|

ออกความเห็นในที่ประชุมให้เป็น

Businessman Raising His Hand

เวลาที่คุณไปประชุม แล้วอยากพูดเพื่อแสดงความเห็น คุณจะทำยังไง?  

ไม่ยาก เพราะมีแค่ 2 ทางเลือก คือ พูด กับ ไม่พูด

ปัญหาคือ ถ้าเราเลือกที่จะ “พูด” แต่ดันพูดไม่เป็น ผลลัพธ์ ก็อาจจะออกมาแย่กว่าไม่พูด ตั้งแต่อาจโดนมองว่าอยากดัง ความเห็นไม่เห็นมีประโยชน์ ก้าวร้าว หรือไปทับเส้นใครแล้วโดนตอกกลับหน้าหงาย

ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยการเลือกที่จะพูดเพื่อที่จะแสดงความเห็นของตัวเอง ก่อนที่ประสบการณ์ (แย่ๆ) จะค่อยๆบอกให้เราหุบปาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะที่ผ่านมาเรายังแสดงความเห็นไม่เป็น

เมื่อโตขึ้นหลายคนจึงเลือกที่จะ “ไม่พูด” แล้วไปบ่น หรือระบายกับเพื่อนหลังประชุมเสร็จ ซึ่งก็ไม่มีประโยชน์กับตัวเองและทีมเลย

ผมอ่านเจอเทคนิคการพูดเพื่อเสนอความคิดของเราในที่ประชุมจาก Chris Argyris, Harvard Business School ซึ่งผู้บริหารของ P&G พยายามนำมาใช้ (source: Playing to Win: How Strategy Really Works) โดยก่อนจะออกความเห็น ให้พูดประโยคนำนี้ก่อน

I have a view worth hearing, but I may be missing something.

ถ้าในภาษาไทยก็คงประมาณ “ผมมีไอเดียที่อยากเสนอ แต่อาจขาดอะไรไปบางอย่าง” หรืออาจใช้ประโยคอื่นที่สื่อใจความเหมือนกันแทนก็ได้

ซึ่งข้อดีของการพูดนำแบบนี้ก่อนจะออกความเห็นของเรา คือ

1. เราได้พูด แบ่งปันความเห็นของเรากับทีม และความเห็นหรือไอเดีย จะเป็นสิ่งที่เราเพิ่มคุณค่าให้กับที่ประชุม

2. เราบอกว่าสิ่งที่เราคิดและเสนอไม่ได้หมายความว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ห้ามเห็นต่าง ห้ามเถียง โดยการบอกว่าสิ่งที่เราเสนออาจขาดอะไรไป ซึ่งคนฟังจะไม่รู้สึกว่าเป็นการยัดเยียดให้ยอมรับความเห็นนี้ และกล้าที่จะเห็นต่าง หรือต่อยอดสิ่งที่เราพูดไป

3. เป็นการสร้างบรรยากาศให้มีการแบ่งปัน และเสริมในส่วนที่ขาด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

เห็นมั้ยครับ ประโยคนำสั้นๆเพียงประโยคเดียว สามารถเปลี่ยนการออกความเห็นของเราได้ขนาดไหน ลองเทียบกับ การออกความเห็นแบบขวานผ่านซากดู

“ผมคิดว่า……….”

“ผมว่า………”

คนฟังอาจไม่กล้าแย้ง เพราะกลัวว่าการแย้งหรือไม่เห็นด้วยกับความคิด คือ การบอกว่าคนพูดผิด  ซึ่งจากการแบ่งปันอาจกลายเป็นการโจมตีที่ตัวบุคคลโดยไม่ได้เจตนา และแน่นอนว่าไม่มีใครในที่ประชุมที่ต้องการให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น

ลองฝึกดูนะครับ ได้ผลยังไงก็มาเล่าสู่กันฟังบ้าง :)

Similar Posts

  • |

    ทำยังไง กับ ต้องเป็นยังไง?

    วันนี้บังเอิญไปเจอคลิปใน YouTube ของ อ.ชัชชัย ตั้งธรรม แห่ง Access ผ่าน Twitter @Chachchy โดยบังเอิญอีกเช่นกัน จริงๆผมก็เป็นเคยหนึ่งในลูกศิษย์ของอ.ชัชชัย สมัยเรียน ม.4 ยังจำได้ว่าหลังเลิกเรียนก็ออกประตูหลังตึกคุณหญิงหรั่ง ลัดเลาะผ่านคณะสัตวแพทย์ มาแวะทานข้างที่โรงอาหารเภสัช ก่อนเดินไปเรียนที่สยาม ก่อนที่จะกลายเป็นโพสระลึกถึงความหลัง 10+ ปี ไปมากกว่านี้ กลับมาที่เรื่องของเราดีกว่า ^^” ในคลิปนี้อ.ชัชชัย พูดถึงวิธีการคิดจากคำถามที่ว่า ร้อยล้านทำได้จริงเหรอ? ซึ่งเงินร้อยล้านก็เปรียบเสมือน 1 ในเป้าหมายที่เราต้องการ เป้าหมายเราอาจจะเป็น จบปริญญาเอก, มีแฟนสวย/หล่อ, มีบ้านสวยๆ รถเท่ๆ เป็นต้น   ไอเดียนึงที่ผมได้จากการดูคลิปนี้คือ มุมมอง และกรอบในการคิด เพื่อไปถึงเป้าหมาย คนส่วนใหญ่รู้ว่าเป้าหมายคืออะไร ก็จะหาวิธี “ทำยังไง” ให้ได้ตามเป้าหมาย โดยมองจากกรอบของเราเป็นที่ตั้ง และกรอบนี้เองที่จะปิดกั้นไม่เราไปถึงเป้าหมายที่เราหวัง จึงไม่น่าแปลกใจที่ บางครั้งเราไม่เข้าใจ ความคิด หรือการกระทำบางอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จ ในทางกลับกัน… ถ้าเราเข้าใจว่าวิธีการคิด หรือสิ่งที่คนที่ประสบความสำเร็จทำคืออะไร ซึ่งในที่นี้ อ.ชัชชัย…

  • กฎ 10 ข้อสำหรับการเป็นคน

        การเป็นคน(ที่ดี) หรือที่ท่านพุทธทาส เรียกว่า มนุษย์ นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย บางคนอาจจะใช้ชีวิตอยู่ในประเทศประชาธิปไตย(รึเปล่า?) อย่างอิสระเสรี จนคิดว่าชีวิตนี้ไม่มีกฏอะไร อย่างน้อยที่สุดเราก็อยู่ในกฏแห่งธรรมชาติ และกฏแห่งกรรม พูดถึงกฏ วันก่อนไปอ่านเจอเรื่องกฏสำหรับการเป็นคนในอินเตอร์เน็ท เห็นว่าน่าสนใจเลย เอาแบ่งปันกัน อ่านแล้วทำให้ตัวเองได้คิดว่า 1) ทุกอย่างในชีวิตเราเป็นคนกำหนดเอง 2) การเรียนรู้ไม่มีวันหมด เราสามารถนำทุกอย่างมาเป็นครูสอนเราได้เสมอ ถ้ารู้ยังมอง สำหรับคำแปลภาษาไทย ผมเป็นคนแปลเอง สำหรับบางคนที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษ ถ้าไม่ดีอย่างไรก็โทษผมได้เต็มที่ครับ Ten Rules for Being Human กฏ 10 ข้อสำหรับการเป็นคน by Cherie Carter-Scott   1. You will receive a body. You may like it or hate it, but it’s yours…

  • |

    สอนลูกสาวก่อนไปเรียนต่อนอก

    เชื่อว่าคุณพ่อ คุณแม่ทุกคนย่อมเป็นห่วงลูกของตัวเองทั้งนั้น โดยเฉพาะการเลี้ยงวัยรุ่นที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ อย่างการไปเลือกไปเรียนต่อต่างประเทศ คืนนี้ผมได้ทานอาหารกับผู้ใหญ่ท่านนึง ซึ่งลูกสาวคนเดียวของท่านกำลังจะไปเรียนต่อต่างประเทศในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ท่านได้เล่าวิธีคิดและสอนลูกมาซึ่ง ผมคิดว่ามีประโยชน์มากเลยกลับมากลั่นเล่าสู่กันฟัง เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ปกครองในวัยนี้ หรือเผื่อวันนึงผมจะได้ใช้บ้าง :D เริ่มจากที่ลูกสาวมาบอกพ่อก่อนจบม.6 ว่าอยากไปเรียนทำอาหารที่ต่างประเทศ… ตอนแรกคุณพ่อก็กลัวและอดเป็นห่วง ไหนจะเรื่องของอาชีพในอนาคต ไหนจะเป็นลูกสาวคนเดียวที่ไปอยู่ไกลบ้าน สิ่งที่ทำได้คือให้ข้อมูล และความเสี่ยงต่างๆของสิ่งที่ลูกจะเลือก แล้วให้ลองไปฝึกงานที่ร้านอาหารจริงๆก่อนเดือนนึง แล้วค่อยตัดสินใจว่าเป็นสิ่งที่สนใจอยากเรียนจริงๆรึปล่าว หรือเป็นแค่กระแส หรือชอบชั่วคราว พอลูกสาวไปฝึกงานแล้วยืนยันว่า อยากไปเรียนด้านนี้จริงๆ คุณพ่อก็เลยจัดให้ แต่ก็ไม่ลืมที่จะสอนลูกสาวในเรื่องสำคัญด้านต่างๆ ดังนี้ สุขภาพ – ต้องดูแลตัวเองให้ดี รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ป่วยในต่างประเทศมันลำบาก การเรียน – ถ้าไปเรียนแล้วไม่ชอบ กลับมาเลยนะลูก ไม่ต้องฝืนจนจบ 4 ปี จะได้ประหยัดตังค์ด้วย ดีกว่าฝืนเรียนจนจบเพราะกลัวพ่อว่า แล้วมาขอเงินไปเรียนอย่างอื่นต่อ การเงิน – ไม่ต้องห่วง พ่อมีเงิน (จบข่าว) ความรัก – ถ้าเป็นไปได้อย่าชอบเค้าก่อน ค่อยๆดูกันไป ถ้าเราชอบเค้าก่อน เราจะ suffer เซ็กซ์…

  • เก็บตก:สัมมนา Productivity วิถีพุทธ

    เมื่อวานมีโอกาสได้ออกไปสัมนาข้างนอก เรื่อง Productivityวิถีพุทธ โดย ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ จัดโดยสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ นานๆได้ออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้างก็ดีเหมือนกัน ได้ฟังวิธีคิดของคนที่ต่างจากที่เจอทุกวัน (ระหว่างเขียนอยู่ก็ดูรายการเจาะใจกำลังสัมภาษณ์ อ.วรภัทร์ อยู่เป็นตอนที่ 2 ไปด้วย) กลับมาอ่านโน้ตที่จดไว้แล้วพยายามจะเรียบเรียงสิ่งที่น่าสนใจที่ได้จากการฟังครั้งนี้ แม้ว่าเนื้อหาจะโยงไปเรื่องโน้นเรื่องนั้นบ้าง แต่ก็หวังว่าจะได้แง่คิดอะไรใหม่ๆไปคิดต่อ หรือไปใช้บ้างนะครับ… พุทธะ คืออะไร ผู้รู้=สติ ผู้ตื่น=sensing ซึ่งจะต่อยอดเป็น Knowledge Management แล้วต่อไปเป็น Learning Organization ผู้เบิกบาน=Happy Workplace ทั้งสามข้อนี้จะทำให้เกิดนวัตกรรมในองค์กร แล้วจะเพิ่ม 3 P (Profit/People/Planet)

  • |

    Work/Life Effectiveness By Jim Lafferty (Part I)

    ดูเหมือนว่าทุกวันนี้ทุกบริษัทจะคาดหวังและต้องการเวลาจากพนักงานมากขึ้นเรื่อยๆ พนักงานก็ดูมีความสุขน้อยลง เริ่มบ่นว่าใช้เวลาทำงานทั้งที่ทำงานและบ้านมากขึ้น เครียดและล้าสะสมมากขึ้น… ชีวิตมีแต่งาน งาน งาน แล้วช้านจะหาแฟนได้มั้ยเนี่ยยยย… ^^” ไม่ต้องแปลกใจว่าเรื่องนี้เกิดกับเรา หรือบริษัทของเราที่เดียวรึเปล่า? จริงๆแล้วเรื่อง Work/Life Balance (Work/Life Effectiveness, etc.) นี้เป็นปัญหาใหญ่ในทุกองค์กรทั่วโลกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าลาออกจากไปทำงานที่ใหม่แล้วจะไม่มีปัญหานี้ หลายบริษัทมีการจัดอบรมเรื่องการบริหารเวลา (Time Management) แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่ช่วยเท่าไหร่ วันก่อนผมได้มีโอกาสดูคลิปการพูดของคุณจิม ลาฟเฟอร์ตี้ (Jim Lafferty) ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท พูดในการประชุมของผู้บริหารระดับสูงในทวีปอเมริกา เรื่องเทคนิคที่ได้เรียนรู้ในการจัดการชีวิตและงาน ซึ่งสรุปออกมาเป็น 15 เทคนิค ซึ่งคุณจิมรับประกันว่าถ้าได้นำไปใช้ ชีวิตของคุณจะดีขึ้นทันที (โฆษณาให้หน่อย) ผมเห็นว่าน่าสนใจเลยอย่างจะมาแบ่งปันกัน โดยจะแบ่งออกเป็น 2-3 ตอน ขึ้นอยู่กับความขยันนะครับ… ;D _______________________________ สิ่งแรกที่เราควรรู้ก่อนคือ work/life balance ไม่เกี่ยวกับเวลา

  • |

    การประชุมสูตร 40-20-40

    ในแต่ละสัปดาห์คุณใช้เวลาอยู่ในการประชุม กี่ประชุม คิดเป็นกี่ชั่วโมง? แล้วคุณคิดว่ามีกี่ประชุมที่มีประสิทธิภาพ? ถ้าคุณเป็นคนนำการประชุมเองคุณจะทำให้ การประชุมของคุณมีประสิทธิภาพกว่า การประชุมอื่นๆที่คุณเข้าร่วมได้อย่างไร? สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากการประชุมมาตลอดชีวิตการทำงาน คือ การประชุมจะดี ไม่ดี มีประสิทธิหรือไม่นั้นความสำคัญไม่ได้อยู่ที่เวลาประชุม เท่ากับ การเตรียมตัวก่อนการประชุม และการติดตามผลหลังการประชุม ผมอ่านเจอหลักการ 40-20-40 continuum ของการประชุม  จากหนังสือ Meeting Together ของ Lois Graessle และ George Gawlinski ซึ่งผมว่ามีประโยชน์มาก เพราะคนจำนวนไม่น้อย เวลาคิดถึงการประชุม มักจะให้ความสำคัญแค่ช่วงเวลาที่จะประชุม แต่ไม่ได้ใช้เวลา และใส่ใจในการเตรียมตัวก่อน และติดตามผลหลังการประชุมมากพอ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *