| |

ข้อคิดจากนักไต่เขา

เคยมั้ยที่ทำอะไรซักอย่างแล้วท้อ ให้หยุดทำสิ่งนั้น

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่อย่าง เรื่องงาน หรือเรื่องทั่วๆไปอย่าง การหัดเรียนรู้อะไรใหม่ๆ

ความสำเร็จที่สมควรแก่การชื่นชมนั้นต้องอาศัยความพยายาม และความอดทน ซึ่งเราก็รู้แต่หลายคนก็อดไม่ได้ที่ถอดใจไปก่อน

ผมมีข้อคิดจากนักไต่เขาเกี่ยวกับเรื่องนี้จะเล่าให้ฟัง

นักไต่เขาทุกคนไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมืออาชีพ ทุกคนจะเริ่มในสภาพเหมือนกัน คือ ร่างกายพร้อม 100% และมีความกระตือรือร้นที่จะปีนเขา

แต่

หลังจากที่เขาปีนไป ปีนไป ความเหนื่อยล้า ก็ค่อยๆมาเยือน

ก่อนที่จะถึงยอดเขา ทุกคนจะมีจุดหนึ่งที่นักไต่เขาเรียกว่า “hit the wall” หรือ จุดถอดใจ

มือใหม่จะหยุด หันหลังกลับ และยินดีที่ตัวเองไต่มาได้ไกลถึงขนาดนี้ นอกจากว่าจะนึกถึงคำแนะนำของรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์ที่บอกว่า ให้ระวัง”จุดถอดใจ”นี้ ถ้าเจอให้ไต่ต่อไป เพราะยอดเขาใกล้แค่เอื้อม อย่าหันมองกลับมา ไต่ขึ้นไป ขึ้นไป…

ผมลองมาคิดสังเกตกับเรื่องรอบตัวหลังจากได้อ่านเรื่องนี้ ว่ามันจะใช้ได้มั้ยกับตัวเอง

เรื่องแรก เรื่องการฝืนความง่วง

ปกติผมเป็นคนที่ง่วงแล้วก็นอน แต่ถ้าลองฝืน ฝืนไม่นอนไปซักพัก ร่างกายจะกลับสดชื่นขึ้นมาใหม่ ความง่วงที่เมื่อกี้ง่วงแทบเป็นแทบตายก็หายไปเฉยๆ

เรื่องที่สอง เรื่องการวิ่ง

เวลาผมวิ่ง ผมจะตั้งเป้าว่าจะวิ่งครั้งละ 4-5 รอบซอย (ุ6-7 กิโลเมตร) แต่บางวันวิ่งรอบสองรอบก็รู้สึกเหนื่อยมาก คิดว่าถ้าวิ่งครบ 4 รอบคงเป็นลมแน่ๆ แต่ก็ลองฝืนดู ค่อยๆวิ่งช้า ก็วิ่งได้จบครบเหมือนที่ตั้งใจไว้

จากตัวอย่างนี้และอีกหลายๆเหตุการณ์ที่ลองและสังเกต ทำให้รู้ว่าหลายๆครั้งที่ limit ที่เราบอกว่าทำไ่ม่ได้ มันเป็นเพียงภาพในหัวเหมือน “The wall” ของนักไต่เขาเท่านั้น

เขียนถึงตรงนี้อยู่ๆก็คิดถึงสโลแกนของเครื่องดื่มบำรุงกำลังยี่ห้อหนึ่งที่บอกว่า

“เป้าหมายมีไว้พุ่งชน”

ลองดูนะครับ แล้วจะรู้สึกภูมิใจถ้าเอาชนะ จุดถอดใจ ของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน
________________________________________________________________________________ ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามสั้นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นพลังในการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • |

    สอนลูกสาวก่อนไปเรียนต่อนอก

    เชื่อว่าคุณพ่อ คุณแม่ทุกคนย่อมเป็นห่วงลูกของตัวเองทั้งนั้น โดยเฉพาะการเลี้ยงวัยรุ่นที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ อย่างการไปเลือกไปเรียนต่อต่างประเทศ คืนนี้ผมได้ทานอาหารกับผู้ใหญ่ท่านนึง ซึ่งลูกสาวคนเดียวของท่านกำลังจะไปเรียนต่อต่างประเทศในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ท่านได้เล่าวิธีคิดและสอนลูกมาซึ่ง ผมคิดว่ามีประโยชน์มากเลยกลับมากลั่นเล่าสู่กันฟัง เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ปกครองในวัยนี้ หรือเผื่อวันนึงผมจะได้ใช้บ้าง :D เริ่มจากที่ลูกสาวมาบอกพ่อก่อนจบม.6 ว่าอยากไปเรียนทำอาหารที่ต่างประเทศ… ตอนแรกคุณพ่อก็กลัวและอดเป็นห่วง ไหนจะเรื่องของอาชีพในอนาคต ไหนจะเป็นลูกสาวคนเดียวที่ไปอยู่ไกลบ้าน สิ่งที่ทำได้คือให้ข้อมูล และความเสี่ยงต่างๆของสิ่งที่ลูกจะเลือก แล้วให้ลองไปฝึกงานที่ร้านอาหารจริงๆก่อนเดือนนึง แล้วค่อยตัดสินใจว่าเป็นสิ่งที่สนใจอยากเรียนจริงๆรึปล่าว หรือเป็นแค่กระแส หรือชอบชั่วคราว พอลูกสาวไปฝึกงานแล้วยืนยันว่า อยากไปเรียนด้านนี้จริงๆ คุณพ่อก็เลยจัดให้ แต่ก็ไม่ลืมที่จะสอนลูกสาวในเรื่องสำคัญด้านต่างๆ ดังนี้ สุขภาพ – ต้องดูแลตัวเองให้ดี รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ป่วยในต่างประเทศมันลำบาก การเรียน – ถ้าไปเรียนแล้วไม่ชอบ กลับมาเลยนะลูก ไม่ต้องฝืนจนจบ 4 ปี จะได้ประหยัดตังค์ด้วย ดีกว่าฝืนเรียนจนจบเพราะกลัวพ่อว่า แล้วมาขอเงินไปเรียนอย่างอื่นต่อ การเงิน – ไม่ต้องห่วง พ่อมีเงิน (จบข่าว) ความรัก – ถ้าเป็นไปได้อย่าชอบเค้าก่อน ค่อยๆดูกันไป ถ้าเราชอบเค้าก่อน เราจะ suffer เซ็กซ์…

  • |

    ฆ่าไก่เอาไข่ทองคำ?

      สำนวนฆ่าไก่ (หรือ เป็ด หรือ ห่าน) เอาไข่ทองคำ มาจากนิทานอีสปเรื่อง ไก่ที่ไข่เป็นทอง ซึ่งเชื่อว่าหลายคนก็เคยได้ยินได้ฟังมาแต่เด็ก ผมไม่คิดว่าจะได้เข้าใจสำนวนนี้มากขึ้นจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่บริษัทเร็วๆนี้ เรื่องก็มีอยู่ว่าพนักงานกลุ่มหนึ่งได้ยื่นข้อเรียกร้องกับผู้บริหาร เพื่อขอเพิ่มสวัสดิการต่างๆจากที่บริษัทให้ ในกรณีนี้ผมสวมหมวก2ใบ ทั้งในฐานะพนักงาน และหัวหน้างาน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการมองและเข้าใจสถานการณ์เดียวกันจากสองด้าน ในฐานะพนักงาน แน่นอนว่าการได้อะไรเพิ่มอะไร ก็ยิ่งดี ยิ่งมากยิ่งชอบ แต่ในฐานะหัวหน้างาน ผมก็เข้าใจว่าสถานการณ์ของบริษัท สามารถในการแข่งขัน และต้นทุนมีความสำคัญอย่างไร ควบคู่ไปกับความพยายามของบริษัทเพื่อดึงดูด และรักษาพนักงานที่มีความสามารถไว้ด้วย ถามว่าอะไรคือจุดสมดุลของทั้งสองฝ่าย ผมมองว่าในส่วนของพนักงาน ความเข้าใจภาพกว้างของธุรกิจ ของสถานการณ์เศรษฐกิจ และการมองระยะยาวมากกว่าระยะสั้น ในขณะที่บริษัทก็ต้องเข้าใจสิ่งที่พนักงานต้องการจริงๆ ที่เป็นตัวผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวนี้ ซึ่งอาจไม่ใช่ข้อเรียกร้องเหล่านั้น แต่อาจหมายถึงการขาดการฟังและเข้าใจอย่างไม่มีอคติจากหัวหน้างาน และผู้บริหาร ทำให้พนักงานต้องพึ่งบุคคลที่สามที่ไม่ใช่บริษัท ผมเชื่อว่าจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันและกันมากขึ้น สำหรับพนักงานผมให้คิดยาวๆ ว่าเราอยากฆ่าไก่เพื่อเอาไข่ทองคำ หรือควรช่วยกันขุนไก่ให้แข็งแรงเพื่อที่จะออกไข่ทองคำให้เราได้มากขึ้น? __________________________________ ป.ล. บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ได้เป็นมุมมองหรือจุดยืนของบริษัทแต่อย่างใด

  • ความเครียด: บทเรียนจากไก่วัด

    ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นอีกช่วงที่รู้สึกเครียดๆกับงาน ทั้งๆที่ปกติจะพยายามที่จะไม่เครียดไปกับงาน แต่ก็มีบางครั้งที่ลืมถอดหมวก หรือ ถอดไม่ออก หลังเวลางาน ผลที่ตามมาคือ นอนไม่หลับ กับ ลืมหายใจ นอนไม่หลับนี่หลายๆคนก็เป็นกัน แต่ ลืมหายใจนี่สิ ไม่แน่ใจว่าจะมีใครเป็นเหมือนกันมั้ย ส่วนตัวอาการลืมหายใจคือ หายใจเบา และตื้นมากๆ แล้วก็หายใจไม่เข้าปอด ทำให้หาวบ่อย เนื่องจากร่างกายได้อากาศไม่พอ คนใกล้ตัวก็คอยเตือนว่า จะเครียดไปทำไม บริษัทก็ไม่ใช่ของเรา จะคิดนู่นคิดนี่มากมายไปทำไม ฯลฯ ซึ่งก็เข้าใจด้วยเหตุและผลทุกประการ แต่… บางครั้งความรับผิดชอบ กับความคาดหวังของทั้งตัวเองและคนอื่นก็ค้ำคออยู่ คืนก่อนระหว่างนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนเตียงจนเกือบตี3 แล้วยังนอนไม่หลับ ก็นึกถึงคำสอนของท่านพุทธทาส สมัยตอนจำวัดอยู่ที่สวนโมกข์ ท่านพุทธทาสสอนว่า… ถ้าจะอยู่ในโลกนี้อย่างมีสุข อย่าประยุกต์สิ่งทั้งผองเป็น “ของฉัน” เออ…ก็จริง เราไปคิดว่าเป็นนี่งาน”ของฉัน” ลูกน้อง”ของฉัน” ความก้าวหน้า”ของฉัน” ทำให้มาเครียดนอนไม่หลับอยู่คนเดียว ระหว่างนั้นก็นึกถึงเรื่องไก่วัดที่ท่านพุทธทาสเทศน์ ตอนหนึ่งว่า …ไก่ที่วัดนี่กลางวันมันก็หากินไปตามเรื่อง ตกค่ำก็นอนอยู่ตามต้นไม้ไม่เห็นมีปัญหาอะไร คนที่เครียดนอนไม่หลับนี่ใช้ไม่ได้ ดูไก่วัดเป็นตัวอย่างสิ…  ต่อไปถ้ายังเครียดจนนอนไม่หลับอีกก็คงมีอายไก่วัดกันบ้างหล่ะ…

  • |

    Work/Life Effectiveness By Jim Lafferty (Part I)

    ดูเหมือนว่าทุกวันนี้ทุกบริษัทจะคาดหวังและต้องการเวลาจากพนักงานมากขึ้นเรื่อยๆ พนักงานก็ดูมีความสุขน้อยลง เริ่มบ่นว่าใช้เวลาทำงานทั้งที่ทำงานและบ้านมากขึ้น เครียดและล้าสะสมมากขึ้น… ชีวิตมีแต่งาน งาน งาน แล้วช้านจะหาแฟนได้มั้ยเนี่ยยยย… ^^” ไม่ต้องแปลกใจว่าเรื่องนี้เกิดกับเรา หรือบริษัทของเราที่เดียวรึเปล่า? จริงๆแล้วเรื่อง Work/Life Balance (Work/Life Effectiveness, etc.) นี้เป็นปัญหาใหญ่ในทุกองค์กรทั่วโลกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าลาออกจากไปทำงานที่ใหม่แล้วจะไม่มีปัญหานี้ หลายบริษัทมีการจัดอบรมเรื่องการบริหารเวลา (Time Management) แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่ช่วยเท่าไหร่ วันก่อนผมได้มีโอกาสดูคลิปการพูดของคุณจิม ลาฟเฟอร์ตี้ (Jim Lafferty) ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท พูดในการประชุมของผู้บริหารระดับสูงในทวีปอเมริกา เรื่องเทคนิคที่ได้เรียนรู้ในการจัดการชีวิตและงาน ซึ่งสรุปออกมาเป็น 15 เทคนิค ซึ่งคุณจิมรับประกันว่าถ้าได้นำไปใช้ ชีวิตของคุณจะดีขึ้นทันที (โฆษณาให้หน่อย) ผมเห็นว่าน่าสนใจเลยอย่างจะมาแบ่งปันกัน โดยจะแบ่งออกเป็น 2-3 ตอน ขึ้นอยู่กับความขยันนะครับ… ;D _______________________________ สิ่งแรกที่เราควรรู้ก่อนคือ work/life balance ไม่เกี่ยวกับเวลา

  • สังคมนิยมความ “แรง”?

    เหตุมันเกิดมาจากความเห็นผมในstatus Facebook และTwitter เรื่องการนิยมความแรงของคนสมัยนี้ แล้วได้การตอบรับดี ทั้งกด Like ทั้งRT เลยคิดว่าเรื่องนี้เราไม่ได้คิดไปเองคนเดียว จากที่ผมสังเกต ความแรงในการพูดและการแสดงออกของคนในสังคมโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่นับวันจะแรงขึ้น ขยายวงกว้างขึ้น และ ที่น่ากลัวคือ ได้รับการยอมรับ (หรือเคยชิน)กันมากขึ้นด้วย สำหรับคนที่นึกไม่ออกว่าผมพูดถึงความแรงแบบไหน ผมจะลองยกซักตัวอย่างให้เห็นภาพแล้วกัน… เหตุการณ์สมมติ 1: ไปร้องเกะคราวนี้จะร้องเพลงอะไรดีนะ? อยากร้องเพลงพี่เบิร์ด อะไร too much very much นะ? 2: ฉันว่าอย่างเธอต้องเพลง คนไม่มีแฟน เท่านั้น… 55+ 3: แรงว์อะเธอ (ทุกคนยกเว้น1หัวเราะชอบใจ) 2: (ทำหน้าภูมิใจประหนึ่งได้โล่ห์) ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่าก็เฉยๆหนิ ไม่เห็นแรงอะไรเลย แสดงว่าท่านได้ชินกับความแรงระดับนี้ไปแล้ว… – -“

  • การเรียนรู้ในโลกยุคดิจิตอล

    ผมอ่านเจอ infographic จากรายงานของ Bersin by Deloitte มีข้อมูลน่าสนใจ และเป็นประโยชน์กับทั้งสำหรับผู้เรียน และผู้สอนในยุคปัจจุบัน เลยเก็บมาฝากกันครับ Interesting Facts: ในยุคดิจิตอล ข้อมูลมากมายมหาศาลทุกช่องทางส่งผลให้ ถูกรบกวนตลอด ไม่มีสมาธิ (Distracted) หยิบมือถือขึ้นมาดูชั่วโมงละ 9 ครั้ง ถูกสารพัด Website, App, VDO clip ดึงความสนใจทั้งวัน ถูกรบกวน ขัดจังหวะทุก 5 นาที จาก work application หรือ collabolation tool ต่าง ๆ ไม่มีความอดทน (Impatient) คนส่วนใหญ่ไม่ทนดู VDO clip ยาวกว่า 4 นาที ถ้าเนื้อหาไม่โดนใน 5-10 วินาทีแรก ก็จะไม่สนใจเนื้อหาหลังจากนั้น สำลักข้อมูล (Overwhelmed) 41% ของเวลาทำงานใช้ไปกับสิ่งที่ทำให้ตัวเองรู้สึกดี แต่งานไม่เดิน…

2 Comments

  1. จุดถอดใจเป็นบ่อย ช่วงเริ่มวิ่ง+ปั่นจันรยาน 20-30 นาทีแรก
    แต่พอผ่านมันไปได้ละฉิวจนชิวเลย ^__^

  2. @zeng: ใ่ช่เลย ถ้าผ่านจุดนั้นด้วยตัวเองจะเข้าใจ… :)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *