|

ใช้เวลาทำงานให้น้อยลงกันเถอะ…

 

บทความนี้เป็นบทความแรกที่เขียนของปีนี้ ผมก็อยากเริ่มด้วยเรื่องเบาๆที่เอาไปใช้ได้ง่ายๆกันก่อน

ขอเกริ่นก่อนนิดนึง

เนื่องจากปีที่ผ่านมาผมพยายามหาวิธีทำงานให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรับการปริมาณงานที่มากขึ้น โดยการลองกับตัวเองหลายๆวิธี

วิธีที่เคยคิดว่าดีที่สุดและใช้มานานกว่าวิธีอื่น คือ ใช้เวลาทำงานกับงานที่เกี่ยวข้องกับคนอื่น เช่น การประชุม, การreview, หรือ coach ทีมงาน เป็นต้น และเอางานที่ตัวเองทำคนเดียวได้กลับมาทำที่บ้าน

ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจระดับหนึ่ง แต่ข้อเสียคือ เวลาที่บ้านก็จะหมดไปกับงานพอสมควร และทำให้บางครั้งรู้สึกว่าชีวิตมีแต่งาน (แม้จะสนุก แต่บางครั้งก็มีล้าบ้าง)

วันนี้อยู่ๆ็ก็ไอเดียบรรเจิดขึ้นมาระหว่างการวิ่ง (อีกแล้ว)

ลองคิดดูว่าระหว่างที่อยู่ที่ทำงานเราใช้เวลาได้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้วรึยัง?

สำหรับตัวเองยังคิดว่าไม่

สาเหตุที่คิดว่าไม่เพราะคิดว่ายังไงก็มีเวลากลับมาทำงานต่อที่บ้านได้อยู่ดี

แต่คิดไปคิดว่าถ้าเราใช้เวลาที่ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพกว่านี้ เวลาที่ทำงานที่บ้านก็จะลดลง หรือไม่ต้องกลับมาทำที่บ้านเลย

แล้วเราก็จะมีเวลาทำอย่างอื่นที่เราให้ความสำคัญได้มากขึ้น

ความล้าจากงาน หรือพักผ่อนไม่เพียงพอก็จะลดลง

ถามว่าแล้วจะทำยังไงให้บีบตัวเองให้ทำงานในเวลาได้ดีขึ้น

ผมลองตั้งโจทย์ให้ตัวเองว่า ถ้าสมมติเราไม่มี notebook ให้กลับมาทำงานที่บ้านได้

ผมจะต้องเปลี่ยนอะไรบ้างเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เท่าเดิมในเวลาที่น้อยลง

เพื่อนๆมีไอเดียอะไรที่่น่าสนใจก็มาแบ่งปันกันได้นะครับ

มาลบค่านิยมที่ำคิดว่ามีงานเยอะ, ต้องขนงานกลับไปทำที่บ้าน, ทำงานทั้งวันทั้งคืนแล้วเท่ (มีบางคนคิดอย่างนี้จริงๆนะเออ)

มาเป็น ทำงานอย่างฉลาด ใช้เวลาอย่างมีค่า ได้ผลงานตามที่ต้องการแล้วเท่ กันดีกว่า

At the end of the day, only result that counts.

Similar Posts

  • |

    การสร้างนิสัยใหม่…

    Any act often repeated soon forms a habit; and habit allowed, steadily gains in strength.   At first it may be as a spider’s web, easily broken through, but if not resisted, it soon binds us with chains of steel. – Tryon Edwards มีคำกล่าวว่าสิ่งที่เราทำเป็นนิสัย จะบ่งบอกถึงอนาคตของเราได้ เช่น ถ้านักเรียนมีนิสัยขยันหมั่นเพียร เราก็พอทำนายว่าผลการเรียนจะออกมาดี หรือถ้ามีนิสัยชอบกินเค้กกินไอศครีม โอกาสที่จะมีไขมันส่วนเกินก็ไม่น่าเกินความคาดหมายไป แต่สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ต่างจากสัตว์อื่น คือ ความสามารถในเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ซึ่งรวมถึงการสร้างนิสัยใหม่ด้วย

  • |

    วิธีง่ายๆที่จะอาา… ช่วยคุณอืมม… หยุดเออ… คำเหล่านี้

    เคยมั้ยฟังเพื่อนขึ้นไปพูดหน้าชั้นหรือบนเวทีแล้ว คำพูดเขาเต็มไปด้วย อ่า.. อืมม.. เออ.. ก็.. แบบว่า.. ซึ่งฝรั่งเรียกคำเหล่านี้ว่าเป็น filler words (ไม่แน่ใจว่าภาษาไทยบัญญัติคำนี้ว่าอะไร) หลายคนขำแล้วคิดว่าตัวเองพูด แล้วไม่มีคำเหล่านี้ เหมือนคนที่เราดูเค้าพูด แต่ถ้าลองให้อัดเสียง หรือถ่ายวีดีโอมา เจ้าตัวก็อึ้ง ไม่คิดว่าตัวเองจะมีอ่าา เออ ออกมาไม่น้อยไปกว่าเพื่อนเลย ในฐานะที่เป็นคนสอนหลักสูตร Train the Trainer กับ Effective Presentation ผมได้บอกเสมอว่า สิ่งหนึ่งที่จะบอกได้ถึงความเป็นมืออาชีพของคนพูด คือ ดูว่าคนพูดมีคำเหล่านี้ (อ่าา, อืมม, เออ)หลุดมาระหว่างพูดมากน้อยแค่ไหน คำที่หลุดมาโดยไม่ตั้งใจเหล่านี้ จะบ่งบอกถึงความไม่มั่นใจ และลดความน่าเชื่อถือของผู้พูด โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะจากประสบการณ์ คนพูดมากกว่า 80% จะมีคำเหล่านี้อยู่มากบ้าง น้อยบ้าง คุณไม่ใช่คนผิดปกติแต่อย่างใด (ไม่เชื่อลองสังเกตคนรอบๆตัวเองดูได้) ข่าวดี คือ เราสามารถฝึก และพัฒนาได้! และข้อดีของการพูดโดยไม่มีคำที่ไม่สื่อความหมาย คือ จะทำให้คำพูดของเรามีพลัง และชัดเจน กับผู้ฟังมากขึ้น…

  • รับมือคำถามเวลานำเสนออย่างมืออาชีพด้วยหลัก 3R

    เคยมั้ยครับ เตรียม present มาเสียดิบดี มาตกม้าตายตอนโดนคำถามหลัง present เสร็จ ไม่ว่าคุณจะนำเสนอในเวทีเล็กมีคนฟังไม่กี่คน หรือเวทีใหญ่มีคนฟังเป็นร้อย เป็นพัน การรับมือกับคำถามได้ดีจะช่วยให้การนำเสนอครั้งนั้นประสบความสำเร็จได้ยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการเตรียมทำการบ้าน ด้วยการเดาคำถามที่จะคนฟังอาจถาม แล้วหาคำตอบไว้ก่อน ผมมีเทคนิคซึ่งผมใช้ และได้ผลดีมาแนะนำ เทคนิคนี้จำง่ายๆ ด้วยคำที่ขึ้นต้นด้วยตัว R 3 ตัว ซึ่งได้แก่ Repeat Response Review ผมจะอธิบายว่าแต่ละตัวใช้อย่างไร เริ่มจากตัวแรก Repeat

  • |

    มาเป็นคนโชคดีรับตรุษจีนกันเถอะ

    ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้ วันนี้วันตรุษจีน ผู้คนมากมาย หน้าตายิ้มแย้ม แจ่มใส เด็กๆที่เพิ่งได้อั่งเปาจากญาติๆ ก็ออกมาเที่ยว ใช้จ่ายสมกับที่วันนี้เป็นวันเที่ยว น่าเสียดาย ที่วันนี้ก็เป็นวันสอบสำหรับนักเรียน และเป็นวันทำงานสำหรับคนอีกไม่น้อยเหมือนกัน (รวมถึงผมด้วย ^^”) ช่วงเวลาดีๆอย่างนี้ เราจะเห็นคนอวยพรกันมากมาย ซึ่งเรื่องที่อวยพรก็ไม่พ้นเรื่องสุขภาพกาย ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เงินทองไหลมา เทมา และอีกเรื่องหนึ่งที่หลายๆคนอยากมี คือ เป็นคนโชคดี พูดถึงเรื่องโชคดี คนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าเป็นเรื่องของโชคลาง เราควบคุมอะไรไม่ได้ พอดีผมอ่านบทความจากหนังสือ The Luck Factor ของ Richard Wiseman ซึ่งเขาทำการค้นคว้าและวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นเวลา 10 ปี จากคนที่โชคดีมากๆ และโชคร้ายมากๆ เพื่อหาว่าอะไรเป็นสาเหตุให้คนเหล่านี้โชคดี และมีวิธีที่จะเพิ่มโอกาสให้ตัวเองโชคดีมั้ย หรือว่าโชคดีมันแค่เป็นดวงของคนนั้นๆ จากการวิจัย คุณ Richard พบว่าคนโชคดี สร้างโอกาสให้เกิดโชค ด้วยหลักการ 4 ข้อ นั่นแปลว่า คุณเองก็สามารถเพิ่มโอกาสโชคดีให้กับตัวเองได้!! :) หลักการ 4 ข้อนั้นประกอบด้วย

  • |

    วิธีช่วยให้คุณล้มเหลวได้บ่อยขึ้น (อย่างภูมิใจ)

    Failure is success in progress. – Albert Einstein ผมเคยมีความเชื่อว่าความสำเร็จเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความล้มเหลว จึงพยายามหาวิธีหลีกเลี่ยงความผิดพลาด และล้มเหลวเท่าที่ทำได้ เพราะคิดว่าถ้าเราล้มเหลวแสดงว่าความสำเร็จยิ่งอยู่ห่างกับเราเหลือเกิน อาจทำให้ท้อแท้และถอดใจสู้ได้ แม้ตอนหลังจะรู้ว่า คนที่ประสบความสำเร็จทุกคนล้วนต้องผ่านความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วนมาก่อน และถ้าเราเพิ่มจำนวนครั้งของความล้มเหลวจากความพยายาม (แต่ต้องเรียนรู้ที่จะไม่พลาดเพราะสาเหตุเดิมด้วยนะ) ยิ่งมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้เร็วยิ่งขึ้น  แต่ปัญหาของคนจำนวนไม่น้อยรวมทั้งผมด้วย คือ ทำอย่างไรถึงจะไม่รู้สึกแย่ หรือกลัวขึ้นเวลาต้องลองอะไรใหม่ๆนอกความคุ้นเคย (comfort zone) ของเรา เพื่อที่เราจะกล้าล้มเหลวได้ง่ายขึ้น และบ่อยขึ้น หลังจากลองมาหลายวิธี วิธีที่ผมคิดว่าได้ผลที่สุดสำหรับตัวเอง และใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ…

  • 3 สิ่งที่จะสำคัญกว่าใบสมัครของคุณ

    สำหรับคนที่กำลังหางานในยุคที่งานน้อยกว่าคน อะไรคือสิ่งที่องค์กรมองหา และจะช่วยให้เราเพิ่มโอกาสในการหางาน? สำหรับนายจ้าง หรือหัวหน้างาน อะไรคือสิ่งที่ควรมองหาเพื่อที่จะได้ทีมที่ดี ช่วยขับเคลื่อนองค์กรไปด้วยกัน โดยไม่ต้องพะวงกับการจัดการกับดราม่า ผมเชื่อว่าคำถามนี้หลายคนอยากทราบ รวมทั้งตัวผมเองด้วย อย่างที่ทราบกันว่าข้อมูลใน resume หรือทักษะต่างๆ ของผู้สมัครก็ไม่ได้ให้ภาพที่ครบถัวนเท่าไหร่ ยิ่งปัจจุบันที่ความรู้ หรือทักษะที่เรียนมา อาจไม่สำคัญมาก เพราะสุดท้ายคุณก็ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่ดี แล้วอะไรคือสิ่งที่ควรให้ความสำคัญในการคัดเลือกคนเข้าร่วมทีม คุณ Patrick Lencioni ผู้ก่อตั้ง The Table Group พูดใน podcast จากประสบการณ์ของเขาไว้อย่างน่าสนใจว่า มี 3 สิ่งที่เขามองหา และให้น้ำหนักมากกว่าตัว resume ของผู้สมัครด้วย คือ 1. Humble

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *