|

ข้อคิดก่อนเปลี่ยนงานใหม่

Typewriter Message

 

ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีปีใหม่ไทยทุกท่านก่อน

หวังว่าคงสนุกกันตามสมควรอย่างปลอดภัยนะครับ

วันนี้จะมาเล่าข้อคิดเรื่องของการเปลี่ยนงานใหม่

ซึ่งได้บอกกับน้องสาวตัวเองก่อนจะไปทำงานที่สิงคโปร์

เห็นว่ามีประโยชน์เลยมาเขียนแบ่งปันเพื่อน ๆ ด้วย

…………………………………………………………

ส่วนตัวผมเห็นเพื่อนๆน้องๆที่เพิ่งจบมาใหม่หลายคนเปลี่ยนงานเป็นว่าเล่นในช่วงแรกๆของการทำงาน

เหตุผลก็จะวน ๆ อยู่ว่า ไม่ชอบ, ไม่ใช่, ไกล, งาน/ปัญหาเยอะ, ไม่มีเพื่อน, งานใหม่น่าจะเหมาะกว่า, งานใหม่เงินเดือนดีกว่า ฯลฯ

ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร เพราะเป็นสิทธิ์ของเรา ยิ่งหลายคนจบเกรดดี ๆ profileสวยๆ ใคร ๆ ก็อยากได้ตัว

แม้บางครั้งก็แอบแปลกใจเวลาที่เห็นคนเปลี่ยนในเดือน หรือแม้แต่อาทิตย์แรกของการทำงาน (อะไรมันจะขนาดน้าน…)

ผมมีสิ่งที่อยากให้คิดซักนิดก่อนที่จะเปลี่ยนงานใหม่ เพื่อจะได้ไม่ต้องมาเสียดายทีหลัง ดังนี้

  1. ถ้าจะเปลี่ยนงานเพราะไม่ชอบ,ไม่ใช่ ให้แน่ใจว่าเราให้เวลากับตัวเอง และพยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว อย่าคาดหวังว่างานจะเหมือนกับสิ่งที่เรียนมา แม้จะทำงานตรงสายก็ตาม เรายังต้องทำความเข้าใจกับระบบ วิธีการทำงานของแต่ละบริษัทซึ่งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า2-3เดือน (เป็นอย่างน้อย) สำหรับบริษัทใหญ่  ถ้าสุดท้ายเราทั้งพยายามและให้เวลาปรับตัวแล้วยังไม่ใช่ เราก็จะตอบตัวเองได้อย่างสบายใจภายหลังว่างานนี้มันไม่เหมาะกับเราจริง ๆ
  2. ถ้าจะเปลี่ยนงานเพราะไกล (เออ…แล้วตอนสมัครไม่รู้เหรอครับว่าไกล) ผมรู้จักหลายคนที่จำกัดตัวเองเวลาหางานว่าต้องเป็นออฟฟิตในกรุงเทพฯ ไม่เปิดโอกาสให้ตัวเอง สำหรับงานต่างหวัด หรือต่างประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นบางคนระบุเลยว่าต้องเป็นบริษัทในแนวรถไฟฟ้าเท่านั้น! ก็อยากให้คิดนิดนึงว่าเราปิดโอกาสตัวเองมากไปรึปล่าว แต่ถ้าไกลขนาดเดินทางวันละหลาย ๆ ชั่วโมง จนเบียดบังส่วนอื่นที่สำคัญของชีวิตไปก็เปลี่ยนเถอะครับ
  3. ถ้าจะเปลี่ยนงานเพราะงาน/ปัญหาเยอะ ถ้างานเยอะก็หาวิธีทำงานให้ฉลาดขึ้น ถ้าปัญหาเยอะก็ให้เปลี่ยนมุมมองเป็นความท้าทายให้ผ่านไป อย่าคิดว่าเปลี่ยนที่ทำงานแล้วปัญหาที่เจอจะหายไป บอกได้เลยว่าที่ไหน ๆ ก็มีปัญหาเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องผิดหวัง อาจจะต่างกันบ้างถ้าองค์กรไหนมีคนดีคนเก่งมากหน่อยก็จะช่วยกันแก้ปัญหานั้นมากกว่าโยนไปมา
  4. ถ้าจะเปลี่ยนงานเพราะคิดว่างานใหม่น่าจะเหมาะกว่า ก็หาข้อมูลเยอะก่อนแล้วกัน เพราะคนเรามีแนวโน้มที่จะอคติที่เก่า
  5. ถ้าจะเปลี่ยนงานเพราะเงินเดือน/โบนัสที่ใหม่มากกว่า ก็เป็นไปได้ แต่อยากให้ลองคิดรอบด้าน หลายๆด้านก่อนว่าที่ใหม่ดีกว่าจริงมั้ย? คนส่วนใหญ่จะติดมองอยู่แค่เงินเดือนเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ โบนัสกี่เดือน แต่ไม่ได้มองสวัสดิการด้านอื่น ๆ ค่าครองชีพที่อาจสูงขึ้นถ้าทำงานในเมือง โอกาสการเข้าอบรมหรือพัฒนาต่าง ๆ โอกาสเติบโตในที่ทำงานใหม่ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม

ข้อคิดสุดท้ายสำหรับคนที่ชอบเปลี่ยนงานบ่อยๆเพื่ออัพเงินเดือนตัวเอง เป็นเงินไม่แปลกถ้าคุณจะทำได้ในช่วงแรกๆ แต่ถ้าคุณเปลี่ยนงานโดยที่รับเงินเดือนสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ความสามารถคุณไม่ได้มีมากเท่าที่บริษัทใหม่คาดหวังไว้เพราะเปลี่ยนงานบ่อยจนไม่มีเวลาได้เรียนรู้, ทำงาน, สร้างnetwork, และพัฒนาตัวเองในบริษัทก่อน สุดท้ายมันจะกลับมากดดันตัวเองว่าเราทำอย่างที่บอกตอนสัมภาษณ์ไม่ได้ ขึ้นต่อก็ไม่ได้ ลดระดับลงมาก็ทำใจไม่ได้ น่าเสียดายความสามารถ

ทั้งหมดนี้ผมฝากไว้ด้วยความหวังดี เพราะแม้ผมจะเป็น HR แต่ไม่เคยรั้งพนักงานไว้ ถ้าที่ใหม่ดีและเหมาะสมกับตัวเค้าจริง ๆ


ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามสั้นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นพลังในการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • |

    การประชุมสูตร 40-20-40

    ในแต่ละสัปดาห์คุณใช้เวลาอยู่ในการประชุม กี่ประชุม คิดเป็นกี่ชั่วโมง? แล้วคุณคิดว่ามีกี่ประชุมที่มีประสิทธิภาพ? ถ้าคุณเป็นคนนำการประชุมเองคุณจะทำให้ การประชุมของคุณมีประสิทธิภาพกว่า การประชุมอื่นๆที่คุณเข้าร่วมได้อย่างไร? สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากการประชุมมาตลอดชีวิตการทำงาน คือ การประชุมจะดี ไม่ดี มีประสิทธิหรือไม่นั้นความสำคัญไม่ได้อยู่ที่เวลาประชุม เท่ากับ การเตรียมตัวก่อนการประชุม และการติดตามผลหลังการประชุม ผมอ่านเจอหลักการ 40-20-40 continuum ของการประชุม  จากหนังสือ Meeting Together ของ Lois Graessle และ George Gawlinski ซึ่งผมว่ามีประโยชน์มาก เพราะคนจำนวนไม่น้อย เวลาคิดถึงการประชุม มักจะให้ความสำคัญแค่ช่วงเวลาที่จะประชุม แต่ไม่ได้ใช้เวลา และใส่ใจในการเตรียมตัวก่อน และติดตามผลหลังการประชุมมากพอ

  • |

    เทคนิคในการตั้งเป้าหมายต่างๆให้สำเร็จได้ง่ายขึ้น

    ปกติเมื่อเราตั้งเป้าหมายแล้ว หลายๆครั้งเมื่อทำไม่ได้แล้วก็บั่นทอนกำลังใจ ทำให้ไม่ได้สามารถทำได้อย่างที่ตั้ง ผมไปอ่านเจอเทคนิคการตั้งเป้าหมายของ Jack Canfield ผู้แต่งหนังสือ Chicken Soup for the Soul โดย Jack เรียกวิธีการนี้ว่า MTO เป็นตัวย่อมาจาก Minimum, Target, และ Outrageous ยกตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการมีสุขภาพดีด้วยการออกกำลังกาย เป้าหมายการออกกำลังกายขั้นต่ำที่สุด (Minimum)ควรเป็นเท่าไหร่ ตั้งแบบที่คิดว่าใครๆก็ทำได้ ไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรพิเศษ สมมติว่า 5 นาที แล้วเป้าหมายที่ควรจะเป็น (Target) ซึ่งเป็นเป้าหมายที่คนทั่วไปตั้งเพื่อให้มีสุขภาพดี ซึ่งเราก็คงเคยได้ยินในทีวีบ่อยๆว่า ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 20 นาทีต่อครั้ง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ แล้วเป้าหมายอะไรที่ถ้าเราทำได้แล้ว จะดีสุดๆ (Outrageous) เช่น ถ้าออกกำลังได้ทุกวัน วันละ 1 ชั่วโมง ร่างกายต้องฟิตสุดๆแน่นอน ถามว่าเมื่อได้เป้าหมายทั้ง 3 แล้ว ทำยังไงต่อ… คำตอบก็คือ ทำให้ได้อย่างน้อยตามเป้าหมายที่น้อยที่สุดที่ตั้งเอาไว้ เป้าหมายแรกสำคัญที่สุด…

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2010

    ปี2010ผ่านไปสองสัปดาห์เพิ่งได้มีโอกาสนั่งทบทวนผลงานตัวเองหลังจากที่ได้เริ่มประเมินตัวเองในด้านต่างๆครั้งแรกปีที่แล้ว ผมแบ่งเป็นหมวดๆเหมือนปีที่ผ่านมาเพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบ สุขภาพร่างกาย (B+) 2 points down vs. Year Ago (YA) ปีนี้เป็นปีแรกที่ตัวเองป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล (4วัน) จากไข้หวัดที่เชื้อแรง น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจากต้นปีเฉลี่ย 1.5 กิโลกรัม เริ่มรู้สึกว่าลดน้ำหนักที่เพิ่มจากงานเลี้ยงหรือกลับจากไปเที่ยวได้ยากขึ้น (เริ่มแก่แล้วสินะ – -“) การวิ่งออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอเท่าปี2009 แต่ยังฟิตร่างกายพอที่จะวิ่งมินิมาราธอน(10 ก.ม.)ที่สวนหลวง ร.9 จัดเฉลิมพระเกียรติวันพ่อได้จนถึงเส้นชัย การนอนไม่เพียงพอเป็นปัญหามากขึ้น วันทำงานนอนเฉลี่ยที่ 5 ชั่วโมง

  • 5 บทเรียนจากการนำเสนอกับผู้บริหาร

    อาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นหนึ่งสัปดาห์ที่ผมทั้งเครียด ทั้งตื่นเต้น เพราะหัวหน้าให้โอกาส present กับ Steering Committee ของบริษัทในงานที่ทำอยู่ Steering Committee (ยังหาคำแปลภาษาไทยที่ถูกใจไม่เจอ) คือกลุ่มผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่รับผิดขอบ project ใหญ่ๆของบริษัท ซึ่งจะมีการประชุมเพื่อตัดสินใจ แก้ปัญหา และติดความความคืบหน้าของ project เป็นระยะ โดยปกติคนที่เป็น project lead จะเป็นคน present Project lead ซึ่งคือหัวหน้าผมเห็นว่า หัวข้อที่กำลังมีปัญหาต้องรีบตัดสินใจ คือเรื่องที่ผมรับผิดชอบอยู่ เลยให้ลองเปิดตัว present เอง (ขอบคุณครับ T__T) ตัวผมที่เป็นมดทำงานตัวเล็กๆแม้จะเคย present งานก็ไม่น้อย ก็ยังอดป๊อดเบาๆไม่ได้ เพราะ Steering Committee แต่ละคนรุ่นใหญ่ เขี้ยวลากดินทั้งนั้น แน่นอนว่าแม้จะพยายามเตรียมตัว และขอให้หัวหน้าช่วยโค้ชอย่างใกล้ชิด ยังมีเมามัด ต้องพักยกให้น้ำ ทำแผลบ้าง วันนี้ present เสร็จ รีบกลับมานึกว่า ถ้าครั้งหน้าต้องขึ้นชก เอ้ย present…

  • |

    ฆ่าไก่เอาไข่ทองคำ?

      สำนวนฆ่าไก่ (หรือ เป็ด หรือ ห่าน) เอาไข่ทองคำ มาจากนิทานอีสปเรื่อง ไก่ที่ไข่เป็นทอง ซึ่งเชื่อว่าหลายคนก็เคยได้ยินได้ฟังมาแต่เด็ก ผมไม่คิดว่าจะได้เข้าใจสำนวนนี้มากขึ้นจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่บริษัทเร็วๆนี้ เรื่องก็มีอยู่ว่าพนักงานกลุ่มหนึ่งได้ยื่นข้อเรียกร้องกับผู้บริหาร เพื่อขอเพิ่มสวัสดิการต่างๆจากที่บริษัทให้ ในกรณีนี้ผมสวมหมวก2ใบ ทั้งในฐานะพนักงาน และหัวหน้างาน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการมองและเข้าใจสถานการณ์เดียวกันจากสองด้าน ในฐานะพนักงาน แน่นอนว่าการได้อะไรเพิ่มอะไร ก็ยิ่งดี ยิ่งมากยิ่งชอบ แต่ในฐานะหัวหน้างาน ผมก็เข้าใจว่าสถานการณ์ของบริษัท สามารถในการแข่งขัน และต้นทุนมีความสำคัญอย่างไร ควบคู่ไปกับความพยายามของบริษัทเพื่อดึงดูด และรักษาพนักงานที่มีความสามารถไว้ด้วย ถามว่าอะไรคือจุดสมดุลของทั้งสองฝ่าย ผมมองว่าในส่วนของพนักงาน ความเข้าใจภาพกว้างของธุรกิจ ของสถานการณ์เศรษฐกิจ และการมองระยะยาวมากกว่าระยะสั้น ในขณะที่บริษัทก็ต้องเข้าใจสิ่งที่พนักงานต้องการจริงๆ ที่เป็นตัวผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวนี้ ซึ่งอาจไม่ใช่ข้อเรียกร้องเหล่านั้น แต่อาจหมายถึงการขาดการฟังและเข้าใจอย่างไม่มีอคติจากหัวหน้างาน และผู้บริหาร ทำให้พนักงานต้องพึ่งบุคคลที่สามที่ไม่ใช่บริษัท ผมเชื่อว่าจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันและกันมากขึ้น สำหรับพนักงานผมให้คิดยาวๆ ว่าเราอยากฆ่าไก่เพื่อเอาไข่ทองคำ หรือควรช่วยกันขุนไก่ให้แข็งแรงเพื่อที่จะออกไข่ทองคำให้เราได้มากขึ้น? __________________________________ ป.ล. บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ได้เป็นมุมมองหรือจุดยืนของบริษัทแต่อย่างใด

  • |

    สอนลูกสาวก่อนไปเรียนต่อนอก

    เชื่อว่าคุณพ่อ คุณแม่ทุกคนย่อมเป็นห่วงลูกของตัวเองทั้งนั้น โดยเฉพาะการเลี้ยงวัยรุ่นที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ อย่างการไปเลือกไปเรียนต่อต่างประเทศ คืนนี้ผมได้ทานอาหารกับผู้ใหญ่ท่านนึง ซึ่งลูกสาวคนเดียวของท่านกำลังจะไปเรียนต่อต่างประเทศในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ท่านได้เล่าวิธีคิดและสอนลูกมาซึ่ง ผมคิดว่ามีประโยชน์มากเลยกลับมากลั่นเล่าสู่กันฟัง เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ปกครองในวัยนี้ หรือเผื่อวันนึงผมจะได้ใช้บ้าง :D เริ่มจากที่ลูกสาวมาบอกพ่อก่อนจบม.6 ว่าอยากไปเรียนทำอาหารที่ต่างประเทศ… ตอนแรกคุณพ่อก็กลัวและอดเป็นห่วง ไหนจะเรื่องของอาชีพในอนาคต ไหนจะเป็นลูกสาวคนเดียวที่ไปอยู่ไกลบ้าน สิ่งที่ทำได้คือให้ข้อมูล และความเสี่ยงต่างๆของสิ่งที่ลูกจะเลือก แล้วให้ลองไปฝึกงานที่ร้านอาหารจริงๆก่อนเดือนนึง แล้วค่อยตัดสินใจว่าเป็นสิ่งที่สนใจอยากเรียนจริงๆรึปล่าว หรือเป็นแค่กระแส หรือชอบชั่วคราว พอลูกสาวไปฝึกงานแล้วยืนยันว่า อยากไปเรียนด้านนี้จริงๆ คุณพ่อก็เลยจัดให้ แต่ก็ไม่ลืมที่จะสอนลูกสาวในเรื่องสำคัญด้านต่างๆ ดังนี้ สุขภาพ – ต้องดูแลตัวเองให้ดี รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ป่วยในต่างประเทศมันลำบาก การเรียน – ถ้าไปเรียนแล้วไม่ชอบ กลับมาเลยนะลูก ไม่ต้องฝืนจนจบ 4 ปี จะได้ประหยัดตังค์ด้วย ดีกว่าฝืนเรียนจนจบเพราะกลัวพ่อว่า แล้วมาขอเงินไปเรียนอย่างอื่นต่อ การเงิน – ไม่ต้องห่วง พ่อมีเงิน (จบข่าว) ความรัก – ถ้าเป็นไปได้อย่าชอบเค้าก่อน ค่อยๆดูกันไป ถ้าเราชอบเค้าก่อน เราจะ suffer เซ็กซ์…

10 Comments

  1. มีแบบ “เปลี่ยนงานเพราะเปลี่ยนแฟน” อะไรงี้ป่ะ แบบ “หนีสาวคนเก่า” อะไรเงี้ย แหะๆ

  2. @vow: ส่วนตัวยังไม่เคยเจอคนเปลี่ยนงานเพราะสาเหตุนี้นะ… ^^”

  3. ขอบคุณสำหรับมุมมองดีๆค่ะ การเปลี่ยนงานใหม่สำหรับสายงานที่ออฟทำอยู่นั้น มีหลายเหตุผลตามที่พี่บอกไว้เลยค่ะ ซึ่งพอดูรวมๆ แล้ว เปลี่ยนงานนี่เป็นเรื่องที่คิดมากพอๆ กับเปลี่ยนแฟนเลยนะคะเนี่ย
    แบบว่าถ้าไม่คิดให้รอบคอบจริงๆ ต้องกลับมาเสียใจน้ำตาเช็ดหัวเข่าตอนหลังแน่นอนเลยค่ะ ^ ^

  4. แล้วเปลี่ยนแฟนเพราะอยากได้แฟนที่ใหม่ล่ะ :p

  5. @Nongoff: เปรียบเทียบได้น่าสนใจมาก (การเปลี่ยนงานกับการเปลี่ยนแฟน) ผมว่ามีส่วนจริงอยู่ไม่น้อย ไม่น่าจะมีคนอยากเปลี่ยนบ่อยๆถ้าไม่จำเป็น… ^^

    @meekob: ถ้าต้องการแค่นั้นไม่เห็นจำเป็นต้องเปลี่ยนที่ทำงานเลย… ;)

  6. อ๊า … แซวผิด จริงๆต้องพูดว่า เปลี่ยนที่ทำงาน เพราะอยากได้แฟนที่ใหม่สินะ -_-“

  7. มีเปลี่ยนงานเเพราะตามหารักแท้ไหม พี่ชัช ^^

  8. ทำงานเเค่ละที่เกิน4ปี แต่ถ้าเนื้องานไม่มีอะไรก้าวหน้ามากขึ้นไปกว่าเดิมก็ควรการสิ่งเพิ่มเติมใหชีวิตรวมถึงเงินเดือนเพิ่มขึ้นดีพอสมควรค่ะ

  9. ดิฉันอยากเปลี่ยนงานเนื่องจากว่าทางบริษัทปิดกิจการลงในวันที่ 15/12/56 ซึ่งทำให้ไม่มีงานทำ รายได้หายไป มีภาระต้องดูแลแม่อายุ 86 ปี ส่วนตัวดิฉันก็อายุเยอะ 47 ปี มีประสบการณมามากกว่า 20 ปี หางานค่อนข้างยากลำบากค่ะ ผู้ใดที่เป้นเจ้าของบริษัท หรือผู้ใดสามารถแนะนำองค์กรให้ได้ ยินดี และพร้อมสัมภาษณ์ ติดต่อมาได้เลยพร้อมทุกเมื่อ Tel : 0815666564 E.Mail : nuleepat@hotmail.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *