ประเมินผลงานตัวเองในปี 2012

Chut

ประเมินผลตัวเองปีนี้มาช้าไปนิด เพราะไปลันล้าอยู่สิงคโปร์ช่วงปีใหม่ ปีนี้ก็เป็นปีที่ 4 ที่ได้หาเวลามาทบทวนดูชีวิตที่ผ่านมาในปีว่ามีไฮไลต์ หรือเรื่องอะไรต้องปรับปรุงต่อไปกันบ้าง (การประเมินตัวเองในปี 2011, 2010, 2009)

โดยจุดเริ่มต้นที่ผมเริ่มประเมินตัวเองในปลายปี 2009 เพราะเห็นข่าวท่านประธานาธิบดี บารัค โอบามา ประเมินผลงานตัวเองในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมา แล้วคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ไม่เฉพาะกับผู้นำระดับประเทศ แต่สำหรับทุกคนที่อยากมีเวลามองกลับไปในรอบปีที่ผ่านมา ก่อนจะก้าวสู่ปีใหม่

และผมแบ่งเป็นหมวดๆเช่นทุกปีที่ผ่านมาเพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบ

 

สุขภาพร่างกาย (A-) 1pt up vs. Year Ago (YA)

ปีนี้เป็นปีทองของการออกกำลังกาย แม้น้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยจะขึ้นจากปลายปีที่แล้ว 2-3 กิโลกรัม แต่สามารถออกกำลังกายได้สม่ำเสมอขึ้น และร่วมรายการวิ่ง mini marathon ได้ 4 รายการ และ half marathon ครั้งแรกในชีวิตในรายการกรุงเทพมาราธอน โดยทำเวลาได้ 2.27 hr. ซึ่งเป้าหมายตอนแรกคือแค่เข้าเส้นชัย  การนอนยังสวิงระหว่างวันทำงานและวันหยุดอยู่ ตลอดปีไม่มีการเจ็บหนักเข้าโรงพยาบาล

Improvement Areas

  • ลดปริมาณของหวาน (เค้ก, ไอศครีม, Chocolate) และกาแฟ
  • ลดน้ำหนักตัวลงให้เหลือ 65 กิโลกรัม

 

การงาน (A) flat vsYA

ปีนี้ได้ย้ายงานครั้งแรกหลังจากทำที่เดิมมาเกือบ 7 ปี งานใหม่ท้าทายทั้งความรับผิดชอบที่กว้างขึ้น วัฒนธรรมองค์กรใหม่ และมีโอกาสได้ใช้ภาษาอังกฤษ และเดินทางไปต่างประเทศมากขึ้น ดีใจที่ได้หัวหน้าดีและให้โอกาสทั้งที่เป็นคนใหม่

Improvement Areas

  • พัฒนาความรู้ HR ในส่วนที่ยังขาด และเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่อง passion ในการทำงาน และ change agent
  • ทำงานให้ได้เกินความคาดหวังของหัวหน้าและผู้ร่วมงาน

 

การเงิน (B) 1pt down vsYA

หลังจากปีที่ผ่านมาลงทุนไปเต็ม portfilo ตั้งแต่เสี่ยงน้อยสุด (บัญชีเงินฝาก) ไปจนถึงเสี่ยงมากสุด (Gold future) ทำให้รู้ว่าตัวเองเป็นแมงเม่าดีๆนี่เอง หลังจากเงินลงทุนหายไปต่อหน้าต่อตา เป็นหลัก… เฮ้อเอาเถอะ T__T  แต่ยังดีที่มีเงินสะสมไม่ขี้เหร่มาก (จริงๆควรดีกว่านี้) การใช้จ่ายเงินโชคดีที่แฟนช่วยรั้งไว้ ไม่ให้ซื้อของด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ไม่งั้นอาจได้เป็นสาวก Apple เต็มตัว :P

Improvement Areas

  • ลดระดับการลงทุนที่มีความเสี่ยงลง
  • คุมรายจ่ายที่ไม่จำเป็น

 

สภาพจิตใจ (ฺA-) flat vsYA

ไม่รู้ว่าเพราะอายุมากขึ้นรึปล่าว ถึงรู้สึกเฉยๆกับเรื่องต่างๆมากขึ้น ใจไม่เหนื่อยวิ่งตามอารมณ์มากเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งบางอารมณ์ ผมมองย้อนกลับว่าที่ผ่านมาเราเป็นทาสของการตลาดเกินไป วันพิเศษต่างๆที่กำหนดขึ้น ก็เพื่อสร้างเหตุการณ์ให้คนทำตามๆกัน ซื้อของตามๆกัน ทั้งที่ทุกวันก็เป็น วันที่มีค่าเท่ากัน ไม่ต้องรอปีใหม่เพื่อเริ่มสิ่งใหม่

Improvement Areas

  • กลับมานั่งสมาธิหลังจากทำบ้าง หยุดบ้าง (ก่อนจะหยุดยาว)ในช่วงปีที่ผ่านมา
  • ฝึกให้มีสติอยู่กับตัวมากขึ้น

 

ความรัก (A) Flat vsYA

จริงก็ดีขี้นเรื่อยๆนะ มีเวลาได้อยู่ด้วยกันมากขึ้น แม้จะมีอะไรต้องปรับตัวอยู่บ้าง แต่ทำให้เราเข้าใจมากขึ้น

ป.ล. ถ้าปีนี้ให้ A+ ปีหน้าจะให้อะไรล่ะ? ^^”

Improvement Areas

  • บินไปหาบ่อยๆช่วงที่อยู่ไกลกัน

 

การพัฒนาตัวเอง (A-) 1pt up vsYA

ปีนี้ก็ยังมีโอกาสอ่านหนังสือดีๆได้หลายเล่ม จากเศษเวลาต่าง (บน bts, รอเพื่อน, รอรถ, …) แถมได้รู้จักอาจารย์เก่งๆอีกหลายท่านทั้งตามงานสัมนา และในโลกออนไลน์ ซึ่งผมเชื่อว่าการได้รู้จักและพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกับคนเก่งจะช่วยให้เราพัฒนาตัวเองได้เร็วกว่าการลองผิดลองถูกเองเป็นไหนๆ

Improvement Areas

  • ลดเวลาเล่นเกมส์ต่างๆลง
  • พัฒนาทักษะการเขียน และการเล่าเรื่อง

 

ทำประโยชน์ให้คนอื่น (A-) flat up vsYA

การทำประโยชน์ให้คนอื่นไม่จำเป็นต้องเป็นยิ่งที่ยิ่งใหญ่ หรือมองว่าเป็นเรื่องที่ทำยาก ผมคิดแค่จะช่วยให้คนรอบตัวมีรอยยิ้ม ทำงานได้ง่ายขึ้น แบ่งปันความรู้ หรือเพิ่มคุณค่าด้วยวิธีต่างๆก็ถือว่าได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์แล้ว ปีนี้ได้ทำประโยชน์ผ่านการบรรยาย การประชุมระดมสมอง (ขอบคุณผู้จัดที่เชิญมานะครับ) และการเขียนเล่าผ่าน blog แห่งนี้ หรือ twitter สำหรับคำแนะนำสั้นๆ กระชับได้ใจความ

Improvement Areas

  • ช่วยงานบ้านมากกว่านี้
  • เพิ่มคุณค่าให้ตัวเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะได้มีพอแบ่งปันคนอื่น

 

สรุป (A-) flat vsYA

ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่โอเคมากๆสำหรับผม แต่ปี 2013 นี้จะเป็นอีกหนึ่งบททดสอบใหญ่ ว่าจะเอาอยู่กับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตได้รึปล่าว ผมเชื่อว่าการมองว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมชาติ และทุกอย่างคือโอกาสให้เรียนรู้เป็นเครื่องมือที่ผมเตรียมไว้รับมือกับชีวิตข้างหน้า

ป.ล. มีหมอดูทักว่าช่วง 1-2 ปีนี้ชีวิตจะรุ่งโรจน์มาก มารอดูกันว่าหมอดูแล้วรอให้เกิดหรือจะสู้ชีวิตลิขิตเอง

Similar Posts

  • [คุยแบบชัชๆ] #009: Lisa Frommhold

    [คุยแบบชัชๆ] Special ครั้งนี้ ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ คุณ Lisa Frommhold, Global CEO for One Month 2018, The Adecco Group ในช่วงเวลาที่เธอมาเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรก เพื่อร่วมงาน The Adecco Group Global CEO Meets with Future Leaders in Thailand วันที่ 18 ตุลาคม 2561 เพื่อให้สะดวกกับการชม ผมแบ่งคลิปการสัมภาษณ์ออกเป็น 3 ช่วง ช่วงแรก จะเป็นการทำความรู้จักคุณ Lisa และโครงการ Global CEO for One Month ของ The Adecco Group ช่วงที่สอง ผมชวนคุยถึงปัจจัยที่จะดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถอย่างเธออยากร่วมงานด้วย พร้อมทั้งลักษณะของผู้นำที่ดี ช่วงที่สาม คุณ Lisa ฝากคำแนะนำในเรื่องของการทำงาน และ…

  • สกัดบทเรียนฝ่าวิกฤตกับ Food Passion

    ในยุควิกฤตโควิด 19 ที่ยืดเยื้อมาปีกว่าแล้วยังไม่เห็นแสงที่ปลายอุโมงค์ ทุกภาคธุรกิจล้วนได้รับผลกระทบ ทุกบริษัทต่างต้องปรับตัวกันจนเหนื่อยไม่มาก ก็มากที่สุด ทาง Kincentric ได้รับเกียรติจากคุณนาฑีรัตน์ บุญรัตน์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส ฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด มาแบ่งปันประสบการณ์วิธีคิด วิธีบริหารในช่วงวิกฤตนี้ ซึ่งสร้างพลังบวกให้ผมและทีมเป็นอย่างมาก จึงขอสกัดประโยคเด็ดๆ เป็นบทเรียนที่ผมได้จากคุณแตนมาฝาก งานยาก ถ้าคิดว่ามันยาก มันจะยาก ประโยคนี้ไม่ใช่คำคมของนักเรียนโอลิมปิก แต่เป็นเรื่องของมุมมองของแต่ละคนต่อปัญหาจริงๆ ถ้าเราคิดว่างานมันยาก ก็จะปิดตัวเองในการหาวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆ ถ้ามองเป็นความท้าทายก็จะสนุกกับการหาวิธีทำงานให้สำเร็จ หรือง่ายขึ้น สู้โว้ย!

  • |

    ข้อคิดการใช้ชีวิตจากเพลงกล่อมเด็ก

    Row, row, row your boat Gently down the stream Merrily, merrily, merrily, merrily Life is but a dream   เนื้อร้องเพลงกล่อมเด็กสั้นๆ เพลงนี้ วนลูปอยู่ในหัวผมอยู่เป็นสัปดาห์ เนื่องจากเพลงนี้กำลังเป็นเพลงโปรดของลูกสาว ที่คุณภรรยาใช้กล่อม ผมเลยได้ยิน (และร้อง) บ่อยเป็นพิเศษ จนติดอยู่ในหัวมาฮัมต่อเองตอนอาบน้ำ และตอนขับรถด้วย ร้องไปร้องมา ผมเริ่มตีความเนื้อเพลงกล่อมเด็กเพลงนี้ เป็นบทเรียนการใช้ชีวิตได้ดังนี้ Row, row, row your boat เปรียบเทียบชีวิตของคุณเป็นดั่งเรือ ล่องอยู่ในลำธารของชีวิต ไม่ว่าจะเจอน้ำนิ่ง น้ำเชี่ยวกราด หรือโขดหิน เช่นเดียวกับความสุขหรืออุปสรรคต่างๆ ในชีวิต เราก็พายต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

  • วิธีตอบให้ตรงคำถาม

      การตอบคำถามเป็นอีกทักษะหนึ่งที่หลายคนมองข้ามไปเหมือนกับการฟัง คิดว่าใครๆก็ตอบคำถามได้ ฟังได้ดี โดยไม่ต้องฝึกฝน ซึ่งจริงๆแล้ว การทำได้ กับ ทำเป็น นั้นต่างกันมาก จากที่ได้สังเกตคนรอบๆตัวพบว่า การตอบคำถามให้ตรงประเด็น หรือ ตรงกับสิ่งที่ถูกถาม นั้นเป็นปัญหาสำหรับหลายๆคน ทั้งๆที่ก็ฟังดูไม่น่ายาก เพียงแค่ถามอะไรก็ตอบอย่างนั้น แต่หลายครั้งที่ผมเจอก็มีตั้งแต่ตอบอ้อมไปอ้อมมา ตอบหว่านแห ครอบจักรวาล (สงสัยใช้ตอนสอบบ่อย) หรือแม้กระทั่งตอบได้ไม่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ถามไปเลย ซึ่งการตอบได้ตรงคำถามนั้น จะช่วยได้ตั้งแต่การสนทนากับคนอื่น ไปจนถึงเรื่องงาน ไม่ว่าจะเป็น การสอบสัมภาษณ์ การประชุม การนำเสนองาน การตอบคำถามที่กระชับ และตรงประเด็น จะช่วยให้เราโดนเด่นจากคนอื่นได้ไม่ยาก วิธีการตอบให้ตรงคำถามมีหลักอยู่ง่ายๆ 4 ข้อ คือ 1.ฟัง ข้อนี้สำคัญมาก ฟังคำถามให้เข้าใจก่อน อย่าไปคิดแทนคนถาม บางคนฟังคำถามไม่จบ

  • |

    Manager as Coach Workshop: คุณรู้จักการโค้ชรึปล่าว?

    “จากสเกล 0-100 คุณคิดว่าคุณเป็นโค้ชที่ดีแค่ไหน?” คุณ Craig McKenzie ซึ่งเป็น Master coach และ facilitator ของ Workshop ได้โยนคำถามนี้ก่อนเริ่มการสอนแก่ผู้บริหารระดับสูงประมาณ 25 คน ให้มายืนเรียงกันตามลำดับความมั่นใจในการโค้ชของตัวเอง จากการกะด้วยสายตา ผู้บริหารส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองเป็นโค้ชที่ดีประมาณ 25-50% แต่หลังจากที่รู้ว่าการสั่ง การบอก การสอนลูกน้อง ไม่ถือว่าเป็นการโค้ช หลายคนถอยกราวลงมาเหลือไม่ถึง 25% คุณ Craig บอกว่าการโค้ชเป็นความสัมพันธ์ที่อยู่ภายใต้การเรียนรู้แบบผู้ใหญ่ ซึ่งผ่านกระบวนการอย่างเป็นระบบของ การตั้งเป้าหมาย การเริ่มหรือเปลี่ยนการกระทำที่จะปรับพฤติกรรมอย่างยั่งยืน ทบทวนว่าพฤติกรรมที่เราเปลี่ยนส่งผลกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ตอนแรกอย่างไร ดูจากนิยาม ผมก็ไม่ได้แปลกใจหรือต่างจากที่คิดเท่าไหร่ ตลอด workshop 2 วัน ผมได้เรียนรู้ทั้งเนื้อหาผ่านกิจกรรม และแบบฝึกหัดต่างๆ รวมถึงเทคนิคการนำเสนอที่เข้าขั้นเทพมาก (ในฐานะที่เป็น Trainer เหมือนกัน) แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ใหม่จาก workshop นี้มีจริงๆอยู่ 2-3 เรื่อง คนที่เป็นโค้ชไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในรายละเอียดของปัญหา เพราะโค้ชไม่ใช่คนตอบคำถาม หรือรู้ทุกเรื่อง โค้ชมีหน้าที่ถามคำถาม ให้อีกฝ่ายได้คิด…

  • อะไรก็ได้…

    “หิวแล้ว… เที่ยงนี้กินอะไรดีอะ…” “อืมมม… อะไรก็ได้…” คุ้นๆมั้ยกับคำตอบนี้  “อะไรก็ได้” สำหรับตัวเองเป็นคำตอบที่คุ้นมากๆ และคิดเสมอว่าตอบอย่างนี้แหละดี เพราะแสดงว่าเราไม่เรื่องมาก แต่… คิดไปคิดมา การตอบอะไรก็ได้ กลับเป็นการที่เราไม่ได้คิด ตอบแบบ auto pilot ซะมากกว่า ตั้งใจว่าต่อไปนี้จะคิดก่อนตอบว่า “อะไรก็ได้” แม้ว่าสุดท้ายได้ไม่ได้ทำอย่างที่เลือก(เพราะเสียงส่วนมาก หรืออะไรก็แล้วแต่) อย่างน้อยเราก็ได้คิดก่อนว่าเราอยากได้/ทำ/กิน อะไรจริงๆ

2 Comments

  1. เป็นวิธีประเมินตัวเองที่น่าสนใจมากเลยครับ เป็นระบบดี ไว้ขอลองเอาไปใช้กับตัวเองบ้าง

    ดีใจด้วยครับที่มีชีวิตระดับเกียรตินิยม :)

  2. @nitiwat: ยินดีถ้าอ่านแล้วเอาไปใช้ประโยชน์ได้ครับ :)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *