ทำงานกับหัวหน้าเด็กกว่า… (แล้วไง?)

เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยเจอปัญหาหัวหน้าที่เด็กกว่า ประสบการณ์น้อยกว่าเรา (หรือไม่มีประสบการณ์เลย!!) ในทางกลับกัน

หลายคนอาจจะเจอปัญหาลูกน้องที่แก่กล้ากว่าเราทั้ง วัยวุฒิ และ/หรือคุณวุฒิ แ้ล้วคิดไม่ตกว่าจะดูแลยังไง

โดยทั่วๆไปผมคิดว่าปัญหาจะเกิดมั้ยขึ้นอยู่กับทัศนคติของแต่ละบุคคลและวัฒนธรรมองค์กรของแต่ละที่ด้วย

ถ้าไม่มีปัญหาก็โชคดีไป

แต่ถ้ามีล่ะ…

จากประสบการณ์ตัวเองและการสังเกตพี่ๆน้องๆที่ร่วมงานด้วยหลายคน ผมว่าสิ่งที่เราทำได้เพื่อการทำงานร่วมกันอย่างมีความสุขในสองกรณี คือ

1. ถ้าเราเป็นหัวหน้าที่มีลูกน้องอายุหรือประสบการณ์มากกว่า

เคารพความสามารถ/ประสบการณ์ของลูกน้อง: ปริญญาไม่อาจทดแทนประสบการณ์ทำงานได้ฉันใด อย่าคิดว่าเราจะเก่งกว่าเพียงเพราะเราจบสูงกว่า(ฉันนั้น)

ให้เกียรติ: ยิ่งลูกน้องอายุมากกว่าเราเท่าไหร่ ยิ่งต้องคิดถึงเรื่องนี้ แม้จะทำงานในบริษัทต่างชาติ แต่ในสังคมไทย ยังไงก็ยังถือเรื่องการให้เกียรติผู้ใหญ่กันอยู่

ให้งานที่เหมาะกับประสบการณ์/ความถนัด แล้วอย่าลืมให้เครดิตเมื่อมีผลงาน: ให้ทีมรู้ว่าเราเห็นคุณค่าในประสบการณ์หรือความถนัดของเขา

เป็นตัวอย่างที่ดีในการทำงาน: แม้เราจะทำผลงานได้ดี แต่ก็อย่าพลาดในเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่น มาสาย,ไม่ทำตามระเบียบบริษัท เป็นต้น เพราะทุกอย่างที่เราทำมีคนมองอยู่เสมอ

2 ถ้าเราเป็นลูกน้องที่มีหัวหน้าอายุหรือประสบการณ์น้อยกว่า

อย่าจับผิด: แต่ให้มองว่าหัวหน้ามีดีอะไร (แต่ไม่ใช่จะลองดีนะ) เพื่อเราจะได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเอง

เข้าใจสไตล์การทำงานซึ่งอาจไม่เหมือนกับที่เราคิด: โลกมันเปลี่ยนไปแล้วพี่…^^”

ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจ ให้บอกตรงๆ: น้องๆเค้าก็อยากเป็นหัวหน้าที่ดี แต่ถ้าไม่มีคนบอก ใครจะรู้ล่ะว่าทำอะไรไม่ดี ไม่ถูกใจ

__________________________

ขอจบด้วยเคสหนึ่งที่ทำงาน ลูกน้องคนหนึ่งรับไม่ได้ที่มีหัวหน้าเป็นเด็กเพิ่งจบมหาวิทยาลัยมาซิงๆ ขณะที่ตัวเองมีประสบการณ์ในด้านนั้นเกือบสิบปี น้องที่เป็นหัวหน้าก็รู้สึกกลัวๆเหมือนกันที่รู้ว่าจะได้พี่คนนี้มาอยู่ในทีม

หัวหน้าใหญ่เรียกพี่มากประสบการณ์ไปคุยด้วยก่อน บอกว่า

” ต่อให้ไม่ได้หัวหน้าที่เด็กกว่าในassignementนี้ คุณคิดว่าคุณจะหนีหัวหน้าเด็กได้จนเกษียณเหรอ? ทำไมไม่มองว่านี่เป็นโอกาสเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกันในความต่างล่ะ แถมจะได้ฝึกการmanageหัวหน้าด้วยนะ น่าสนุกออก”

แล้วก็เรียกหัวหน้าน้องใหม่เข้ามาคุย (ด้วยมุกเดียวกัน)

“คุณคิดว่าจะหนีลูกทีมที่อายุมากกว่าพ้นเหรอ? ไม่เจอในassignmentนี้ ก็เจอในassignementหน้าแน่นอน ลองมองว่าเป็นการฝึกความเป็นผู้ใหญ่ในตัวเองและทำให้ลูกน้องเคารพที่ความสามารถไม่ใช่อายุสิ ถึงจะเก่งจริง”

ตอนนี้ทั้งสองคนก็ยังทำงานอย่างมีความสุข… ^__^

จะเห็นว่าบางครั้งแค่คำพูดประโยคเดียว ก็สามารถเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อคนอื่นได้ และช่วยให้ทำงานกันอย่างมีความสุขมากขึ้นด้วย…

________________________________________________________________________________

ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามสั้นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นพลังในการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • | |

    ข้อคิดจากนักไต่เขา

    เคยมั้ยที่ทำอะไรซักอย่างแล้วท้อ ให้หยุดทำสิ่งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่อย่าง เรื่องงาน หรือเรื่องทั่วๆไปอย่าง การหัดเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ความสำเร็จที่สมควรแก่การชื่นชมนั้นต้องอาศัยความพยายาม และความอดทน ซึ่งเราก็รู้แต่หลายคนก็อดไม่ได้ที่ถอดใจไปก่อน ผมมีข้อคิดจากนักไต่เขาเกี่ยวกับเรื่องนี้จะเล่าให้ฟัง นักไต่เขาทุกคนไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมืออาชีพ ทุกคนจะเริ่มในสภาพเหมือนกัน คือ ร่างกายพร้อม 100% และมีความกระตือรือร้นที่จะปีนเขา แต่ หลังจากที่เขาปีนไป ปีนไป ความเหนื่อยล้า ก็ค่อยๆมาเยือน ก่อนที่จะถึงยอดเขา ทุกคนจะมีจุดหนึ่งที่นักไต่เขาเรียกว่า “hit the wall” หรือ จุดถอดใจ มือใหม่จะหยุด หันหลังกลับ และยินดีที่ตัวเองไต่มาได้ไกลถึงขนาดนี้ นอกจากว่า

  • |

    สะกดชื่อภาษาอังกฤษยังไง ไม่ให้ไก่กา

      คุณสะกดชื่อภาษาอังกฤษตัวเองอย่างไร? อย่างผมก็ C-H-U-T-C-H-A-P-O-L ในการทำงาน ผมเชื่อว่าคุณได้มีโอกาสสะกดชื่อ หรืออย่างน้อยก็อีเมลให้คนอื่นฟังแน่ๆ ปัญหาของการสะกดแบบทีละตัวคือ เสียงของหลายตัวอักษรอาจคล้ายกันจนคนฟังไม่แน่ใจต้องถามซ้ำ D หรือ E P หรือ T ถ้าออกเสียงไม่ชัด สัญญาณโทรศัพท์ไม่ดี หรือคนที่มีชื่อภาษาอังกฤษ หรืออีเมลยาวๆ โอกาสฟังผิดก็ยิ่งสูงขึ้น อีเมลของผมที่บริษัทให้มีทั้งชื่อ และนามสกุลเต็ม รวมแล้ว 24 ตัวอักษรไม่รวมชื่อบริษัท ตามด้วย .com อีก เวลาสะกดเสร็จแล้ว พออีกฝ่ายทวนแล้วสะกดผิด จะชวนหงุดหงิดไม่น้อยเพราะต้องสะกดตั้งแต่ต้นใหม่ (ขอจิบน้ำแป๊บ) วิธีหนึ่งที่จะช่วยคุณได้คือ เวลาสะกดอักษรทีละตัวนั้น ให้มีคำศัพท์ต่อท้ายเพื่อแยกแยะตัวอักษรได้ชัดเจน แต่ปัญหาที่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นปัญหาคือ แล้วจะใช้คำอะไรต่อท้ายตัวอักษรนั้นดี

  • ออเจ้าว่ากระไร ข้าฟังไม่รู้ความ

      แม่การะเกด ออเจ้าว่ากระไร ข้าฟังไม่รู้ความ   ระหว่างที่ผมดูท่านขุนหมื่นงงกับคำพูดไม่คุ้นหูของแม่การะเกดในละครบุพเพสันนิวาส ผมก็นึกถึงภาพในการทำงานที่หลายครั้งการสื่อสารของคนในทีม ก็ทำให้ผมรู้สึกงง ไม่เข้าใจในสิ่งที่น้องๆ ในทีมพยายามสื่อ ไม่ต่างจากท่านขุนหมื่น ทั้งๆ ที่เข้าใจถึงความตั้งใจของน้องๆ แต่การสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพทำให้หงุดหงิด และเสียเวลาการทำงานทั้งสองฝ่าย ผมมาทบทวนจากประสบการณ์การสื่อสารกับหัวหน้าที่มีประสิทธิภาพ และไม่มีประสิทธิภาพ บวกกับความคาดหวังของตัวเองในฐานะหัวหน้า สรุปออกมาเป็น 4 เทคนิคที่จะช่วยให้คุณสื่อสารกับหัวหน้า (หรือคนที่ทำงานด้วย) ได้ดีขึ้น 1. อธิบาย context กับ background ของประเด็นที่จะพูด หลายคนพอมีโอกาสพูดกับหัวหน้า ก็รัวปัญหาใส่หัวหน้าประหนึ่งแร๊พ อโยธยา ซึ่งเราต้องอย่าลืมว่าหัวหน้าไม่ได้รับผิดชอบเรื่องของเราแค่คนเดียว และเขาไม่ได้อยู่หน้างาน ใช้เวลากับงานของเราเท่ากับตัวเรา เพราะฉะนั้นก่อนพูดถึงประเด็นที่ต้องการสื่อ ควรบอก context กับ background ของเรื่องนั้นซักนิด เพื่อให้หัวหน้าเข้าใจที่มาที่ไป สถานะปัจจุบันของเรื่องที่เราต้องการจะสื่อสาร ก่อนจะลงไปที่ตัวประเด็นที่อยากจะพูด แต่ในกรณีที่หัวหน้าแม่นรายละเอียดของงาน หรือได้พูดคุยกันบ่อยๆ เราก็สามารถที่จะเจาะไปที่สิ่งที่ต้องการจะสื่อสารได้เลย ไม่ต้องเกริ่นให้มากความ 2. ไม่พูดข้ามประเด็นไปมา

  • Check-in: 3 คำถามก่อนเริ่ม workshop

    ถ้าลองสังเกตดู ปกติเวลาเราไปเข้าอบรม หรือ workshop วิทยากรมักจะเปิดด้วยวัตถุประสงค์ กำหนดการ หรือหัวข้อที่จะสอน แล้วก็ลุยสอนเลยใช่มั้ยครับ? จะว่าไปดูมีเหตุผล เป็นลำดับเหมือนที่ควรจะเป็นดีใช่มั้ยครับ? แต่เพราะว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอารมณ์ และความรู้สึก การจะให้เรียนรู้ หรือทำกิจกรรมเรื่องใหม่ๆ ทั้งวัน โดยไม่คำนึงถึงอารมณ์ ความรู้สึกของคนในห้องก่อนเริ่มจะทำให้ประสิทธิภาพการเรียนรู้ลดลง ผมเพิ่งไป traning ของบริษัทมา แล้วเทคนิคที่คนสอนใช้ก่อนเริ่มการสอนแต่ละวันด้วยคำถามสั้นๆ 3 ข้อ ให้ทุกคนตอบนั้นมีประสิทธิภาพ และช่วยเพิ่มการเรียนรู้ได้มาก จึงเก็บเอามาแบ่งปันกันครับ วิธีก็ง่ายๆ ก่อนเริ่ม training หรือ workshop ให้ทุกคนตอบคำถาม 3 ข้อนี้สั้นๆ ไม่เกิน 1 นาที ให้ทุกคนในห้องฟัง ซึ่ง 3 คำถามนั้นคือ How do you feel?

  • |

    30 second MBA

    ช่วงนี้งานเข้าติดกัน ทำให้ยังไม่สามารถปลีกตัวมาเขียนได้บ่อยๆเหมือนเดิม… ต้องขออภัยแฟนๆที่ติดตามและถามว่าเมื่อไหร่จะอัพเดตblog ซะที มา ณ ที่นี้ด้วย… _________________________ วันนี้ไปเจอเวปที่น่าสนใจเกี่ยวกับการบริหาร ของ FastCompany ชื่อว่า 30 second MBA เหมาะสำหรับคนที่เวลาเป็นสิ่งมีค่าอย่างพวกเรา เพราะแต่ละคลิปแค่ 30 วินาทีเท่านั้น โดยแต่ละ่อาทิตย์จะมีโจทย์คำถามเกี่ยวกับการบริหารต่างๆ แล้วให้ CEO บริษัทต่างๆมาตอบภายใน 30 วินาที วันละคน เพราะฉะนั้น ก็มีแต่เนื้อๆ น้ำไม่เกี่ยว ถ้าสนใจก็คลิ้กดูที่รูปได้เลยครับ…

  • | | |

    ข้อคิดที่ช่วยให้ตัวเองกินสิ่งที่ควรกินเพื่อสุขภาพ

    คิดว่าเกือบทุกคนคงรู้ว่าควรกินอะไร ไม่ควรกินอะไรถึงจะดีต่อสุขภาพ ของหวานๆ มันๆ ทอดๆ ให้เลี่ยง เช่นเดียวกับผัก ผลไม้ ก็ควรกินเยอะๆหน่อย จากการสังเกตส่วนตัวพบว่า ความอร่อยของอาหาร กับ ไขมันหรือสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย นั้นจะแปรผันตรงกันเสมอ ขนมหวานต่างๆ เช่น เค้ก ไอศครีม ยิ่งอ้วนยิ่งอร่อย เ๊อ๊ะ แล้วจะทำยังไงดี ส่วนตัวก็มีปัญหาเรื่องนี้อยู่ เพราะทั้งชอบของอร่อย (ใครล่ะไม่ชอบ) และชอบกินของหวาน (เค้ก ไอศครีม ช็อคโกแลต ที่ไหนอร่อยตามไปกินมาหมด) เลยทำให้น้ำหนักตัวจะขึ้นๆลงๆ เป็นพักๆ มานั่งคิดดูว่าจริงๆแล้วมันอยู่ที่วิธีคิด สิ่งที่ตัวเองเชื่อ มากกว่าความรู้ด้านโภชนาการ แต่การที่จะทำให้ตัวเองเชื่อว่าควรกินอะไรนี่สิ ยากกว่า

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *