3 คำถามแก้ความขัดแย้งในการทำงาน


ความขัดแย้งกับการทำงานเป็นเรื่องที่หลายคนพยายามหลีกเลี่ยง ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องปกติของการทำงาน ผมเคยอ่านเจอตลกฝรั่งเรื่องหนึ่ง หัวหน้าบอกกันลูกน้องที่เป็น Yes man หรือเห็นด้วยกับทุกอย่างที่หัวหน้าบอก ไม่เคยขัดแย้ง หรือมีความเห็นต่างว่า

ถ้าคนสองคนทำงานด้วยกันแล้วมีความเห็นเหมือนกันทุกเรื่อง แสดงว่ามีคนหนึ่งที่ไม่จำเป็น… และคนนั้นไม่ใช่ผม!

แม้ความขัดแย้งในการทำงานจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ แต่มุมมองและวิธีการแก้ความขัดแย้งต่างหากที่จะทำให้เราได้ประโยชน์จากความขัดแย้งนั้น

เรามาดูวิธีที่คนส่วนใหญ่รับมือกับความขัดแย้งกันก่อน เมื่อเกิดความขัดแย้งหลายคนจะพยายามหาว่า…

1. มีปัญหาอะไร (What’s wrong?)

คำถามนี้ดูเหมือนเป็นคำถามที่ควรถามเพื่อหาปัญหา แต่การเลือกใช้คำว่า “ปัญหา” ทำให้กรอบความคิดของเรามุ่งไปฟังเรื่อง (story) จากแต่ละฝ่ายมากกว่าข้อเท็จจริง

2. ใครผิด (Whose fault?)

ปัญหาก็ต้องมาพร้อมกับคนก่อปัญหา ใครเป็นตัวปัญหา หรือใครต้องรับผิดชอบ บอกมานะ!

3. จะลงโทษคนที่ทำผิดอย่างไร (How to punish?)

ได้ตัวคนผิดแล้ว เราจะลงโทษคนผิดอย่างไหน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา หรือความขัดแย้งแบบนี้อีกในอนาคต

คำถามแบบนี้ดูคุ้น ๆ มั้ยครับ?

การแก้ความขัดแย้งด้วยคำถามแบบนี้ นอกจากสาเหตุของความขัดแย้งก็ยังอยู่เหมือนเดิม ยังทำให้คนก็จะพยายามเลี่ยงด้วยการไม่เถียง หรือแสดงความเห็นที่อาจขัดแย้งกับคนอื่นในอนาคต ซึ่งอาจทำให้องค์กรไม่ได้ใช้ความคิดที่ดีที่สุดในการทำงาน

ผมขอแนะนำ 3 คำถาม เพื่อช่วยคุณแก้ความขัดแย้งกับคนอื่นในครั้งต่อไป

1. เกิดอะไรขึ้น (What happened?)

แทนที่จะมองหาปัญหาในความขัดแย้ง เพื่อเตรียมหาคนผิด การถามว่าเกิดอะไรขึ้นเป็นการมองความขัดแย้งแบบข้อเท็จจริง เพื่อที่จะเข้าใจสถานการณ์

2. เป้าหมายของเราคืออะไร (What’s the goal?)

ความขัดแย้งเกิดจากมุมมองที่ต่างกัน ลองถอยหลังมาซักก้าวแล้วมองหาเป้าหมายร่วมกัน เพื่อที่จะได้แก้ปัญหาร่วมกัน

3. เรามีทางเลือกอะไรบ้าง (What options are there to move forward?)

คำถามนี้สำคัญมาก เพราะจะกระตุ้นทั้งสองฝ่ายสนใจหาทางเลือก และก้าวไปข้างหน้าแทนที่จะติดอยู่กับความขัดแย้ง

นอกจากคำถามทั้ง 3 คำถามนี้จะช่วยดึงเราออกจากวงจรอุบาทว์ของความขัดแย้ง ไปสู่การแก้ปัญหา การฟังเชิงรุก (Active Listening) เป็นอีกหนึ่งทักษะที่จำเป็นต้องใช้หลังจากที่เราถามคำถามไปเพื่อเข้าใจถึงมุมมองของอีกฝ่าย และนำไปสู่การแก้ความขัดแย้งจริง ๆ

หากมีโอกาสใช้  3 คำถามนี้แล้วได้ผลอย่างไรมาบอกกันด้วยนะครับ


ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามโดนๆ มาช่วยกระตุ้นพลังการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • การบริหารความเปลี่ยนแปลงในองค์กรกับทฤษฏีหนอนกระดึ๊บ (Inch Worm Theory: How to manage organization change)

      เห็นชื่อหัวข้ออย่าเพิ่งตกใจว่าอ่านบล็อกหรือวิทยานิพนธ์อยู่กันแน่? (แต่ถ้าจะเอาจริงๆก็เชื่อว่าเป็นหัวข้อThesisได้เลย) และต้องออกตัวด้วยว่าโพสนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับหนังของค่ายGTH ที่เพิ่งเข้าโรง… ^^” เรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจที่สุดที่ผมได้เรียนรู้ระหว่างที่ไปอบรมที่เซี่ยงไฮ้เมื่อเดือนที่แล้ว ผมเชื่อว่าเรื่องการบริหารการเปลี่ยนแปลงในองค์กร ต้องเจอกันทุกองค์กรไม่มากก็มากที่สุด :P ทฤษฏีหนอนกระดึ๊บ (Inch Worm Theory) นี้ซึ่งคนสอนตั้งเองจากประสบการณ์ทำงานกว่า 20 ปีบอกว่าโดยทั่วไปคนในองค์กรจะแบ่งออกเป็น5กลุ่มและมีการกระจายตัวแบบปกติ (Normal Distribution) เพื่อให้ง่ายในการอธิบาย ผมขอสมมติให้แกนXแทนตำแหน่งของมาตรฐานการทำงานของคน(ยิ่งขวายิ่งดี มาตรฐานสูง) และแกนYแทนจำนวนคน กลุ่มแรกคือคนในสีน้ำเงินทางขวาคือกลุ่มทีีบริษัทชอบมากเพราะมาตรฐานสูง เป็น role model ขององค์กร กลุ่มต่อมาก็ค่อยๆไล่กันลงมาจากเขียวด้านขวา(เกาะกลุ่มผู้นำ) แดง(คนส่วนใหญ่) เขียวซ้าย(มั่นใจว่าฉันไม่แย่ตราบใดที่ยังมีกลุ่มน้ำเงินทางซ้ายอยู่) และน้ำเงินซ้ายที่ทุกคน(รวมถึงเจ้าตัว)ก็รู้ว่าตัวเองรั้งท้ายในองค์กร สมมติว่าองค์กรต้องการจะยกมาตรฐานในการทำงานของพนักงานขึ้น (เขยิบไปทางขวา) ถามว่าองค์กรจะตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงอย่างไร? ให้เวลาลองคิดดูซักหน่อย แล้วค่อยอ่านต่อ … ถามว่าทั้งองค์กรจะปรับตัวไปทางขวาพร้อมๆกัน และยังคงการกระจายตัวแบบปกติอยู่มั้ย? คำตอบคือ ไม่ การเปลี่ยนแปลงขององค์กรจะเป็นลักษณะของหนอนกระดึ๊บ ยังไง?

  • ทำไมถึงไม่ควรส่ง e-mail งานตอนดึกๆ

      การทำงานแข่งกับเวลาในทุกวันนี้ แทบเป็นไปไม่ได้สำหรับหลายคนที่ต้องหอบงานกลับมาทำต่อที่บ้านหลังเลิกงาน ผมก็เป็นคนหนึ่งในนั้น ทั้งที่พยายามจะไม่ขนงานกลับบ้าน แต่หลายครั้งก็อดไม่ได้ หลายครั้งเวลาทำงาน ยุ่งกับการประชุม จนเวลาอ่านและตอบอีเมล คือ ตอนกลางคืน มีสมาธิเงียบๆที่บ้าน เมื่อคืนก็เป็นอีกคืนที่เผลอตอบเมลไปเรื่อยๆ ถึงตีหนึ่งกว่าก่อนนอน วันนี้ไปทำงาน หัวหน้าเรียกพบแต่เช้า #ผมนี่ยืนเลย ไม่ได้เรียกไปชม ว่าขยัน ทุ่มเททำงานนะ แต่เรียกไปถามว่าทำไมส่งเมลดึกๆกดดันคนในทีม ผมก็งงไปแป๊บนึง เพราะไม่เคยคิดในมุมนี้ คิดว่าเราตอบเมลในช่วงที่เราสะดวก คนรับอ่านตอนไหนก็ได้ ไมไ่ด้บังคับให้ตื่นมาตอบเมลทันทีตอนตี 3 ซะหน่อย แต่พอมีเวลามานั่งคิดสิ่งที่หัวหน้าแนะอีกมุม จะว่าไปก็จริงนะ ว่าไม่ควรส่งเมลตอนกลางคืนดึกๆ อย่างน้อย 3 ข้อ 1. การทำงานและส่งเมลดึกๆส่งผลกับการทำงานในวันรุ่งขึ้นอย่างชัดเจน การเอาพลังงานสำรอง ก๊อกสอง ก๊อกสามมาใช้ให้ทำงานนานขึ้น พักผ่อนไม่พอ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ถ้ามีจุดสิ้นสุด ไม่ได้ทำจนเป็นปกติ เพราะทุกอย่างมีต้นทุนของมัน และต้นทุนนี้คือสุขภาพของเรา การทำงานได้นานอีก 3-4 ชั่วโมง ตอนกลางคืนและนอนไม่พอ จะส่งผลกับประสิทธิภาพของสมองและการทำงานในวันรุ่งขึ้น ซึ่งถ้าอายุมากขึ้นจะยิ่งเห็นผลของมันชัดเจน

  • [คุยแบบชัชๆ] #002: ฯพณฯ นายบรรสาน บุนนาค

    แขกรับเชิญ [คุยแบบชัชๆ] ท่านที่สอง ผมได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ นายบรรสาน บุนนาค เอกอัครราชทูตไทย ณ สิงคโปร์ มาแบ่งปันประสบการณ์ในมุมมองของนักการทูต อาชีพที่น้อยคนจะมีโอกาสได้สัมผัส ตลอดหนึ่งชั่วโมงผมที่สัมภาษณ์ ผมได้เรียนรู้เรื่องที่น่าสนใจหลายเรื่องเกี่ยวกับงานด้านการทูตที่ไม่เคยทราบมาก่อน ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งกับการทำงาน และการใช้ชีวิตได้ทันที บทสัมภาษณ์นี้อาจจะยาวซักนิด แต่ผมเชื่อว่าคุ้มค่าเวลาแน่นอนครับ _____________________________________________________________________________ สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้ คุณจะฝึกเมตตากับลูกน้องที่ทำให้ปรี๊ดได้อย่างไร ป้ายแกะสลักชื่อตัวเอง กับคำสอนสำหรับคนที่เริ่มทำงาน ความสอนที่ซ่อนอยู่ในเพลงบัวแก้ว จุดแข็งของคนไทย สิ่งสำคัญที่สุดในการปรับตัวให้เข้ากับสังคม หรือประเทศใหม่ที่ไปอยู่  _____________________________________________________________________________ อยากให้ท่านทูตแนะนำตัวเองในมุมที่คนทั่วไปอาจไม่เคยทราบมาก่อน พี่ชื่อบรรสาน บุนนาค บรรสาน เป็นชื่อที่ล้อมาจากชื่อของคุณพ่อ ซึ่งท่านชื่อ “บรรจบ” สมเด็จพระสังฆราช จวน อุฏฐายี ท่านทรงตั้งให้ ชื่อ”บรรสาน” เป็นคำแผลงของคำว่า “ประสาน” โดยธรรมชาติของชื่อ น่าจะทำหน้าที่ประสานงาน ประสานความสัมพันธ์เรื่องต่าง ๆ ได้ พี่เรียนจบปริญญาตรีที่จุฬาฯ ก่อนไปต่อปริญญาโทที่อเมริกา ที่ University of Detroit, Michigan

  • [คุยแบบชัชๆ] #009: Lisa Frommhold

    [คุยแบบชัชๆ] Special ครั้งนี้ ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ คุณ Lisa Frommhold, Global CEO for One Month 2018, The Adecco Group ในช่วงเวลาที่เธอมาเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรก เพื่อร่วมงาน The Adecco Group Global CEO Meets with Future Leaders in Thailand วันที่ 18 ตุลาคม 2561 เพื่อให้สะดวกกับการชม ผมแบ่งคลิปการสัมภาษณ์ออกเป็น 3 ช่วง ช่วงแรก จะเป็นการทำความรู้จักคุณ Lisa และโครงการ Global CEO for One Month ของ The Adecco Group ช่วงที่สอง ผมชวนคุยถึงปัจจัยที่จะดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถอย่างเธออยากร่วมงานด้วย พร้อมทั้งลักษณะของผู้นำที่ดี ช่วงที่สาม คุณ Lisa ฝากคำแนะนำในเรื่องของการทำงาน และ…

  • |

    ดูงาน Social Enterprise ในสิงคโปร์

      ว่ากันว่า คนที่ทำธุรกิจธรรมดาว่ายากแล้ว ทำธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ยิ่งยากใหญ่ เมื่อวานผมมีโอกาสได้ไปร่วมงาน Singapore Insights: Social Innovation and Enterprise จัดโดย Singapore International Foundation ทำให้มีโอกาสได้ทั้งฟังเปิดโลกทัศน์ตัวเอง กับคนที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงสังคมในขอบเขตที่ทำได้ ได้ฟังตัวอย่างของ Social Enterprise อย่าง Yellow Ribbon Project กับ Joan Bowen Cafe  แล้วนั่งรถไปดูงาน organic farm ของบริษัท Comcrop ต่อที่ตึก *Scape แถว Orchard ปิดท้ายด้วยการไปร่วมงาน Young Social Entrepreneurs (YSE) programme reception ซึ่งมีการประกาศผล 10 ทีมที่ชนะและได้ไปต่อจาก 37 ทีม ถือว่าเป็นวันที่ได้สนุกกับการเรียนรู้ และรู้จักคนที่น่าสนใจไปพร้อมกัน

  • 26 ข้อแนะนำจากผู้บริหารที่เด็กจบใหม่ต้องอ่าน

    หลังจากเรียนจบ การเริ่มชีวิตทำงานถือเป็นอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชีวิต ทั้งความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น และการปรับตัวเข้ากับองค์กร และเพื่อนร่วมงานในหลายระดับ ในอิสระที่มีมากขึ้นจากตอนเรียน หลายคนกลับรู้สึกเคว้งกับทางเลือก และบทบาทใหม่ของตัวเองในโลกการทำงาน บางคนโชคดีมีหัวหน้า หรือรุ่นพี่ที่ทำงานคอยแนะนำ ชี้แนะ แต่อีกหลายคนไม่มีคนช่วยเตือน รอวันพลาด ก่อนโดนรับน้องชุดใหญ่ คงจะดีไม่น้อย ถ้ามีผู้ใหญ่ให้คำแนะนำที่มีประโยชน์ ตอนที่ก้าวสู่โลกการทำงาน เพราะคำแนะนำดี ๆ อาจทำให้ชีวิตการทำงานของเราพัฒนาไปก้าวกระโดดอย่างคาดไม่ถึง แต่ใครล่ะที่น้อง ๆ จะขอคำปรึกษาได้ ส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นคนรอบตัวที่รู้จัก รุ่นพี่ที่เรียนมาด้วยกัน ซึ่งอาจไม่เห็นภาพกว้าง หรือมีประสบการณ์มากพอจะให้คำแนะนำ ส่วนตัวก็มีน้อง ๆ มาขอคำแนะนำอยู่บ้าง แม้จะให้คำแนะนำไปตามประสบการณ์ที่พอมี แต่เชื่อว่าคงจะดีกว่า ถ้าเราขอคำแนะนำจากผู้บริหารระดับสูง หรือ HR ที่ผ่านประสบการณ์การทำงานมาโชกโชนทั้งไทย และต่างประเทศ นี่จึงเป็นที่มาของ project เล็ก ๆ ที่ผมตั้งใจรวบรวมคำแนะนำ เพื่อเป็นของขวัญแบบ pay it forward เนื่องในเดือนสิงหาคมเป็นเดือนเกิดของตัวเอง คำถามที่ผมส่งไปหาผู้บริหารคือ What would be your one career advice for…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *