[คุยแบบชัชๆ] #008: ดร.การดี เลียวไพโรจน์

แขกรับเชิญ [คุยแบบชัชๆ] ท่านที่แปด ผมได้รับเกียรติจาก ดร.การดี เลียวไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการ C asean มาพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์ในมุมมองของผู้หญิงมากความสามารถ ทั้งในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย ก่อนจะผันตัวมารับบทบาทใหม่ในฐานะผู้บริหาร โดยไม่พลาดบทบาทคุณแม่ที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย

ตลอดการสัมภาษณ์นี้ ผมรับรู้ถึงพลังของดร.การดี หรือพี่อ้อ ที่ต้องการจะผลักดันงานทุกอย่างที่รับผิดชอบให้ออกมาดีที่สุด และยังสนุกกับชีวิตในทุกวัน


สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้

  • Trend และสิ่งที่อยากบอกกับเด็กไทยรุ่นใหม่
  • App ประจำที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
  • เคล็ดลับการทำงานให้มีความสุข
  • นิยามความสำเร็จ

ช่วยแนะนำตัวสั้น ๆ สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก

พี่ชื่อการดี เลียวไพโรจน์ หรือเรียกว่าพี่อ้อก็ได้ พี่เรียนจบมาจากคณะวิศวกรรมอุตสาหการ ตั้งแต่ปริญญาตรี โท แล้วก็เอกเพราะตอนนั้นตั้งใจอยากเป็นครู ก็ได้เป็นสมใจ ระหว่างนั้นมีโอกาสได้ทำงานวิจัย และเป็นผู้อำนวยการศูนย์ให้คำปรึกษาทางธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากนั้นก็ยังมีงานวิทยุ เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ แล้วก็ทางทีวีเป็นสารคดีแบบรายงานข่าว พอสอนได้สัก 10 กว่าปี เลยต้องการจะลองเปลี่ยนอาชีพ ตอนนี้ก็มาทำอยู่ที่ C asean ค่ะ

C asean ทำอะไรเหรอครับ

เล่าแบบโดยย่อ C asean เป็นบริษัทที่ Thai Beverage ก่อตั้งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หรือพันธกิจสำคัญในการที่จะเป็น platform เชื่อมคนรุ่นใหม่ในอาเซียน คือเราจะทำกิจกรรมที่ทำให้เกิดประชาคมอาเซียนที่ดีขึ้น ผ่าน 3 ประเด็นหลัก ๆ คือ business art แล้วก็ culture ก็คือในเชิงธุรกิจ ศิลปะ และวัฒนธรรม เราต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประชาคมอาเซียนโดยเน้นสร้างความเข้าใจระหว่าง people to people และเป้าหมายที่เราเน้นไปก็คือกลุ่มของคนรุ่นใหม่ หรือว่า Young Generation

อันนั้นคือกรอบแนวคิดในเรื่องของซีอาเซียนคืออะไร เป็นการแปลความจากความตั้งใจของเราค่ะ มันเป็นกิจกรรมย่อย ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันที่ซีอาเซียน คือเริ่มตั้งแต่พยายามทำให้การเข้าถึงหรือการเชื่อมโยงของคนในอาเซียนมันง่ายยิ่งขึ้น ในเชิงธุรกิจ อย่างเช่นตอนนี้มีเทคโนโลยีเข้ามา ก็มีเพื่อนจากสิงคโปร์ เขาอยากจะมาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง เรื่องของ Crowdfunding เรื่องของ start up ในสิงคโปร์ มันก็เหมือน เราก็เป็น platform ในการ share องค์ความรู้ ระหว่างสิงคโปร์กับไทย และยังมี community อื่น ๆ เนื่องจากซีอาเซียนของเราเปิดกว้าง คือที่นี่เราพูดได้หลายภาษา กิจกรรมหลายอย่างก็เป็น by learning group ของเจ้าของภาษา อย่างงานช่วงนี้ก็เป็นภาษาอังกฤษเสียส่วนมาก ยิ่งเรามีกิจกรรมมากเราก็ยิ่งมีเพื่อนมากขึ้น เลยทำให้รู้ว่าในไทยเราก็มี community หลากหลายมากเหมือนกันค่ะ จากหลากหลายประเทศเลย

target คนรุ่นใหม่ คือเป็นนักเรียน นักศึกษา หรือว่าจะเป็นคนทำงานนะครับ

ได้ทั้งหมดค่ะ คนรุ่นใหม่เราไม่ได้นับเพียงแค่อายุเท่านั้น แต่ดูที่ความกระตือรือร้นอยากเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ก็นับเป็นคนรุ่นใหม่ กิจกรรมที่จัดส่วนใหญ่จะดึงดูดคนในช่วงระหว่างมหาวิทยาลัยและช่วงเริ่มต้นเข้าสู่การทำงาน

จากการที่มีโอกาสได้สอนและคลุกคลีกับเด็กรุ่นใหม่จนถึงปัจจุบัน เห็นความเปลี่ยนแปลง หรือ trend ของเด็กไทยรุ่นใหม่เป็นอย่างไรบ้าง

ที่พี่มองโดยเฉลี่ยส่วนใหญ่ก็น่าเป็นห่วงมาก แต่บางทีก็พูดยาก เพราะว่าหลายคนที่เราสัมผัสเวลาทำงานที่ C asean คือคนที่อยากเรียนรู้อะไรใหม่ๆ อยากเปิดกว้างมุมมองของตัวเอง เพราะฉะนั้น เด็กที่เราเจอกันทุกวัน ส่วนใหญ่จะเป็นเป็นเด็กที่ใฝ่รู้ คือ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเรียน แต่ว่าอยากรู้เรื่องใหม่ แต่ถ้ามองเด็กไทยส่วนใหญ่ ก็รู้สึกเป็นห่วง ตั้งแต่กรอบวิธีคิด กรอบในการมองหาโอกาสของตัวเขาเอง ยังเป็นกรอบที่จำกัด โดยเส้นทางการสอบของเขาไปเรื่อย ๆ มากกว่าที่จะมองเห็นโอกาสที่มันเกิดขึ้นในโลก

แล้วพี่อ้ออยากบอกอะไรกับคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้         

พี่อยากบอกให้เขาเร่ง คือการเรียนรู้เนี่ยไม่ได้เกิดขึ้นในห้องเรียนหรือโรงเรียนเท่านั้น แล้วการเรียนรู้เป็นหน้าที่เขา ไม่ใช่หน้าที่ของครูด้วยนะคะ ด้วยความที่ตัวเองเป็นครูมาก่อน บางคนบอกว่าก็ครูสอนแค่นี้ เขาจึงจำเป็นต้องรู้แค่นี้ หรือว่าพวกคุณจะสอนแค่นี้ เขาก็รู้แค่นี้แล้วกัน แต่จริง ๆ อยากจะบอกว่าการเรียนรู้เป็นหน้าที่ของทุกคน ที่จะต้องมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต ความรู้หรือประสบการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นนอกห้องเรียน ก็อยากให้มีความกระตือรือร้น

แล้วอะไรจะเป็นแรงจูงใจให้ เรียนรู้ตลอดชีวิต ต้องกระตือรือร้นศึกษาเพิ่มเติมหลังเรียนจบครับ

พี่ว่าถ้าเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ยอมเปิดใจ พี่จะแนะนำให้เปิดโอกาสให้ตัวเอง เปิดกว้างลองสิ่งใหม่ ๆ และยอมรับในสิ่งที่เจริญแล้วข้างนอกบ้าง

ยกตัวอย่างง่าย ๆ สมมุติว่าเราอ่านข้อมูลในอินเทอร์เน็ต แค่เว็บไซต์ภาษาไทย พี่ว่าแค่นี้ไม่พอ คือเป็นภาษาไทยมันก็ดีล่ะนะ แต่ว่าทุกครั้งที่เวลาพี่อ่านข่าว สรุปข่าว ทุกเช้า พี่ต้องอ่านจากหลายแหล่ง แล้วเรารู้เลยว่าเวลาเราอ่านแหล่งข่าวที่เป็นภาษาไทย คือการสรุปส่วนใหญ่จะตื้นเขินมาก ถ้าเกิดใครอ่านแค่นั้น แล้วเชื่อตามนั้น ก็เศร้าแล้ว ส่วนตัวพี่จะพยายามหาข่าวแหล่งอื่น ๆ มาประกอบด้วย วิธีคิดแบบนี้ถามว่ามีคนบอกเราไหม คำตอบคือไม่มี ข้อมูลข่าวเรื่องเดียวกัน เหตุการณ์เรื่องเดียวกัน แต่การวิเคราะห์ตื้นลึกก็จะแตกต่างกันในหลาย ๆ มิติ คือองค์ความรู้มันอยู่ข้างนอกมากมาย แล้วโดยเฉพาะยุคนี้เนี่ย เกิดขึ้นมาจากยุคเทคโนโลยีล้วน ๆ เด็กรุ่นใหม่มีโอกาสมากกว่าสมัยเราเป็นเด็กเยอะ

อยากให้เปิดกว้างว่าองค์ความรู้มันอยู่ข้างนอก แล้วไม่อยากให้รู้สึกว่าไม่รู้สึกพอ พี่มักจะบอกหลาย ๆ คน โดยเฉพาะนักเรียนว่า Nobody achieve a great thing by doing minimum คือไม่มีใครที่สามารถทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ได้ โดยทำอะไรแบบมักน้อย ถ้าอยากจะได้อะไร อยากทำอะไร ก็ต้องทุ่มเทเต็มที่ พี่รู้สึกว่าความทุ่มเทแบบนี้ของคนรุ่นใหม่ดูน้อยลงไป

เห็นพี่อ้อสวมสารพัดบทบาท ตารางวันทำงานปกติเป็นยังไงเหรอครับ

ตอนเช้าพี่ตื่นเช้ามาก เพราะว่าต้องไปส่งลูกที่โรงเรียน ก็คือต้องไปส่งเขาที่โรงเรียนก่อน 07.30 น. หลังจาก 07.30 น. ก็จะอ่านข่าว ก่อนสรุปข่าวด้านเศรษฐกิจทางโทรศัพท์เข้าวิทยุตอน 08.30 น. แล้วถึงไปทำงาน

เวลาทำงานก็จะยุ่งมาก แต่ก็ชินแล้ว แล้วก็พยายามแบบ คือพี่เรียน IE (Industrial Engineering) มาเลยเชื่อในเรื่องของ efficiency เลยพยายามจัดการเรื่องทุกอย่างมันให้มีประสิทธิภาพสูงสุด จะมีน้อยมากที่จะนั่งอยู่เฉย ๆ แล้วไม่มีอะไรทำ หลายคนก็ไม่รู้เลยว่าเห็นงานยุ่งขนาดนี้ แต่ตอนเช้าพี่ไปส่งลูกทุกวัน ตอนเย็นพี่ก็ไปรับลูกทุกวัน แล้วก็กลับมานั่งทำงาน ก่อนจะกลับบ้าน

มีเทคนิคหรือว่ามี App ช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เวลาแนะนำไหมครับ

ตอนนี้หลัก ๆ พี่ใช้ Google Map เวลาหาเส้นทางเดินทางอย่างกรุงเทพ เพราะสามารถคำนวณทั้งเส้นทาง และเวลาการเดินทางได้น่าเชื่อถือขึ้นมาก แล้วอีก App ที่ใช้ประจำคือ Evernote ช่วยบันทึกข้อมูลต่าง ๆ

ผมเห็นพี่อ้อมีความสุขกับการทำงาน อะไรเป็นเคล็ดในการทำงานอย่างมีความสุขของพี่ครับ

ถ้าเป็นเรื่องการทำงานกับอาชีพ ก็คือไม่เคยตามเงินเลย พอมีเงินใช้ก็พอ เพราะเป็นคนไม่ใช้เงินเยอะอยู่แล้ว ไม่ค่อยติดของแบรนด์เนม ไม่งั้นคงต้องทำงานหนักกว่านี้ สิ่งที่เป็น motivation หรือ drive ของพี่ได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก เพราะบ้าน พี่เป็นลูกสาวคนเดียว นอกนั้นก็เป็นพี่ชายกับน้องชาย แล้วก็โดนสอนว่าผู้หญิงต้องพึ่งตัวเองให้ได้ แล้วก็ you have to define your own success พี่จึงมีความสุขเวลาพี่ทำงานแล้วมีคนได้ประโยชน์ คือคนได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราทำ คือเราทำงานในสิ่งที่เราเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น ทำให้อยากทำ อยากทำมากขึ้นเรื่อย ๆ เลยกลายก็เป็น motivation อีกแบบหนึ่ง

นิยามความสำเร็จของตัวเองคือ

พี่อยากเป็นคนมีประโยชน์ คือวันนี้พี่รู้สึกว่าตัวเองบรรลุเป้าความสำเร็จที่ตั้งไว้ทุกวัน ตั้งแต่ที่ได้มาสอนหนังสือที่ธรรมศาสตร์ พี่รู้สึกว่าพี่เป็นครูที่ดี ประสบความสำเร็จในฐานะครูที่ดี พอวันนี้มาทำในงานด้านธุรกิจ พี่ก็ว่าพี่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่ได้ทำธุรกิจเพื่อหาเงินอย่างเดียว แต่มีสมดุลกับด้านผลกระทบกับสังคม (social impact) ด้วย

เวลามีคนถามว่าอะไรคือเป้าหมายในชีวิต พี่บอกวันนี้ I achieve my goal ทุกวัน เวลามานั่งทบทวนดูสิ่งที่ตัวเองมีความสุขที่สุด คือการที่น้อง ๆ ได้ความรู้ เขาเก่งขึ้น เขาได้ประโยชน์ เขามีโอกาสขึ้น อันนั้นมันคือความสำเร็จที่เราต้องการเห็นทุกวัน ได้ทำประโยชน์กับคนอื่น เพราะตัวเองไม่ได้เป็นคนที่ตั้งเป้าหมายว่าต้องมีบ้านหลังนั้น ต้องมีรถคันนั้น หรือว่าจะต้องเป็นตำแหน่งนั้น แต่ว่าตั้งแต่เด็กจนโตมาตอนนี้ อยากเป็นอยู่ 3 อย่าง คือ สวย รวย เก่ง คืออยากหน้าตาดี อยากมีเงิน แล้วก็อยากเป็นคนที่ทุกคนยอมรับว่าเราเป็นคนเก่ง

ถ้าสมมติว่าพี่อ้อได้นั่ง time machine กลับไปเจอตัวเองตอนที่ตัวเองจบตรีใหม่ ๆ อยากจะบอกอะไรกับตัวเองครับ

พี่จะบอกว่า เวลาเลือกทำอะไร ให้เลือกทำของที่ยากเข้าไว้ เราเริ่มต้นในสิ่งที่ยาก แล้วชีวิตหลัง ๆ ก็จะสบาย ไม่เหนื่อย ถ้าเราเลือกมักง่าย เลือกทำแต่สิ่งง่าย ๆ เราก็จะไม่เคยพบกับความท้าทาย เราก็จะติดอยู่ในกรอบของความง่าย ๆ ของตัวเอง


ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋ง ๆ คำถามโดน ๆ มาช่วยกระตุ้นพลังการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • |

    เด็กฝึกงาน ใครคิดว่าไม่สำคัญ?

    [หลังจากบทความเรื่อง Treat your intern right! ที่เขียนลง The Nation คอลัมน์ Tweeple’s Corner วันอาทิตย์ที่ผ่านมา นึกขึ้นได้ว่าน่าจะแปล(บทความตัวเอง)เป็นภาษาไทย ให้อีกหลาย ๆ คนได้อ่านด้วย ออกตัวไว้ก่อนว่าการแปลนี้ไม่ได้แปลคำต่อคำ จึงมีการตัดและเพิ่มตามความพอใจ เพราะได้รับอนุญาตจากเจ้าของบทความแล้ว :P ] ทุกๆปี น้องๆนิสิต นักศึกษาปี 3 ส่วนใหญ่จะใช้เวลาปิดเทอมใหญ่ไปฝึกงาน ซึ่งบ้างก็ทำเพราะเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร (ไม่ทำไม่จบว่างั้น) บ้างก็ต้องการสร้าง portfolio สวย ๆ สำหรับทำงาน/เรียนต่อ หรือต้องการอยากได้ประสบการณ์ทำงานจริง ๆ แต่คุณรู้รึปล่าวว่าเด็กฝึกงานเค้าทำอะไรกัน? ผมเชื่อว่าเราอาจเคยได้ยินตั้งแต่ไม่มีอะไรให้ทำ ชงกาแฟ ถ่ายเอกสาร ไปจนถึงทำงานที่มีคุณค่ามากๆประหยัดให้องค์กรเป็นล้าน และทำให้พี่พนักงานประจำหลายคนเริ่มร้อนๆหนาวๆกับเก้าอี้ตัวเอง… ^^” ด้วยงานที่ทำอยู่ ทำให้ผมเห็นความสำคัญของโครงการนักศึกษาฝึกงาน ทั้งต่อตัวเด็กเอง และต่อบริษัทด้วย สำหรับน้องนิสิต-นักศึกษา นี่เป็นโอกาสแรกๆที่จะได้สัมผัสชีวิตการทำงาน ที่เราจะต้องเจออีกค่อนชีวิตหลังจากที่เราเรียนจบ ซึ่งการเรียนได้คะแนนดีๆ เกรดสวยหรูไม่ได้รับประกันความสำเร็จในการทำงาน (เป็นได้อย่างมากก็แค่ใบเบิกทางที่ดี) นอกจากนั้นน้องจะได้ฝึกเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาจากโจทย์ มาเป็นตั้งโจทย์ (และแก้ปัญหา)เอง…

  • 4 เรื่องที่คุณอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับแบบทดสอบบุคลิกภาพ (Personality Test)

    Full disclosure: ปัจจุบันผู้เขียนเป็น Senior Consultant ของบริษัท Aon Hewitt เจ้าของแบบทดสอบ ADEPT-15, ข้อมูลใน blog นี้เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับองค์กร ตั้งแต่เด็กๆ ผมเป็นคนชอบทำแบบทดสอบด้านบุคลิกภาพ หรือลักษณะนิสัย (Personality Test) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอยากรู้ว่าผลออกมาจะตรงกับที่เราคิด ว่าเราเป็นหรือเปล่า อีกส่วนหนึ่งก็อยากรู้จักตัวเองในด้านที่เราอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน แบบทดสอบที่ทำก็มีตั้งแต่ทำขำไม่กี่ข้อในนิตยสาร ที่มีคำอธิบายผลท้ายหน้า ไปจนถึงแบบทดสอบจริงจังที่ต้องเสียเงินหลายพัน ทำเสร็จแล้วมีรายงานส่งมาให้เป็นเรื่องเป็นราว เนื่องจากงานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ผมมีโอกาสได้ certify เครื่องมือ The Adaptive Employee Personality Test (ADEPT-15) ซึ่งเป็น personality test ที่เน้นสำหรับการทำงาน ทำให้ผมเห็นเข้าใจแบบทดสอบบุคลิกภาพ (โดยเฉพาะ ADEPT-15) ดีขึ้น เลยขอกล่าวถึง 4 เรื่องที่มักมีคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับแบบทดสอบประเภทนี้ 1. มี profile ที่สมบูรณ์แบบ ผมเคยเชื่อว่าเวลาทำแบบทดสอบบุคลิกภาพ จะต้องมีคำตอบที่ถูก หรือ profile ที่ดีที่สุด…

  • สกัดบทเรียนฝ่าวิกฤตกับ Food Passion

    ในยุควิกฤตโควิด 19 ที่ยืดเยื้อมาปีกว่าแล้วยังไม่เห็นแสงที่ปลายอุโมงค์ ทุกภาคธุรกิจล้วนได้รับผลกระทบ ทุกบริษัทต่างต้องปรับตัวกันจนเหนื่อยไม่มาก ก็มากที่สุด ทาง Kincentric ได้รับเกียรติจากคุณนาฑีรัตน์ บุญรัตน์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส ฝ่ายทรัพยากรบุคคล บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด มาแบ่งปันประสบการณ์วิธีคิด วิธีบริหารในช่วงวิกฤตนี้ ซึ่งสร้างพลังบวกให้ผมและทีมเป็นอย่างมาก จึงขอสกัดประโยคเด็ดๆ เป็นบทเรียนที่ผมได้จากคุณแตนมาฝาก งานยาก ถ้าคิดว่ามันยาก มันจะยาก ประโยคนี้ไม่ใช่คำคมของนักเรียนโอลิมปิก แต่เป็นเรื่องของมุมมองของแต่ละคนต่อปัญหาจริงๆ ถ้าเราคิดว่างานมันยาก ก็จะปิดตัวเองในการหาวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆ ถ้ามองเป็นความท้าทายก็จะสนุกกับการหาวิธีทำงานให้สำเร็จ หรือง่ายขึ้น สู้โว้ย!

  • [คุยแบบชัชๆ] #009: Lisa Frommhold

    [คุยแบบชัชๆ] Special ครั้งนี้ ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ คุณ Lisa Frommhold, Global CEO for One Month 2018, The Adecco Group ในช่วงเวลาที่เธอมาเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรก เพื่อร่วมงาน The Adecco Group Global CEO Meets with Future Leaders in Thailand วันที่ 18 ตุลาคม 2561 เพื่อให้สะดวกกับการชม ผมแบ่งคลิปการสัมภาษณ์ออกเป็น 3 ช่วง ช่วงแรก จะเป็นการทำความรู้จักคุณ Lisa และโครงการ Global CEO for One Month ของ The Adecco Group ช่วงที่สอง ผมชวนคุยถึงปัจจัยที่จะดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถอย่างเธออยากร่วมงานด้วย พร้อมทั้งลักษณะของผู้นำที่ดี ช่วงที่สาม คุณ Lisa ฝากคำแนะนำในเรื่องของการทำงาน และ…

  • 3 คำถามแก้ความขัดแย้งในการทำงาน

    ความขัดแย้งกับการทำงานเป็นเรื่องที่หลายคนพยายามหลีกเลี่ยง ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องปกติของการทำงาน ผมเคยอ่านเจอตลกฝรั่งเรื่องหนึ่ง หัวหน้าบอกกันลูกน้องที่เป็น Yes man หรือเห็นด้วยกับทุกอย่างที่หัวหน้าบอก ไม่เคยขัดแย้ง หรือมีความเห็นต่างว่า ถ้าคนสองคนทำงานด้วยกันแล้วมีความเห็นเหมือนกันทุกเรื่อง แสดงว่ามีคนหนึ่งที่ไม่จำเป็น… และคนนั้นไม่ใช่ผม! แม้ความขัดแย้งในการทำงานจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ แต่มุมมองและวิธีการแก้ความขัดแย้งต่างหากที่จะทำให้เราได้ประโยชน์จากความขัดแย้งนั้น เรามาดูวิธีที่คนส่วนใหญ่รับมือกับความขัดแย้งกันก่อน เมื่อเกิดความขัดแย้งหลายคนจะพยายามหาว่า… 1. มีปัญหาอะไร (What’s wrong?) คำถามนี้ดูเหมือนเป็นคำถามที่ควรถามเพื่อหาปัญหา แต่การเลือกใช้คำว่า “ปัญหา” ทำให้กรอบความคิดของเรามุ่งไปฟังเรื่อง (story) จากแต่ละฝ่ายมากกว่าข้อเท็จจริง 2. ใครผิด (Whose fault?) ปัญหาก็ต้องมาพร้อมกับคนก่อปัญหา ใครเป็นตัวปัญหา หรือใครต้องรับผิดชอบ บอกมานะ! 3. จะลงโทษคนที่ทำผิดอย่างไร (How to punish?) ได้ตัวคนผิดแล้ว เราจะลงโทษคนผิดอย่างไหน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา หรือความขัดแย้งแบบนี้อีกในอนาคต คำถามแบบนี้ดูคุ้น ๆ มั้ยครับ? การแก้ความขัดแย้งด้วยคำถามแบบนี้ นอกจากสาเหตุของความขัดแย้งก็ยังอยู่เหมือนเดิม ยังทำให้คนก็จะพยายามเลี่ยงด้วยการไม่เถียง หรือแสดงความเห็นที่อาจขัดแย้งกับคนอื่นในอนาคต ซึ่งอาจทำให้องค์กรไม่ได้ใช้ความคิดที่ดีที่สุดในการทำงาน ผมขอแนะนำ 3 คำถาม…

  • เปลี่ยนมุมมองเพื่อเพิ่มความมั่นใจในตัวเองแบบง่าย ๆ

    เรื่องความมั่นใจในตัวเอง เป็นเรื่องหนึ่งที่ใคร ๆ ก็อยากให้ตัวเองมี เพราะไม่เพียงช่วยในการทำงาน การเข้าสังคม แต่ยังช่วยเรื่องความรู้สึก และความภูมิใจที่มีต่อตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ประโยคคำถามที่ผมได้ฟังจากคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเองจำนวนไม่น้อย คือ ผม/ฉันไม่มีอะไรดีซักอย่าง ทำอะไรก็ไม่เก่ง ไม่มีอะไรโดดเด่น ไม่ประสบความสำเร็จเรื่องไหนซักเรื่อง แถมหน้าตาก็ไม่ได้ดีเหมือนคนอื่น แล้วจะเอาความมั่นใจในตัวเองมาจากไหน? ต้องบอกว่าผมก็เคยคิดแบบนี้ ก่อนจะมาเจอวิธีคิดเรื่องการสร้างความมั่นใจตัวเองที่ช่วยพัฒนาให้ผมมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ถ้าลองถอดรหัสความคิดของคนที่พูดประโยคข้างบน จะเห็นว่าคนที่พูดผูกความมั่นใจในตัวเองกับความสำเร็จ ความเก่ง หรือเชี่ยวชาญในบางเรื่อง ที่คนอื่นหรือสังคมยอมรับ นั่นหมายความว่า ถ้าฉันไม่เก่ง ไม่ประสบความสำเร็จ ก็จะไม่มีเหตุผลให้ฉันมีความมั่นใจในตัวเอง แม้จะฟังดูก็เป็นเหตุเป็นผลดี แต่ปัญหาคือ ถ้าฉันเป็นคนธรรมดาเดินดินทั่วไป ฉันจะสร้างความมั่นใจในตัวเองได้จากไหน? วิธีคิดในการสร้างความมั่นใจในตัวเองที่ได้ผลมากกว่า คือ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *