การเริ่มต้น…

Observation

ทุกสิ่งต้องมีการเริ่มต้นด้วยกันทั้งนั้น…

หลายครั้งที่เห็นคนที่ประสบความสำเร็จ หรือสิ่งก่อสร้างใหญ่ ก็อดนึกไม่ได้ว่ามันเริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร?

อย่างคำกล่าวที่ว่า ร้อยลี้ต้องมีก้าวแรก ได้ฟังมากี่ทีสมองก็บอกว่าไม่เห็นมีอะไรเลย จะทำอะไรก็ต้องมีจุดเริ่มต้นทั้งนั้น

ปัญหาคือ การเริ่มต้นสิ่งใหม่แต่ละครั้งต้องใช้กำลังภายในในการทำให้เกิดมากกว่าที่คิดเสมอ ตอนคิดก็คิดว่าแค่นี้ก็คงได้มั้ง? แต่สุดท้ายต้องใส่แรงไปอีกหลายเท่ากว่าจะผลักดันให้สิ่งใหม่ๆเกิดขึ้น

เขียนถึงตรงนี้ก็นึกกลับไปถึงสมัยเรียนฟิสิกส์ ที่ว่าแรงเสียดทานสถิตย์จะสูงกว่าแรงเสียดทานจลน์ ทำให้เราต้องใส่แรงมากกว่าที่วัตถุจะเริ่มเคลื่อนที่

ปัญหาที่จะตามมาก็คือ หลายครั้งที่เราออกลงแรงไปแล้ว แต่จะเราจะไม่อยากทำอะไรใหม่ๆ เพราะมันเหนื่อย เหนื่อยกว่าที่คิด แล้วเราจะทำยังไงดีเพราะจะนั่งหายใจทิ้งไปเฉยๆก็ใช่ที่

Reflection

ทำอย่างไรถึงจะทำให้การเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆง่ายขึ้นล่ะ…

  1. แน่ใจว่าเป็นสิ่งที่เราอยากทำ หลายครั้งสิ่งที่เราจะเริ่มต้น ไม่ได้มาจากสิ่งที่เราต้องการจริงๆ แต่เป็นเพียงสิ่งที่เราอยากได้ ทำให้ตัวเองก็ไม่พร้อมที่จะทุ่ม ลงไปในสิ่งที่เราอยากเริ่มต้น
  2. เชื่อมโยงกับเป้าหมายที่สูงกว่าได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ คนสองคนคิดจะเปิดร้านกาแฟเหมือนกัน คนหนึ่งจะเปิดเพราะคิดว่าทำร้านกาแฟไม่น่ายาก น่าจะคืนทุนเร็ว กับอีกคนหนึ่งเปิดเพราะมีเป้าหมายจะเป็นนักธุรกิจชั้นยอดและมองว่าร้านกาแฟเป็นโอกาสได้เรียนรู้ธุรกิจจากการทำจริง จะเห็นว่าโอกาสของคนที่สองที่จะเริ่มต้น และประสบความสำเร็จมากกว่า
  3. หาเพื่อนที่สนใจจะเริ่มต้นเรื่องนั้นๆ ถ้าคิดว่ายากเกินไปถ้าต้องเริ่มต้นอะไรคนเดียว ลองหาเพื่อนที่สนใจเรื่องนั้นๆ ไว้เป็นที่ปรึกษา เป็นกำลังใจ และเป็นเพื่อนร่วมในการเริ่มต้นเรื่องใหม่ๆ เช่น ถ้าอยากจะเริ่มต้นออกกำลังกาย ลองหาเพื่อนที่สนใจออกกำลังกาย คุยแลกเปลี่ยนความคิด ก็คงดีกว่าเดินดุ่มๆไปสมัครฟิตเนสคนเดียว (ยกเว้นจะตั้งใจว่าอยากไปเล่นคนเดียว :P)
  4. คิดว่าอุปสรรคเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ หลายๆคนถูกสอนมาแต่เด็กว่าอุปสรรคหรือความล้มเหลวนั้นเป็นสิ่งตรงข้ามกับกับความสำเร็จ เมื่อเราถูกโปรแกรมมาอย่างนั้น เราก็จะพยายามที่จะทำอะไรก็ได้เพื่อจะหลีกเลี่ยงอุปสรรคและความล้มเหลว แต่ความจริงแล้วอุปสรรคและความล้มเหลวเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความสำเร็จ เสมอ!
  5. Just do it เริ่มต้นทำเลย ไม่ต้องคิดมาก หลายครั้งที่พลาดโอกาสดีๆไปเพราะตั้งท่านานไปหน่อย คิดว่ายังไม่พร้อม สุดท้ายก็ไม่ได้เริ่มอย่างที่คิด

สุดท้ายจะเริ่มไม่เริ่มก็อยู่ที่ตัวเรา ที่เหลือเป็นข้ออ้างทั้งนั้น…จริงมั้ย?

Similar Posts

  • |

    ข้อคิดก่อนเปลี่ยนงานใหม่

      ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีปีใหม่ไทยทุกท่านก่อน หวังว่าคงสนุกกันตามสมควรอย่างปลอดภัยนะครับ วันนี้จะมาเล่าข้อคิดเรื่องของการเปลี่ยนงานใหม่ ซึ่งได้บอกกับน้องสาวตัวเองก่อนจะไปทำงานที่สิงคโปร์ เห็นว่ามีประโยชน์เลยมาเขียนแบ่งปันเพื่อน ๆ ด้วย ………………………………………………………… ส่วนตัวผมเห็นเพื่อนๆน้องๆที่เพิ่งจบมาใหม่หลายคนเปลี่ยนงานเป็นว่าเล่นในช่วงแรกๆของการทำงาน เหตุผลก็จะวน ๆ อยู่ว่า ไม่ชอบ, ไม่ใช่, ไกล, งาน/ปัญหาเยอะ, ไม่มีเพื่อน, งานใหม่น่าจะเหมาะกว่า, งานใหม่เงินเดือนดีกว่า ฯลฯ ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร เพราะเป็นสิทธิ์ของเรา ยิ่งหลายคนจบเกรดดี ๆ profileสวยๆ ใคร ๆ ก็อยากได้ตัว แม้บางครั้งก็แอบแปลกใจเวลาที่เห็นคนเปลี่ยนในเดือน หรือแม้แต่อาทิตย์แรกของการทำงาน (อะไรมันจะขนาดน้าน…) ผมมีสิ่งที่อยากให้คิดซักนิดก่อนที่จะเปลี่ยนงานใหม่ เพื่อจะได้ไม่ต้องมาเสียดายทีหลัง ดังนี้ ถ้าจะเปลี่ยนงานเพราะไม่ชอบ,ไม่ใช่ ให้แน่ใจว่าเราให้เวลากับตัวเอง และพยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว อย่าคาดหวังว่างานจะเหมือนกับสิ่งที่เรียนมา แม้จะทำงานตรงสายก็ตาม เรายังต้องทำความเข้าใจกับระบบ วิธีการทำงานของแต่ละบริษัทซึ่งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า2-3เดือน (เป็นอย่างน้อย) สำหรับบริษัทใหญ่  ถ้าสุดท้ายเราทั้งพยายามและให้เวลาปรับตัวแล้วยังไม่ใช่ เราก็จะตอบตัวเองได้อย่างสบายใจภายหลังว่างานนี้มันไม่เหมาะกับเราจริง ๆ ถ้าจะเปลี่ยนงานเพราะไกล (เออ…แล้วตอนสมัครไม่รู้เหรอครับว่าไกล) ผมรู้จักหลายคนที่จำกัดตัวเองเวลาหางานว่าต้องเป็นออฟฟิตในกรุงเทพฯ ไม่เปิดโอกาสให้ตัวเอง สำหรับงานต่างหวัด หรือต่างประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นบางคนระบุเลยว่าต้องเป็นบริษัทในแนวรถไฟฟ้าเท่านั้น! ก็อยากให้คิดนิดนึงว่าเราปิดโอกาสตัวเองมากไปรึปล่าว…

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2009

      และแล้วปี2009ก็กำลังจะ่ผ่านเราไปอย่างรวดเร็วเช่นเคย วันนี้อ่านข่าวที่ท่านประธานาธิบดี บารัค โอบามา ประเมินผลงานตัวเองในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมาก แล้วก็นึกครึ้มๆว่าจริงๆเราก็น่าจะมีการประเมินตัวเองบ้าง ผมแบ่งเป็นหมวดๆแล้วประเมินตัวเองได้ดังนี้ สุขภาพร่างกาย (A) ปีนี้ถือเป็นปีทองของการดูแลสุขภาพ ทั้งเรื่องอาหาร และการออกกำลังกาย น้ำหนักไม่แกว่งมากเหมือนปีที่ผ่านมา Hi-light ของปีนี้อยู่ที่การวิ่งแข่งระยะ 10.5 กม. มา 2 รายการ คือของที่กระทรวงการต่างประเทศจัด กับที่สวนหลวง ร.9 จัดเฉลิมพระเกียรติวันพ่อที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากวินัยในการออกกำลังกายได้สม่ำเสมออาทิตย์ละ 2-3 วัน ตลอดปีที่ผ่านมา Improvement Areas ปริมาณของหวาน (เค้ก, ไอศครีม, Chocolate) ปริมาณกาแฟ (ตอนนี้ดื่มวันละแก้ว) ชั่วโมงในการนอนในวันทำงาน (~5 ชั่วโมง + 1 ชั่วโมงบนรถทั้งไปและกลับจากที่ำทำงาน)

  • หลากหลายไปทำไม ทำแล้วได้อะไร? (Why Diversity?)

      ถ้าใครที่อยู่ในองค์กรใหญ่ๆ คงสังเกตว่าช่วงหลังๆ เราอาจได้ยินผู้บริหาร หรือ HR เริ่มพูดถึงคำว่า Diversity หรือความหลากหลายมากขึ้น บางองค์กรอาจไม่ใช่แค่ Diversity อย่างเดียว แต่จะมาชื่อยาวๆเป็น Diversity and Inclusion เลยทีเดียว   ความหลากหลายในองค์กร วัดอย่างไร? ตอนเริ่มใหม่ๆ เมื่อหลายปีก่อน หลายองค์กรก็เริ่มจากตัววัดที่ง่ายที่สุดคือ เพศ และ เชื้อชาติ ดูว่าสัดส่วนผู้หญิง : ผู้ชาย ในแต่ละประเทศ แต่ละระดับ ว่าเหมาะสม มากน้อยอย่างไร จำนวนเปอร์เซนต์ของคนเอเชีย คนยุโรป หรือ คนอเมริกา ในระดับผู้บริหาร เป็นต้น หลังๆเราเริ่มเห็นการวัดความหลากหลายที่ซับซ้อนขึ้น จากเพศ ที่เดิมแบ่งเพียงชาย กับหญิง กลายเป็นการแบ่งจากรสนิยมทางเพศที่หลากหลาย การแบ่งกลุ่มตามช่วงอายุ (Generation) ต่างๆ เป็นต้น

  • |

    1:1 กับหัวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

      การคุย 1:1 กับหัวหน้าเป็นสิ่งที่พนักงาน(บริษัทใหญ่ๆ) ต้องเจอกันทุกเดือน บ้างก็พยายามเลี่ยง ไม่รู้จะคุยอะไร บ้างก็คุยแต่งาน สุดท้ายยิ่งเครียดกว่าเดิม จริงๆแล้วการคุย 1:1 กับหัวหน้าให้มีประสิืทธิภาพทำได้ง่ายๆ ดังนี้

  • |

    วิธีปฏิบัติต่อคนอื่น

      ในการปฏิบัติต่อผู้ือื่นนั้น มีสำนวนอยู่หลายสำนวน ส่วนใหญ่คงจะคุ้นเคยกับสำนวนที่ว่า… ให้ปฏิบัติต่อผู้อื่น เหมือนอย่างที่ให้เค้าปฏิบัติกับเรา หรือ ดีมาก็ดีตอบ ร้ายมาก็ร้ายตอบ แต่มีอีกแนวความคิดนึงที่อยากฝากให้คิดดู เค้าบอกว่า…

  • | |

    ด้านที่ดีกว่าของชีวิต?

    ธนาคารกรุงไทย-ด้านที่ดีกว่าของชีวิต วันนี้นั่งรถไฟฟ้าแล้วเห็นโฆษณาตัวใหม่ของธนาคารกรุงไทย ถ้าดูเผินๆก็เหมือนว่าเป็นโฆษณาที่ให้กำลังใจดีอีกตัวหนึ่ง เพราะแน่นอนว่าในทุกปัญหาย่อมมีโอกาสแฝงอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่หลายๆคนอาจลืมไป คือ อีกด้านหนึ่งของเหรียญ

One Comment

  1. สำหรับเหมี่ยว การคิดถึงผลที่จะได้รับจากการเริ่มทำสิ่งนั้นๆ เป็นแรงกระตุ้นที่ดีที่สุดค่ะ

    Thinking of the destination makes you forget the journey.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *