที่ไหนเชี่ยวชาญด้านไหน 2. ยังมีโอกาสเรียนฟรี หรือขอทุนการศึกษาได้ง่าย น่าเสียดายที่ประเทศสวีเดนเพิ่งเริ่มเก็บค่าเทอมจากนักศึกษาต่างชาติ (นอก EU/EEA และ สวิสเซอร์แลนด์) เมื่อปี 2010 นี่เอง เพราะต้องการลดจำนวนนักเรียนที่ตั้งใจลี้ภัยสงครามจากตะวันออกกลางมากกว่าไปเรียน (ข้อมูลจาก @paeguay) ซึ่งตอนที่ผมเรียน…

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2019

    ก่อนที่ผมจะประเมินตัวเองในด้านต่างๆ เหมือนทุกสิ้นปี ถ้ามองกลับว่าปีนี้อะไรเป็น theme ที่ผมเห็นว่าโดดเด่นออกมามากที่สุด คงเป็นเรื่องการ connecting people สร้างความรู้จักกับคนใหม่ๆ ที่น่าสนใจหลากหลายวงการ และเพิ่มความสัมพันธ์กับคนที่เรารู้จักอยู่แล้วผ่านทักษะการฟัง และการถามที่ได้จากการเรียนการเป็นโค้ช รูปที่ผมเลือกมาเป็นตัวแทนของปีนี้ใน theme connecting people เป็นรูปที่ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์อ.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในงานของบริษัท ซึ่งอ.ชัชชาติเป็นหนึ่งใน role model ที่ผมอยากมีโอกาสได้รู้จัก และสัมภาษณ์ และก็ได้เกิดขึ้นจริงในปีนี้ ถือเป็นการสัมภาษณ์แบบชัช(ชาติ)ชัช(พล) ที่ได้ซึมซับพลังงานด้านบวกจากบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี สำหรับการประเมินชีวิตตัวเองในด้านต่างๆ เทียบกับปีที่ผ่านมา สรุปได้ดังนี้ สุขภาพร่างกาย (B+) 1 pt down vs Year Ago (YA) ปีนี้แม้จะได้ไม่ได้ป่วยถึงขั้นนอนโรงพยาบาล แต่ความสม่ำเสมอในการออกกำลังกายลดลงเทียบกับปีที่แล้ว ทำให้รู้สึกไม่ค่อยแข็งแรงเท่าที่ควร highlight ของสุขภาพปีนี้คือการลดน้ำหนักลงมามากที่สุด 4 กิโลกรัมเทียบกับตอนต้นปี แม้ตอนเดือนสุดท้ายจะขยับขึ้นมานิดนึง แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ดีกว่าปีที่แล้วมาก การงาน (A) flat vs YA

  • Career Ladder: เราฝากอนาคตไว้กับอะไร?

    ในชีวิตของคนทำงานกินเงินเดือนอย่างเราๆ นอกเหนือจากความมั่นคงในบริษัท ที่จะไม่ล้มละลาย หรือไล่เราออกก่อนที่เราต้องการ ความก้าวหน้าในอาชีพเป็นอีกเรื่องที่คนส่วนใหญ่หวังไว้ในการทำงาน คงไม่มีใครอยากจะทำงานเดิม ความรับผิดชอบเหมือนเดิม โดยไม่มีความก้าวหน้าตลอดชีวิต อย่าว่าแต่ไม่ก้าวหน้าตลอดชีวิตเลย แค่ให้ทำงานเดิม ซ้ำๆนานกว่าที่คาดหวัง หลายคนก็จะเริ่มกระสับกระส่าย หรือแม้กระทั่งมองหางานในที่ใหม่กันแล้ว โดยเฉพาะ Gen Y เช่นผม (เนียนได้อีก :P ) และน้องๆ ที่ความก้าวหน้ามีความหมายมากกว่าเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น หลายๆคนจะผูกความก้าวหน้าไว้กับการประสบความสำเร็จ การได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆและสังคม หรือแม้แต่เป็นหนึ่งในสิ่งที่สาวๆ (หรือหนุ่ม) ใช้พิจารณาว่าจะฝากชีวิตไว้กับคนนี้ได้หรือไม่เลย! … ในมุมขององค์กร องค์กรใหญ่ๆระดับประเทศ หรือระดับโลก เค้ามีการคิดและพัฒนาเรื่องนี้มานาน จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า Career Path (แผนภูมิเส้นทางอาชีพ) และ Career Ladder (แผนภูมิบันไดอาชีพ) ขึ้นเพื่อให้รักษาพนักงานที่เก่งไว้เพื่อทำประโยชน์กับบริษัทให้ได้มากและนานที่สุด ที่ผ่านมาผมก็มองว่า Win-Win ได้ด้วยกันทุกฝ่าย บริษัทก็รักษาพนักงานที่ต้องการได้ พนักงานก็ได้เห็นและกำหนดอนาคตของตัวเอง ผ่านหลักสูตรการพัฒนา และงานที่ท้าทายในรูปแบบต่างๆ ปัญหาคือ ด้วยสถานการณ์ของเศรษฐกิจรอบโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบคาดเดาได้ยากมากถึงมากที่สุด ไหนจะเสถียรภาพของยูโร ไหนจะอัตราว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก และอื่นๆอีกมากมาย ยังไม่นับภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ ซึ่งแน่นอนที่สุด ธุรกิจก็ต้องปรับตัวเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีต่างๆ…

  • |

    ความทะเยอทะยานเป็นสิ่งที่ดีรึปล่าว?

    คุณรู้สึกอย่างไรกับความทะเยอทะยาน? เวลามีบอกว่าคนนั้นทะเยอทะยานจัง หรือคนนี้ไม่มีความทะเยอทะยานเลย คุณรู้สึกอย่างไรกับสองคนนี้ ส่วนตัว ผมเคยสับสนอยู่พักใหญ่ เพราะมุมนึงก็คิดว่าความทะเยอทะยานเป็นสิ่งที่ดี เป็นพลังให้เราทุ่มเททำให้สิ่งที่อยากได้ แต่อีกมุมนึงก็คิดว่าความทะเยอทะยานเป็นสิ่งที่ไม่ดี ทำให้เราโลภ เห็นแก่ตัว ไม่รู้จักพอ กระสับกระส่ายมองหาวิธีให้ได้มาโดยไม่สนว่าต้องเหยียบคนอื่นขึ้นไป (รึปล่าว?) ต้องบอกว่าสองความคิดนี้ตีกันในหัวอยู่นานมาก ชักคะเย่อไปมา ไม่รู้ว่าตกลงเราควรจะทะเยอทะยานดีมั้ย? จนกระทั่งผมอ่านเจอมุมมองต่อเรื่องความทะเยอทะยานที่น่าคิด

  • วันเกิด…

      วันนี้เป็นเพียงอีกวันหนึ่งสำหรับหลายๆคน… แต่ไม่ใช่สำหรับผม เพราะเป็นวันคล้ายวันเกิดของตัวเอง อิอิ ขอบคุณสำหรับทุกของขวัญและคำอวยพร วันเกิดทุกปีผมจะหาเวลามานั่งทบทวนปีที่ผ่านมา และวางแผนมองไปข้างหน้า สำหรับปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นอีกปีที่ดีที่สุดของผมปีหนึ่งในหลายๆเรื่อง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดีที่สุดวันนี้ ไม่ดีพอสำหรับวันพรุ่งนี้ (เอ๊ะ คุ้นๆ…) สำหรับปีหน้าผมก็วางแผนไว้หลายเรื่อง ทั้งเรื่องงาน สุขภาพ ครอบครัว ความรัก แต่หนึ่งใน Hilight project ของปีหน้าคือ การเขียนหนังสือ หลังจากที่มีคนบอกมาหลายปี แต่ก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเขียนหนังสือได้ ปีนี้เลยตั้งใจว่าเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่จะทำให้ได้ คอยเป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ I love my life and I can feel the wonderful things are waiting to be found everyday Chutchapol Youngwiriyakul (August 9, 2009)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *