|

1:1 กับหัวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

 

การคุย 1:1 กับหัวหน้าเป็นสิ่งที่พนักงาน(บริษัทใหญ่ๆ) ต้องเจอกันทุกเดือน

บ้างก็พยายามเลี่ยง ไม่รู้จะคุยอะไร บ้างก็คุยแต่งาน สุดท้ายยิ่งเครียดกว่าเดิม

จริงๆแล้วการคุย 1:1 กับหัวหน้าให้มีประสิืทธิภาพทำได้ง่ายๆ ดังนี้

  1. เข้าใจก่อนว่าเราเป็นเจ้าของการคุย 1:1 ไม่ใช่หัวหน้า ถือว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมของเราที่จะนัดคุยกับหัวหน้า แม้ว่าบางครั้งหัวหน้าอาจจะไม่ว่าง ติดงานด่วน ก็อย่าคิดว่าเดือนนี้จะรอดแล้ว ไว้เจอกันใหม่เดือนหน้า ให้คิดว่าเป็นโอกาสที่หัวหน้าจะเข้าใจ และได้ช่วยเราแก้ปัญหาที่เจออยู่ได้ เพราะฉะนั้น อย่าปล่อยเวลาอันมีค่ากับหัวหน้าให้หลุดลอยไป
  2. เตรียมตัวก่อนถึง 1:1 พูดถึงการเตรียมตัว บางคนเคยบอกผมว่าอยากเตรียมตัว แต่ไม่รู้ว่าจะเตรียมอะไร ก็ลองนึกถึงเรื่องที่อยากจะคุยในครั้งนั้นๆ ถ้านึกไ่ม่ออก ขอแนะนำให้อ่านข้อ 3. ซึ่งเป็นลำดับหัวข้อที่แนะนำ เราอาจจะเตรียมตัวจดเป็นโน้ตสั้นๆ หรือส่งเป็น pre-work ให้หัวหน้าก่อน ถ้ามีข้อมูลเยอะ ดีกว่าเข้าไปนั่งในห้องแล้วมองหน้ากัน หัวหน้าถามก็ตอบว่าไม่มีเรื่องอะไรจะพูด
  3. คุยเรื่อง 3P ซึ่งประกอบด้วย Personal, People, Projects ตามลำดับ หลายคนเข้าใจว่า 1:1 คือการ update งานให้หัวหน้าฟัง ซึ่งจริงๆแล้ว เรามีโอกาสได้ update ผ่านการ review  หรือประชุมต่างๆอยู่แล้ว
  4. ขอ Feedback จากหัวหน้า ปกติผมจะขอ Feedback ใน 3 เรื่อง คือ 1)เรื่องที่ทำดีอยู่แล้วอยากให้ทำต่อหรือทำเพิ่ม 2) เรื่องที่ทำแล้วไม่ค่อยwork อยากให้หยุดทำหรือทำน้อยลง 3) เรื่องที่ยังไม่ไ้้ด้ทำ ถ้าทำแล้วจะดีมาก
  5. บันทึกผล 1:1 จะได้รู้ว่าคุยเรื่องอะไรไปแล้วบ้าง มี follow-up อะไรบ้าง

หวังว่าคุณจะตั้งตารอ 1:1 ครั้งต่อไปของคุณนะครับ…

_____________________________

3 P

  • Personal – มีเหตุการณ์อะไรที่เกิดขึ้นกับชีวิตเราตอนนี้ที่อยากให้หัวหน้าทราบ เช่น กำลังเรียนภาษาจีนอยู่, เพิ่งเลิกกับแฟน, พ่อไม่สบาย, น้ำท่วมบ้าน, ลูกเข้าโรงเรียน สรุปก็คือ อะไรก็ได้ที่อยู่ในใจเราตอนนั้น ให้ระบายออกมา เพื่อให้หัวหน้ารู้จักเรา และเข้าใจเรามากขึ้น เช่น ถ้าช่วงนี้เพิ่งเลิกกับแฟน งานอาจจะช้าไปบ้าง
  • People – เพื่อนร่วมงาน ทีมงาน เป็นยังไงบ้าง ทำงานกันเป็นทีมดีรึป่าว? หรือว่าคอยแทงข้างหลังกันกระจาย? หลายๆเรื่องหัวหน้าสามารถช่วยแนะนำ หรือเป็นคนกลางในการเคลียร์เรื่องต่างๆเกี่ยวกับคนได้ง่ายกว่าที่เราคิด
  • Projects – สุดท้ายค่อยมาคุยเรื่องงาน ว่าคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว มีอะไรที่ต้องการความช่วยเหลือจากหัวหน้า

ป.ล. ข้อมูลครั้งนี้ได้มาจากประสบการณ์ส่วนตัว หัวหน้าทุกท่าน และพี่จิว (เมธี จารุมณีโรจน์)

Similar Posts

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2009

      และแล้วปี2009ก็กำลังจะ่ผ่านเราไปอย่างรวดเร็วเช่นเคย วันนี้อ่านข่าวที่ท่านประธานาธิบดี บารัค โอบามา ประเมินผลงานตัวเองในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมาก แล้วก็นึกครึ้มๆว่าจริงๆเราก็น่าจะมีการประเมินตัวเองบ้าง ผมแบ่งเป็นหมวดๆแล้วประเมินตัวเองได้ดังนี้ สุขภาพร่างกาย (A) ปีนี้ถือเป็นปีทองของการดูแลสุขภาพ ทั้งเรื่องอาหาร และการออกกำลังกาย น้ำหนักไม่แกว่งมากเหมือนปีที่ผ่านมา Hi-light ของปีนี้อยู่ที่การวิ่งแข่งระยะ 10.5 กม. มา 2 รายการ คือของที่กระทรวงการต่างประเทศจัด กับที่สวนหลวง ร.9 จัดเฉลิมพระเกียรติวันพ่อที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากวินัยในการออกกำลังกายได้สม่ำเสมออาทิตย์ละ 2-3 วัน ตลอดปีที่ผ่านมา Improvement Areas ปริมาณของหวาน (เค้ก, ไอศครีม, Chocolate) ปริมาณกาแฟ (ตอนนี้ดื่มวันละแก้ว) ชั่วโมงในการนอนในวันทำงาน (~5 ชั่วโมง + 1 ชั่วโมงบนรถทั้งไปและกลับจากที่ำทำงาน)

  • |

    มาเป็นคนโชคดีรับตรุษจีนกันเถอะ

    ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้ วันนี้วันตรุษจีน ผู้คนมากมาย หน้าตายิ้มแย้ม แจ่มใส เด็กๆที่เพิ่งได้อั่งเปาจากญาติๆ ก็ออกมาเที่ยว ใช้จ่ายสมกับที่วันนี้เป็นวันเที่ยว น่าเสียดาย ที่วันนี้ก็เป็นวันสอบสำหรับนักเรียน และเป็นวันทำงานสำหรับคนอีกไม่น้อยเหมือนกัน (รวมถึงผมด้วย ^^”) ช่วงเวลาดีๆอย่างนี้ เราจะเห็นคนอวยพรกันมากมาย ซึ่งเรื่องที่อวยพรก็ไม่พ้นเรื่องสุขภาพกาย ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เงินทองไหลมา เทมา และอีกเรื่องหนึ่งที่หลายๆคนอยากมี คือ เป็นคนโชคดี พูดถึงเรื่องโชคดี คนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าเป็นเรื่องของโชคลาง เราควบคุมอะไรไม่ได้ พอดีผมอ่านบทความจากหนังสือ The Luck Factor ของ Richard Wiseman ซึ่งเขาทำการค้นคว้าและวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นเวลา 10 ปี จากคนที่โชคดีมากๆ และโชคร้ายมากๆ เพื่อหาว่าอะไรเป็นสาเหตุให้คนเหล่านี้โชคดี และมีวิธีที่จะเพิ่มโอกาสให้ตัวเองโชคดีมั้ย หรือว่าโชคดีมันแค่เป็นดวงของคนนั้นๆ จากการวิจัย คุณ Richard พบว่าคนโชคดี สร้างโอกาสให้เกิดโชค ด้วยหลักการ 4 ข้อ นั่นแปลว่า คุณเองก็สามารถเพิ่มโอกาสโชคดีให้กับตัวเองได้!! :) หลักการ 4 ข้อนั้นประกอบด้วย

  • 2 วินาที…เพื่อการควบคุมชีวิตที่ดีขึ้น

      หลังจากที่พบว่าหลายๆครั้งที่ชีวิตเราดำเนินไปแบบไม่มีสติ ก็พยายามคิดว่าจะทำอย่างไรให้มีสติมากขึ้น… แล้ววันนี้ก็ไปอ่านเจอบทความอันนึงเรื่อง The Power of Pause ซึ่งพูดถึงความสำคัญของการหยุดคิดก่อนตอบ ซึ่งก็ตรงกับเรื่องต้องการจะแก้พอดี หลักการเค้าง่ายมากๆ… แค่เมื่อมีคนมาถาม หรือขอร้องให้ทำอะไร ให้เราหยุด แค่ 1-2 วินาที ก่อนที่จะตอบ เพื่อให้เราแน่ใจว่านั่นเป็นสิ่งที่เราต้องการ หรือสามารถที่จะรับปากได้จริงๆ และที่สำคัญ เพื่อให้แน่ใจว่าเราตัดสินใจจริงๆ

  • สิ่งที่เรารู้ สิ่งที่เราไม่รู้ และจินตนาการ

    ในชีวิตของเรา เราใช้เวลากับส่วนไหนมากกว่ากัน ระหว่าง สิ่งที่เรารู้ สิ่งที่เราไม่รู้(แต่คนรอบตัวเรารู้) หรือ จินตนาการ (สิ่งที่ยังไม่มีใครรู้) … วันนี้ผมได้มีโอกาสไปร่วมพูดคุยจิบกาแฟกับกลุ่ม trainer club ท่าน อ.ณรงค์วิทย์ แสนทอง ได้เสนอให้เห็นความต่างของ 3 เรื่องนี้ในรูปแบบกิจกรรม ผมขออนุญาตถอดบทเรียนที่ได้มาแบ่งปันในนี้แล้วกัน

  • ไม่มีเวลา…จริงเหรอ?

      เคยสังเกตมั้ยว่าหนึ่งในคำที่ติดปากของคนรุ่นใหม่ คือ ไม่มีเวลา และก็มักจะตามด้วยเหตุผลต่างๆนานา ของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็น งานเยอะ ประชุม รถติด เหนื่อย ขี้เกียจ… ซึ่งก็น่าเสียดายที่หลายๆสิ่งที่เราอยากทำ ถูกคำว่าไม่มีเวลา ผลักให้เลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเพิ่งเข้าใจแบบยูเรก้าในเรื่องของการบริหารเวลาขณะวิ่งออกกำลังกายวันนี้ คือ ทุกคนมีเวลาสำหรับสิ่งที่ตัวเองให้ความสำคัญเสมอ

  • |

    ฆ่าไก่เอาไข่ทองคำ?

      สำนวนฆ่าไก่ (หรือ เป็ด หรือ ห่าน) เอาไข่ทองคำ มาจากนิทานอีสปเรื่อง ไก่ที่ไข่เป็นทอง ซึ่งเชื่อว่าหลายคนก็เคยได้ยินได้ฟังมาแต่เด็ก ผมไม่คิดว่าจะได้เข้าใจสำนวนนี้มากขึ้นจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่บริษัทเร็วๆนี้ เรื่องก็มีอยู่ว่าพนักงานกลุ่มหนึ่งได้ยื่นข้อเรียกร้องกับผู้บริหาร เพื่อขอเพิ่มสวัสดิการต่างๆจากที่บริษัทให้ ในกรณีนี้ผมสวมหมวก2ใบ ทั้งในฐานะพนักงาน และหัวหน้างาน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการมองและเข้าใจสถานการณ์เดียวกันจากสองด้าน ในฐานะพนักงาน แน่นอนว่าการได้อะไรเพิ่มอะไร ก็ยิ่งดี ยิ่งมากยิ่งชอบ แต่ในฐานะหัวหน้างาน ผมก็เข้าใจว่าสถานการณ์ของบริษัท สามารถในการแข่งขัน และต้นทุนมีความสำคัญอย่างไร ควบคู่ไปกับความพยายามของบริษัทเพื่อดึงดูด และรักษาพนักงานที่มีความสามารถไว้ด้วย ถามว่าอะไรคือจุดสมดุลของทั้งสองฝ่าย ผมมองว่าในส่วนของพนักงาน ความเข้าใจภาพกว้างของธุรกิจ ของสถานการณ์เศรษฐกิจ และการมองระยะยาวมากกว่าระยะสั้น ในขณะที่บริษัทก็ต้องเข้าใจสิ่งที่พนักงานต้องการจริงๆ ที่เป็นตัวผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวนี้ ซึ่งอาจไม่ใช่ข้อเรียกร้องเหล่านั้น แต่อาจหมายถึงการขาดการฟังและเข้าใจอย่างไม่มีอคติจากหัวหน้างาน และผู้บริหาร ทำให้พนักงานต้องพึ่งบุคคลที่สามที่ไม่ใช่บริษัท ผมเชื่อว่าจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันและกันมากขึ้น สำหรับพนักงานผมให้คิดยาวๆ ว่าเราอยากฆ่าไก่เพื่อเอาไข่ทองคำ หรือควรช่วยกันขุนไก่ให้แข็งแรงเพื่อที่จะออกไข่ทองคำให้เราได้มากขึ้น? __________________________________ ป.ล. บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ได้เป็นมุมมองหรือจุดยืนของบริษัทแต่อย่างใด

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *