|

การประชุมสูตร 40-20-40

ในแต่ละสัปดาห์คุณใช้เวลาอยู่ในการประชุม กี่ประชุม คิดเป็นกี่ชั่วโมง?

แล้วคุณคิดว่ามีกี่ประชุมที่มีประสิทธิภาพ?

ถ้าคุณเป็นคนนำการประชุมเองคุณจะทำให้ การประชุมของคุณมีประสิทธิภาพกว่า การประชุมอื่นๆที่คุณเข้าร่วมได้อย่างไร?

สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากการประชุมมาตลอดชีวิตการทำงาน คือ การประชุมจะดี ไม่ดี มีประสิทธิหรือไม่นั้นความสำคัญไม่ได้อยู่ที่เวลาประชุม เท่ากับ การเตรียมตัวก่อนการประชุม และการติดตามผลหลังการประชุม

ผมอ่านเจอหลักการ 40-20-40 continuum ของการประชุม  จากหนังสือ Meeting Together ของ Lois Graessle และ George Gawlinski ซึ่งผมว่ามีประโยชน์มาก เพราะคนจำนวนไม่น้อย เวลาคิดถึงการประชุม มักจะให้ความสำคัญแค่ช่วงเวลาที่จะประชุม แต่ไม่ได้ใช้เวลา และใส่ใจในการเตรียมตัวก่อน และติดตามผลหลังการประชุมมากพอ

สิ่งที่หนังสือแนะนำคือ เพื่อการประชุมที่มีประสิทธิภาพ คุณควรแบ่งความสนใจ 40% สำหรับการเตรียมตัวก่อนการประชุม 20% สำหรับการประชุม และ 40% สำหรับการติดตามผลหลังการประชุม

40% ก่อนการประชุม

  • จะประชุมไปเพื่อ? – วัตถุประสงค์การประชุมของคุณชัดเจนรึปล่าว? ทุกคนที่คุณเชิญประชุมทราบมั้ย? คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าการประชุมนี้บรรลุผลตามที่ต้องการหลังประชุมเสร็จ?
  • วิธีการประชุม – ทุกคนต้องมาอยู่ห้องเดียวกันมั้ย? ใช้โทรศัพท์ หรือ VDO conference แทนได้รึปล่าว? ชั่วโมงนึงพอมั้ย กับวาระการประชุม?
  • สถานที่ – ห้องเล็กไป ใหญ่ไปสำหรับจำนวนคนที่ร่วมประชุมมั้ย? อุปกรณ์ IT ต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการประชุม?
  • จังหวะ (Pace) – ในการประชุม คุณสามารถไปได้เร็วเท่าที่คนที่ช้าที่สุด (นอกจากคุณจะไม่สนใจคนที่ตามไม่ทัน) ลองคิดดูว่ามีวิธีอะไรที่จะช่วยให้ทุกคนในที่ประชุม เข้าใจในเรื่องที่จะคุยก่อนเริ่มประชุม? ใช้การประชุมเป็นเวทีของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและตัดสินใจ แทนการอธิบายข้อมูลให้คนที่ตามไม่ทัน
  • เขียนสรุปผลการประชุมล่วงหน้า – อาจฟังดูแปลก แต่ถ้าเราเขียนสรุปผลการประชุมก่อน อิงตามวาระการประชุม แม้ว่าสุดท้ายผลจะไม่ตรงกับที่คิด แต่จะช่วยให้เราคาดการณ์ และวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุมที่ทำให้ผลเปลี่ยนไปได้ เพื่อพัฒนาการประชุมครั้งต่อไป

20% ระหว่างการประชุม

  • การมีส่วนร่วมของผู้ร่วมประชุม – สร้างบรรยากาศให้ทุกคนมีส่วนร่วม อยากให้คนเพียงบางคนควบคุมการประชุม เพียงเพราะคนอื่นไม่กล้าแสดงความเห็น
  • การหยุดเพื่อสังเกต – ระหว่างการประชุม ลองถอยออกมาสังเกต body language ของผู้ร่วมประชุม เพื่อปรับโทนของการประชุมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ บางครั้งเราอาจอินกับเรื่องที่กำลังถกกันจนลืมสังเกตคนอื่นในห้องว่าไม่มีใครสนใจแล้วก็ได้!

40% หลังการประชุม

  • การติดตามผล – ไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าการประชุมจะจบหลังหมดเวลา แล้วต่างคนก็แยกย้ายไปทำงานของตัวเอง (หรือไปประชุมเรื่องอื่นต่อ) โดยไม่ได้สนใจสิ่งที่คุยระหว่างการประชุม ประหนึ่งไม่เคยได้ประชุมกัน สิ่งที่ต้องให้แน่ใจว่าบันทึกไว้ในสรุปการประชุม คือ ทุกประเด็นต้องมีเจ้าของเพียงคนเดียวที่รับผิดชอบในการติดตามผล พร้อมกำหนดเวลา ในฐานะคนจัดประชุมอย่าลืมรีบส่งผลการประชุม พร้อมประเด็นที่ต้องตามต่อ ให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องเพื่อยืนยันรายละเอียด และเวลาที่กำหนด ถ้าส่งช้า อาจเสียโมเมนตัมหลังประชุม และอาจมีประเด็นที่เจ้าตัวอาจโมเมจำไม่ได้ หรือบิดไปจากที่ตกลงในที่ประชุม 

อยากเน้นอีกครั้งถึงความสำคัญของการติดตามผล หรือ follow-through หลังการประชุม แม้จะเป็นส่วนที่ยากที่สุดในการประชุม แต่ผลจะออกมาคุ้มกับเวลาที่ทุกคนใช้ในการประชุม สามารถขับเคลื่อนงานไปข้างหน้าได้หรือไม่ก็อยู่ที่ตรงนี้แหละ
________________________________________________________________________________

ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามสั้นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นพลังในการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • Check-in: 3 คำถามก่อนเริ่ม workshop

    ถ้าลองสังเกตดู ปกติเวลาเราไปเข้าอบรม หรือ workshop วิทยากรมักจะเปิดด้วยวัตถุประสงค์ กำหนดการ หรือหัวข้อที่จะสอน แล้วก็ลุยสอนเลยใช่มั้ยครับ? จะว่าไปดูมีเหตุผล เป็นลำดับเหมือนที่ควรจะเป็นดีใช่มั้ยครับ? แต่เพราะว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอารมณ์ และความรู้สึก การจะให้เรียนรู้ หรือทำกิจกรรมเรื่องใหม่ๆ ทั้งวัน โดยไม่คำนึงถึงอารมณ์ ความรู้สึกของคนในห้องก่อนเริ่มจะทำให้ประสิทธิภาพการเรียนรู้ลดลง ผมเพิ่งไป traning ของบริษัทมา แล้วเทคนิคที่คนสอนใช้ก่อนเริ่มการสอนแต่ละวันด้วยคำถามสั้นๆ 3 ข้อ ให้ทุกคนตอบนั้นมีประสิทธิภาพ และช่วยเพิ่มการเรียนรู้ได้มาก จึงเก็บเอามาแบ่งปันกันครับ วิธีก็ง่ายๆ ก่อนเริ่ม training หรือ workshop ให้ทุกคนตอบคำถาม 3 ข้อนี้สั้นๆ ไม่เกิน 1 นาที ให้ทุกคนในห้องฟัง ซึ่ง 3 คำถามนั้นคือ How do you feel?

  • |

    วิธีคิดให้มีไฟที่จะทำงานอยู่เสมอ

    สังเกตว่าคนทำงานที่เป็นมนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่จะมีไฟทำงาน และทำให้ได้ดีอยู่ไม่กี่ช่วง ช่วงแรกจะเป็นตอนที่เริ่มทำงานใหม่ๆ ทุกอย่างดูน่าเรียนรู้ น่าสนใจไปหมด พอผ่านมาซักระยะ ความกระตือรือร้นก็จะ่ค่อยๆเลือนหายไป ช่วงต่อมาก็เป็นช่วงจะประเมินผลงาน แต่การมีไฟทำงานแบบนี้เป็นการทำแบบหวังผล ซึ่งก็จะไม่ค่อยยั่งยืนเท่าไหร่ ช่วงอื่นๆที่คนจะมีไฟทำงานก็เช่น ตอนจะได้เลื่อนตำแหน่ง ตอนได้รับคำชมจากหัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงาน ตอนได้เห็นคนที่มีไฟทำงานแล้วอยากฮึดอยากเป็นแบบนั้นบ้าง เป็นต้น แต่จริงๆแล้วไฟในการทำงานที่ถูกต้องควรมาจากตัวเรา มาจากการเห็นคุณค่าของงานที่เราทำ และเห็นว่าสิ่งที่เราทำเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเองและคนอื่นได้อย่างไร พูดง่ายกว่าทำอีกแล้วครับท่าน… วันนี้เลยจะมาเสนอวิธีิคิดที่จะทำให้เรามีไฟที่จะทำงานอยู่เสมอ

  • ออเจ้าว่ากระไร ข้าฟังไม่รู้ความ

      แม่การะเกด ออเจ้าว่ากระไร ข้าฟังไม่รู้ความ   ระหว่างที่ผมดูท่านขุนหมื่นงงกับคำพูดไม่คุ้นหูของแม่การะเกดในละครบุพเพสันนิวาส ผมก็นึกถึงภาพในการทำงานที่หลายครั้งการสื่อสารของคนในทีม ก็ทำให้ผมรู้สึกงง ไม่เข้าใจในสิ่งที่น้องๆ ในทีมพยายามสื่อ ไม่ต่างจากท่านขุนหมื่น ทั้งๆ ที่เข้าใจถึงความตั้งใจของน้องๆ แต่การสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพทำให้หงุดหงิด และเสียเวลาการทำงานทั้งสองฝ่าย ผมมาทบทวนจากประสบการณ์การสื่อสารกับหัวหน้าที่มีประสิทธิภาพ และไม่มีประสิทธิภาพ บวกกับความคาดหวังของตัวเองในฐานะหัวหน้า สรุปออกมาเป็น 4 เทคนิคที่จะช่วยให้คุณสื่อสารกับหัวหน้า (หรือคนที่ทำงานด้วย) ได้ดีขึ้น 1. อธิบาย context กับ background ของประเด็นที่จะพูด หลายคนพอมีโอกาสพูดกับหัวหน้า ก็รัวปัญหาใส่หัวหน้าประหนึ่งแร๊พ อโยธยา ซึ่งเราต้องอย่าลืมว่าหัวหน้าไม่ได้รับผิดชอบเรื่องของเราแค่คนเดียว และเขาไม่ได้อยู่หน้างาน ใช้เวลากับงานของเราเท่ากับตัวเรา เพราะฉะนั้นก่อนพูดถึงประเด็นที่ต้องการสื่อ ควรบอก context กับ background ของเรื่องนั้นซักนิด เพื่อให้หัวหน้าเข้าใจที่มาที่ไป สถานะปัจจุบันของเรื่องที่เราต้องการจะสื่อสาร ก่อนจะลงไปที่ตัวประเด็นที่อยากจะพูด แต่ในกรณีที่หัวหน้าแม่นรายละเอียดของงาน หรือได้พูดคุยกันบ่อยๆ เราก็สามารถที่จะเจาะไปที่สิ่งที่ต้องการจะสื่อสารได้เลย ไม่ต้องเกริ่นให้มากความ 2. ไม่พูดข้ามประเด็นไปมา

  • |

    การสร้างนิสัยใหม่…

    Any act often repeated soon forms a habit; and habit allowed, steadily gains in strength.   At first it may be as a spider’s web, easily broken through, but if not resisted, it soon binds us with chains of steel. – Tryon Edwards มีคำกล่าวว่าสิ่งที่เราทำเป็นนิสัย จะบ่งบอกถึงอนาคตของเราได้ เช่น ถ้านักเรียนมีนิสัยขยันหมั่นเพียร เราก็พอทำนายว่าผลการเรียนจะออกมาดี หรือถ้ามีนิสัยชอบกินเค้กกินไอศครีม โอกาสที่จะมีไขมันส่วนเกินก็ไม่น่าเกินความคาดหมายไป แต่สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ต่างจากสัตว์อื่น คือ ความสามารถในเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ซึ่งรวมถึงการสร้างนิสัยใหม่ด้วย

  • รับมือคำถามเวลานำเสนออย่างมืออาชีพด้วยหลัก 3R

    เคยมั้ยครับ เตรียม present มาเสียดิบดี มาตกม้าตายตอนโดนคำถามหลัง present เสร็จ ไม่ว่าคุณจะนำเสนอในเวทีเล็กมีคนฟังไม่กี่คน หรือเวทีใหญ่มีคนฟังเป็นร้อย เป็นพัน การรับมือกับคำถามได้ดีจะช่วยให้การนำเสนอครั้งนั้นประสบความสำเร็จได้ยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการเตรียมทำการบ้าน ด้วยการเดาคำถามที่จะคนฟังอาจถาม แล้วหาคำตอบไว้ก่อน ผมมีเทคนิคซึ่งผมใช้ และได้ผลดีมาแนะนำ เทคนิคนี้จำง่ายๆ ด้วยคำที่ขึ้นต้นด้วยตัว R 3 ตัว ซึ่งได้แก่ Repeat Response Review ผมจะอธิบายว่าแต่ละตัวใช้อย่างไร เริ่มจากตัวแรก Repeat

  • [Mentor แบบชัชๆ] วิธีเปลี่ยนคนที่ไม่ยอมเปลี่ยน

    [Mentor Profile] Strategic Change Program Manager, Global Container Shipping Company Me: คุณ lead change program มาหลายเป็นสิบปีจนเชี่ยวชาญ คงมีประสบการณ์เจอคนที่ไม่ยอมเปลี่ยนบ้างใช่มั้ยครับ? Mentor: มีแน่นอนอยู่แล้ว Me: ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยครับ ว่าเป็นยังไงและจัดการคนกลุ่มนี้อย่างไร? Mentor: เอาตัวอย่างจริงล่าสุดนี่เลย โครงการที่กำลังทำอยู่ มีพนักงานอาวุโสท่านหนึ่ง อายุน่าจะ 50 ขึ้น ตอนที่ roll out change program ในที่ประชุม ก็ดู commit ดีไม่มีคำถาม หลังจากเริ่ม project ไป 2-3 เดือน เริ่มได้ยินคนมาบอกว่า นอกจากไม่ยอมเปลี่ยนแปลงกับระบบใหม่ตามที่ตกลงแล้ว เธอยังโวยวาย หาข้อผิดระบบใหม่แทบทุกวัน นั่นก็ไม่ดี นี่ก็ไม่ work ทำให้กำลังใจของทีมที่ตั้งใจเริ่มตก Me: แล้วคุณทำยังไงต่อครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *