|

ไม่มีอารมณ์ทำงาน/ฟิตเกินนอนไม่หลับ ทำไงดี?

 

ชีวิตทำงานทุกวันนี้มีอะไรที่ต้องทำมากมาย

ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเราทำงานถูกวิธีแล้ว ทำยังไงมันก็จะไม่มีวันหมด (ฮา)

แม้ว่าเราจะดูแลร่างกายเป็นอย่างดี ออกกำลังกายให้แข็งแรงแล้ว

แต่ก็ยังมีอีกปัจจัยนึงที่มีผลกับการทำงาน

นั่นคือ อารมณ์ของเรา…

เคยมั้ยที่อยู่ๆก็เกิดไม่อยากทำงานขึ้นมา เป็นอารมณ์ศิลปินขึ้นมาซะอย่างนั้นแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

เล่น Facebook ก็แล้ว ปลูกผักก็แล้ว ดูทีวีก็แล้ว (แถมนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอีกด้วย) ก็ยังขี้เกียจเหมือนเดิม

แต่ในอีกหลายๆครั้งที่เราเกิด”อิน”กับบทบาทความรับผิดชอบเกินไปเก็บเอาคิดในเวลาที่ไม่ควรคิดเช่นเวลาอยู่กับครอบครัว หรือเวลานอน

จนนอนไม่หลับ นอนไม่พอ และมีผลกับการทำงานวันต่อไป แล้วก็ยิ่งเครียด ยิ่งนอนไม่หลับ เป็นวงจรอุบาท

อาการเกินๆขาดๆทั้งสองอย่างนี้ทำให้เราเหนื่อยและล้าโดยไม่จำเป็น

ถ้าเกิดไม่มีอารมณ์ทำงาน หรือเครื่องดับไปนาน ก็จะมีปัญหาดินพอกหางหมู และก็จะมาเหนื่อยปั่นตอนจะถึงวันส่ง

ซึ่งแน่นอนกว่าคุณภาพที่ได้ก็จะไม่ดีเท่าที่ควร

ในทางกลับกัน

ถ้าเกิดฟิตจัด ไม่สามารถหยุดคิดเรื่องงาน หรือถอดหัวโขนได้ เราก็จะล้าและไม่สามารถรักษาระดับความสามารถที่จุดสุดยอดได้เป็นเวลานาน

ผมเองก็เคยเป็นทั้งสองแบบและพยายามคิดว่าจะแ้ก้ปัญหานี้อย่างไรดี

วิธีที่ดีที่สุดที่ผมทำอยู่ตอนนี้มี 3 ขั้นง่ายๆ คือ

  1. เข้าใจและยอมรับว่าอารมณ์ขึ้นลงเป็นของธรรมดา ไม่ต้องเครียด อันนี้จะว่าอินตามคำพระสอนก็ใช่ หลายครั้งที่ผมหงุดหงิดตัวเองว่าทำไมอยู่ๆก็หมดไฟทำงานไปเสียดื้อๆ หรือไม่ก็คิดเรื่องงานทั้งวันทั้งคืนจนนอนไม่หลับแทบจะทั้งคืน และผลจากการหงุดหงิดก็จะทำให้ระดับอารมณ์ของเราเสียไปนานกว่าเดิม
  2. หาตัวกระตุ้นและตัวเบรคที่เหมาะสมกับตัวเอ ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละคนเลย บางคนตัวกระตุ้นอาจจะนึกเทียบกับเพื่อนร่วมงานที่ขยันๆให้กดดันตัวเอง บางคนอาจจะเป็นอ่านหนังสือที่ชอบ หรือไปเที่ยวกลางคืนกับเพื่อน (สัมพันธ์กันมั้ยเนี่ย?) สำหรับตัวเบรคบางคนอาจจะคิดว่าชีวิตเรามีอะไรมากกว่างาน หรือนั่งสมาธิ หรือ shopping ซึ่งก็ขึ้นกับว่าวิธีใดจะถูกกับจริตของเรา
  3. ใช้ตัวกระตุ้นหรือตัวเบรคเมื่อต้องการ ลองไปเรื่อยๆ ครั้งแรกๆอาจจะยังไม่ใช่ ก็ลองสังเกตตัวเอง และเปลี่ยนตัวกระตุ้นไปเรื่อยๆจนกว่าจะเจอ

เพื่อนๆมีเคล็ดลับอะไรก็มาแบ่งปันกันได้นะครับ

ถือว่าแบ่งปันกัน…
____________________________________________________________

ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามสั้นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นพลังในการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • HR แผนกที่บริษัทมักมองข้าม

      HR แผนกที่พนักงานไม่ค่อยอยากสุงสิงด้วยถ้าไม่จำเป็น HR แผนกที่พนักงานมองว่าเป็นตัวแทนของบริษัท ขณะเดียวกันผู้บริหารก็มองว่าเป็นตัวแทนของพนักงาน HR แผนกที่หลายบริษัทเริ่มให้ความสำคัญ เพราะเห็นว่าบุคลากรที่เก่งและเหมาะสมกับองค์กรเป็นสิ่งที่สำคัญในการแข่งขันทางธุรกิจ HR แผนกที่พยายามสลัดภาพผู้คุมกฏ ทำงาน routine น่าเบื่อ เป็นที่รวมของคนไม่มีที่ไป มาเป็นมือขวาของผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคลในเชิงรุก เข้าใจภาพธุรกิจ ขณะเดียวกันก็เข้าใจพนักงาน จากที่มีโอกาสได้สัมผัสทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ผมเห็นหลายองค์กรที่ผู้บริหารเริ่มให้ความสำคัญกับด้านบุคลากรในองค์กรมากขึ้น HR เลยได้โจทย์ใหม่ๆมากมายเพื่อดึงดูดผู้สมัครที่เก่งและดี พัฒนาพนักงานให้เก่งขึ้น และดึงศักยภาพของพนักงานออกมาใช้ในองค์กร อย่างมีความสุข ภายใต้งบที่จำกัด (และลดลงทุกปี) ต้องบอกเลยว่า ไม่ง่าย… แต่ในความคาดหวังที่ท้าทายขนาดนี้ สิ่งที่ผมเห็นคือ คนในทีม HR กลับถูกละเลย ละเลยจากเพื่อนพนักงาน ที่มักจะมองว่าคนแผนกนี้เป็นตัวแทนของบริษัท ต้องคอยจับผิดแน่ๆ หรือมีเรื่องเกี่ยวกับปัญหาเกี่ยวกับผลประโยชน์ต่างๆ ก็จัดเต็มจนลืมไปว่าคนในทีม HR ก็เป็นเพื่อนร่วมงาน กินเงินเดือนเหมือนกัน ละเลยจากผู้บริหาร ผู้บริหารหลายท่าน ยังมองว่า HR เป็นแผนกจับฉ่าย มีงานแล้วไม่รู้จะให้ใครทำก็มาแปะไว้แผนกนี้ก่อน ผมเคยเห็นตั้งแต่เตรียมงานปีใหม่ ถ่าย+ตัดต่อวีดีโอ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าให้ทำก็ทำได้ แต่ถ้างานที่ทำใช้เวลาไม่สอดคล้องกับความคาดหวัง ก็ยากที่เป็น ละเลยจากพัฒนา เป็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออก…

  • |

    อาสาสมัครเรื่องไกลตัว?

    วันนี้ได้ไปช่วยทำกิจกรรมสอนภาษาอังกฤษน้องๆในชุมชนโค้งรถไฟยมราชกับ Dwight (Twitter: @DwightTurner) และกลุ่ม InSearchOfSanuk ตามคำชวนของพี่ต่าย (@srisuda) และวาว (@vow_vow) จริงๆผมได้รู้จักกับ Dwight มาสักพักใหญ่ๆจากงาน Tweet Meetup และได้ตามผลงานของกลุ่ม InsearchOfSanuk ผ่านเว็บแต่ไม่เคยมีโอกาสไปร่วมทำกิจกรรมอาสาสมัครกับกลุ่มนี้มาก่อน แม้กลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือใจที่จะให้ ถ้าใครเคยทำงานอาสาสมัครมาก่อนจะรู้ว่าแม้พื้นเพจะต่างกันจนไม่่น่าเชื่อว่าจะรู้จักกันได้ในชีวิตประจำวัน แต่เราสามารถทำงานร่วมกัน และเป็นเพื่อนกันได้เพราะมีใจที่จะให้เหมือนกัน (common objective) สิ่งที่ผมทึ่งและประทับใจกลุ่มนี้มากๆ (แถมเป็นการตบหน้าคนไทยกลายๆ) คือ เราพูดเสมอว่าประเทศเราจะพัฒนาได้อยู่ที่การพัฒนาการศึกษา การให้ความรู้กับเด็กที่ด้อยโอกาส แล้วเราก็โยนว่าเป็นเรื่องระดับชาติ เรื่องของกระทรวงศึกษา เรื่องของโรงเรียน แต่… เราไม่เคยทำอะไรเลย มากไปกว่านั่งวิจารณ์ในห้องแอร์แล้วก็ปล่อยมันผ่านไป ขณะที่ฝรั่งกลุ่มนี้เข้าไปบุกเบิกชุมชมแออัดที่แม้แต่เราคนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยย่างกลายเข้าไป ทำในสิ่งที่ตัวเองช่วยได้ บางคนเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนนานาชาติ บางคนเป็น Expat ในบริษัทข้ามชาิติมาประจำในไทยแค่ปีกว่าๆ แต่ทุกคนก็เต็มใจมาช่วยเด็กไทย ซึ่งผมสามารถสัมผัสถึงความแตกต่างที่กลุ่มนี้ได้ทำจริงๆ ตั้งแต่ชาวบ้านทักทายและต้อนรับอย่างเป็นกันเอง เด็กๆวิ่งเข้ามากอด มาคุยด้วย อย่างไม่กลัวที่จะพูดผิดเหมือนนักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียน น้องๆหลายคน (7-8ขวบ) สามารถเข้าใจพูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่านักเรียนม.ปลายหลายๆคนที่มีโอกาสทุกอย่าง นี่คือตัวอย่างความเปลี่ยนแปลงที่ผมสัมผัสได้แม้จะเป็นครั้งแรกที่ผมไปร่วมกิจกรรม … และนี่ก็เป็นอีกตัวอย่างที่ช่วยตอกย้ำความเชื่อที่ว่าเราสามารถสร้างความแตกต่างในสังคมได้ ถ้าเราทำ……

  • |

    ออกความเห็นในที่ประชุมให้เป็น

    เวลาที่คุณไปประชุม แล้วอยากพูดเพื่อแสดงความเห็น คุณจะทำยังไง?   ไม่ยาก เพราะมีแค่ 2 ทางเลือก คือ พูด กับ ไม่พูด ปัญหาคือ ถ้าเราเลือกที่จะ “พูด” แต่ดันพูดไม่เป็น ผลลัพธ์ ก็อาจจะออกมาแย่กว่าไม่พูด ตั้งแต่อาจโดนมองว่าอยากดัง ความเห็นไม่เห็นมีประโยชน์ ก้าวร้าว หรือไปทับเส้นใครแล้วโดนตอกกลับหน้าหงาย ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยการเลือกที่จะพูดเพื่อที่จะแสดงความเห็นของตัวเอง ก่อนที่ประสบการณ์ (แย่ๆ) จะค่อยๆบอกให้เราหุบปาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะที่ผ่านมาเรายังแสดงความเห็นไม่เป็น เมื่อโตขึ้นหลายคนจึงเลือกที่จะ “ไม่พูด” แล้วไปบ่น หรือระบายกับเพื่อนหลังประชุมเสร็จ ซึ่งก็ไม่มีประโยชน์กับตัวเองและทีมเลย ผมอ่านเจอเทคนิคการพูดเพื่อเสนอความคิดของเราในที่ประชุมจาก Chris Argyris, Harvard Business School ซึ่งผู้บริหารของ P&G พยายามนำมาใช้ (source: Playing to Win: How Strategy Really Works) โดยก่อนจะออกความเห็น ให้พูดประโยคนำนี้ก่อน I have a view…

  • ทำงานกับหัวหน้าเด็กกว่า… (แล้วไง?)

    เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยเจอปัญหาหัวหน้าที่เด็กกว่า ประสบการณ์น้อยกว่าเรา (หรือไม่มีประสบการณ์เลย!!) ในทางกลับกัน หลายคนอาจจะเจอปัญหาลูกน้องที่แก่กล้ากว่าเราทั้ง วัยวุฒิ และ/หรือคุณวุฒิ แ้ล้วคิดไม่ตกว่าจะดูแลยังไง โดยทั่วๆไปผมคิดว่าปัญหาจะเกิดมั้ยขึ้นอยู่กับทัศนคติของแต่ละบุคคลและวัฒนธรรมองค์กรของแต่ละที่ด้วย ถ้าไม่มีปัญหาก็โชคดีไป แต่ถ้ามีล่ะ… จากประสบการณ์ตัวเองและการสังเกตพี่ๆน้องๆที่ร่วมงานด้วยหลายคน ผมว่าสิ่งที่เราทำได้เพื่อการทำงานร่วมกันอย่างมีความสุขในสองกรณี คือ 1. ถ้าเราเป็นหัวหน้าที่มีลูกน้องอายุหรือประสบการณ์มากกว่า

  • |

    Snowball Effect

      เคยเห็นพระเอกพานางเอกวิ่งหนีหิมะก้อนใหญ่ๆ(Snowball)ที่กำลังกลิ้งลงมาจากภูเขาในหนังมั้ย? เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมลูกหิมะมันถึงได้ใหญ่เว่อร์กว่าตัวคนขนาดนั้น? จริงๆแล้วลูกหิมะใหญ่ก็เกิดจากลูกหิมะเล็กๆบนยอดเขา (คนละอันกับแตงโมผลใหญ่ๆ เกิดขึ้นได้จากเม็ดแตงเล็กๆ ในเพลงเด็กอนุบาลนะครับ) แต่ระหว่างหิมะกลิ้งลงมาตามเขา มันก็ค่อยๆขยายตัวเป็นหิมะก้อนใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น จากหิมะที่มันกลิ้งผ่าน คนมาเห็นตอนลูกมันใหญ่มาก หยุดไม่ได้แล้ว เลยต้องวิ่งหนี (ฮา) Snowball Effect หรือการขยายตัวของสถานการณ์, กระบวนการ ที่เกิดจากเรื่องหรือจุดเล็กๆ ไม่สำคัญนั้น ถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์และอธิบายสถานการณ์ในหลายด้าน ทั้งเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ และด้านทางธุรกิจ เป็นต้น แต่วันนี้จะมาเสนอ Snowball Effect ในมุมมองการพัฒนาตัวเอง

  • |

    4 คำตอบที่จะช่วยไม่ให้เราแก้ตัว(โดยไม่รู้ตัว)

      การแก้ตัวเป็นสิ่งที่ปกติมากๆสำหรับหลายๆคน ผมเองก็เคยเข้าใจผิดว่าสิ่งที่พูดเป็นการอธิบายเหตุผลในมุมมองของเรา ให้อีกฝ่ายเข้าใจ แล้วเราก็จะหงุดหงิดที่อีกฝ่ายบอกว่าเหตุผลที่เราอธิบายนั้น เป็นการแก้ตัว แต่พอเราเงียบก็กลายเป็นไม่ผิดอีก (เอ๊ จะเอายังไงกันแน่) วันก่อนได้อ่านหนังสือเจอเรื่องการฝึกนักเรียนทหารที่โรงเรียน West Point ของอเมริกา

7 Comments

  1. ตอนแรกคิดว่าตัวกระตุ้นคือการไปเที่ยวอ่ะ ไปหลายๆวันจะคิดถึงงาน แต่พอกลับมาทำได้ไม่กี่วัน ก้อเบื่ออีก
    ตอนนี้เลยคิดถึงเงินแทน 555+

  2. @Linsanovy: เงินก็เป็นตัวกระตุ้นที่ดีสำหรับหลายคนนะ…

  3. The Rock เนี่ยนะ มีอารมณ์หมดไฟด้วย อ๊า HCLT แย่แล้ว The Rock สั่นคลอนนนน

    ไม่อยากบอกว่าเจ๊เป็นตลอดเวลา โดยเฉพาะอาการคึกไม่ถูกที่ถูกเวลา โฮ้ยยย โดนๆๆ

  4. นึกออกอีกอย่าง ถ้าไม่มีอารมณ์ทำงาน ลองนึกกลับไปสมัยตอนที่รู้ว่าได้งาน หรือความตื่นเต้นตอนที่เพื่งได้งานที่ทำอยู่ใหม่ๆ ไฟจะกลับมาแรงอีกครั้ง (ใช้ได้กับตัวเอง)

  5. ฮะๆ เห็นด้วย….

    เดี๋ยวนี้เริ่มคอนโทรลอารมณ์ติสต์ตัวเองให้เป็นวัฎจักรได้ละ

    เริ่มจากตื่นเช้ามา ช่วงเช้าเป็นโหมดนั่งตะลอนเวบ จิบกาแฟ นั่งดูยูทูป หรือ TED เพราะรู้ตัวว่าสามชั่วโมงหลังตื่นเป็นระยะสมองยังไม่เข้าระยะบรรเจิด
    หลังกินข้าว อัดกาแฟ…. และโปรดักทีฟเต็มขั้น ยันห้าโมงเย็น
    ถ้าไฟยังแรงต่อ…ก็ย้ายที่ทำงาน บ้าน / ร้านกาแฟ / ห้องสมุด นั่งทำต่อไป…. ถ้าไฟดับ ก็หยุด ไปทำอย่างอื่น
    ช่วงดึก relax เต็มที่… พยายามยังไงก็ไม่ได้งาน… เก็บแรงพยายามไว้ปล่อยวันรุ่งขึ้น

    เคล็ดลับ จิบกาแฟทีละนิด…คาเฟอีนช่วยท่านได้…
    เคล็ดลับสอง….​ไม่รู้ทำไมนะ แต่เวลาอี๊สมองทำงานดี๊ดี…. :D

  6. @Dop: ดีใจที่ได้ยินว่าด๊อปเริ่มคอนโทรลอารณ์ติสต์ได้…

    สำหรับเคล็ดลับหนึ่งพี่จะลองไปใช้ดู สำหรับเคล็ดลับสองพี่เคยอ่านเจอกว่าถ้าถอดหมดขณะทำธุระจะช่วยให้มีความสุขมากขึ้น(รู้สึกถึงอิสรภาพอย่างแท้จริง)และช่วยถ่ายได้ง่ายขึ้นด้วย ทดสอบแล้วจึงบอกต่อ(ฮา)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *