ยินดีที่ไม่รู้จัก: 3 เทคนิคสร้างสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า

คุณเคยอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีคนที่เรารู้จัก แล้ว(ควร)ต้องทำความรู้จักกับคนแปลกหน้ามั้ย?

อาจจะเป็นวันแรกของการทำงานในบริษัทใหม่ เริ่มงานแผนกใหม่ หรือบริษัทส่งไปอบรมข้างนอกแล้วนั่งข้างคนที่มาจากบริษัทอื่น

ไปทานข้าวกับกลุ่มเพื่อนของแฟน หรือเป็นตัวแทนบริษัทไปงาน networking ทางธุรกิจเพื่อหาลูกค้าใหม่

สำหรับบางคน เรื่องแบบนี้อาจเป็นเรื่องธรรมชาติมาก ไม่เคยมีปัญหากับการทำความรู้จัก หรือสร้างสัมพันธ์กับคนใหม่ๆที่ไม่เคยรู้จักเห็นหน้ามาก่อน ซึ่งนับว่าโชคดีกว่าคนอื่นไม่ใช่น้อย

แต่ถ้าคุณไม่ใช่คนประเภทนั้นล่ะ?

คุณกลัว ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน จะคุยเรื่องอะไร ทำตัวอย่างไรดีกับคนที่เพิ่งเจอครั้งแรก 

ในใจก็รู้ว่าการไม่คุย หรือทำความรู้จักกับคนใหม่อาจทำให้เสียโอกาสต่างๆในอนาคต อาจทำให้คนอื่นมองว่าเก็บตัว ไม่กล้าแสดงออก

สุดท้ายก็ได้แต่นั่งเงียบๆอยู่คนเดียวอยู่มุมห้อง หยิบมือถือขึ้นมาเล่นแก้เขินไป พร้อมกับภาวนาให้ช่วงเวลานี้ผ่านไปเร็วที่สุด

ถ้าคุณเป็นคนประเภทหลังที่ผมพูดถึง ไม่ต้องเสียใจ ผมมีหลัก 3 ข้อมาแนะนำในการสร้างสัมพันธ์กับคนแปลกหน้ามาฝาก ซึ่งทั้ง 3 ข้อนี้ผมทดลองใช้กับตัวเองแล้วได้ผลดีกว่าที่คิด และช่วยให้ผมไม่กลัวที่จะรู้จักและสร้างสัมพันธ์กับคนใหม่ๆ

1.) สนใจคนที่เราคุยด้วย

คนทุกคนล้วนมีความน่าสนใจ และความถนัดที่อาจเหมือนหรือต่างกับเราให้เรียนรู้ทั้งนั้น ขึ้นกับว่าเราจะสนใจอีกฝ่ายเพียงพอมั้ย เพียงลองเปลี่ยนจากการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของการสนทนา มาลองฟังให้มากกว่าพูด ให้สปอร์ตไลท์อยู่ที่อีกฝ่าย เราจะได้ทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเกี่ยวกับอีกฝ่ายที่ไม่เคยรู้ ในขณะที่อีกฝ่ายจะรู้สึกว่าเราเป็นคนที่น่าสนใจเพียงแค่เราสนใจเขา

2.) ขอความช่วยเหลือในสิ่งเล็กๆน้อยๆจากอีกฝ่าย

เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ไม่มีใครอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว การพึ่งพาอาศัย ขอความช่วยเหลือจึงเป็นเรื่องปกติ น่าเสียดายที่มีคนจำนวนไม่น้อยคิดว่าการขอความช่วยเหลือเป็นการแสดงความอ่อนแอ จึงเลือกที่จะไม่ขอความช่วยเหลือจากใคร แต่หารู้ไม่ว่า การที่เราขอความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆจากในเรื่องที่อีกฝ่ายสามารถช่วยได้ง่ายๆ หรือขอคำแนะนำในเรื่องที่อีกฝ่ายถนัด นอกจากจะทำให้เราประหยัดเวลาหาวิธีด้วยตัวเองแล้ว ยังทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเขามีค่า และอยากรู้จักเรามากขึ้น

3.) เสนอตัวช่วยในสิ่งที่เราสามารถช่วยได้

แน่นอนว่าคงไม่มึใครชอบคนที่เอาแต่ขอความช่วยเหลือ หรือเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว ถ้าเราสนใจอีกฝ่ายตามที่บอกมาข้อแรก แล้วรู้ว่ามีเรื่องอะไรที่เราสามารถช่วยได้ การเสนอตัวช่วยเป็นสิ่งที่จะเปลี่ยนคนแปลกหน้าให้เป็นคนรู้จักได้ง่ายขึ้น ในขณะเดียวกันเราก็จะรู้สึกว่าเรามีคุณค่า สามารถช่วยคนอื่น ซึ่งเรื่องช่วยไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่อะไร อาจเป็นเรื่องที่คนอื่นกำลังติดอยู่ แต่เป็นเรื่องง่ายสำหรับเรา ตัวอย่างเช่น ผมเพิ่งช่วยเพื่อนร่วมงานตั้งค่า Out Of Office ในอีเมลก่อนลาพักร้อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ง่ายมากสำหรับคนที่รู้ แต่คนไม่รู้อาจใช้เวลาเป็นครึ่งชั่วโมง หงุดหงิดหาเมนูตั้งค่านี้ เป็นต้น ถ้าขนาดยังไม่รู้จักกัน เรายังสามารถช่วยแก้ปัญหา และสร้างคุณค่าให้กับเขาขนาดนี้ แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่อีกฝ่ายจะไม่อยากรู้จักเรามากขึ้นล่ะ?

 

เทคนิคทั้ง 3 ข้อนี้ ไม่มีอะไรซับซ้อน ง่ายๆตรงไปตรงมา แต่เคล็บลับอยู่ที่การฝึก และตั้งใจ เพราะถ้าไม่ตั้งสติดีๆ หลายครั้งเราจะกลับมาพยายามใช้คนอื่นสนใจตัวเองมากกว่าสนใจคนอื่นจริงๆ

แต่เมื่อคุณฝึกจนเป็นนิสัย เป็นธรรมชาติแล้ว ครั้งต่อไปที่คนได้พบกับกลุ่มแปลกหน้า คุณก็จะยิ้มอย่างสบายใจและอาจพูดว่า

“ยินดีที่ไม่รู้จัก (แต่เดี๋ยวเราก็จะได้รู้จักกัน)”
____________________________________________________________

ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามสั้นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นพลังในการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • 4 เรื่องที่คุณอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับแบบทดสอบบุคลิกภาพ (Personality Test)

    Full disclosure: ปัจจุบันผู้เขียนเป็น Senior Consultant ของบริษัท Aon Hewitt เจ้าของแบบทดสอบ ADEPT-15, ข้อมูลใน blog นี้เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับองค์กร ตั้งแต่เด็กๆ ผมเป็นคนชอบทำแบบทดสอบด้านบุคลิกภาพ หรือลักษณะนิสัย (Personality Test) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอยากรู้ว่าผลออกมาจะตรงกับที่เราคิด ว่าเราเป็นหรือเปล่า อีกส่วนหนึ่งก็อยากรู้จักตัวเองในด้านที่เราอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน แบบทดสอบที่ทำก็มีตั้งแต่ทำขำไม่กี่ข้อในนิตยสาร ที่มีคำอธิบายผลท้ายหน้า ไปจนถึงแบบทดสอบจริงจังที่ต้องเสียเงินหลายพัน ทำเสร็จแล้วมีรายงานส่งมาให้เป็นเรื่องเป็นราว เนื่องจากงานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ผมมีโอกาสได้ certify เครื่องมือ The Adaptive Employee Personality Test (ADEPT-15) ซึ่งเป็น personality test ที่เน้นสำหรับการทำงาน ทำให้ผมเห็นเข้าใจแบบทดสอบบุคลิกภาพ (โดยเฉพาะ ADEPT-15) ดีขึ้น เลยขอกล่าวถึง 4 เรื่องที่มักมีคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับแบบทดสอบประเภทนี้ 1. มี profile ที่สมบูรณ์แบบ ผมเคยเชื่อว่าเวลาทำแบบทดสอบบุคลิกภาพ จะต้องมีคำตอบที่ถูก หรือ profile ที่ดีที่สุด…

  • 3 คำถามสำหรับถามตัวเองทุกวัน

    ผมเชื่อว่าคุณภาพชีวิตขึ้นอยู่กับคุณภาพของคำถามที่เราถามตัวเอง ผมอ่านเจอชุดคำถามที่ไว้ถามตัวเองเพื่อสะท้อน และฉุกความคิดของเราอยู่หลายชุด แต่ชุดคำถามนี้ผมฟังมาจากบทสัมภาษณ์ของคนที่ประสบความสำเร็จคนนึง ซึ่งเขาใช้ถามตัวเองทุกวัน ผมเห็นว่าสั้น จำง่าย และดูน่าสนใจ เลยลองใช้ถามตัวเองบ้างแล้วติดใจ เลยเอามาแบ่งปันกันครับ วิธีใช้ แต่ละคำถาม ใช้ถามตัวเองในเวลาต่าง ๆ ทุกวัน เหมือนทานยา 3 เวลาหลังอาหารเพราะแต่ละคำถามมีวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน   คำถามแรก Why me?

  • 5 ประเด็นที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Employee Engagement

    “คุณช่วยแนะนำ HR ผมหน่อยว่าจะเพิ่มคะแนน Employee Engagement อย่างไร” ผู้บริหารระดับสูงท่านหนึ่งเดินมาบอกผมหลังจากที่ผมนำเสนอผลคะแนน และความผูกพันของพนักงาน ซึ่งผมก็พยายามอธิบายบทบาท ความสำคัญของผู้บริหาร และหัวหน้างานต่อการสร้างความผูกพันของพนักงานในองค์กรให้ท่านเข้าใจ (หวังว่าท่านจะเข้าใจมากขึ้น ^^) ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านนี้ ผมสังเกตเห็นองค์กรต่างๆ ในไทยเริ่มตื่นตัว และให้ความสนใจกับการสำรวจความผูกพันของพนักงาน หรือ Employee Engagement Survey มากขึ้น เพื่อใช้ในการพัฒนาการดูแลคนในองค์กร และวางแผนกลยุทธ์ของทีม HR ต่างจากสมัยก่อนที่มักจะมีแต่องค์กรใหญ่ๆ หรือบริษัทข้ามชาติ จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสโครงการด้าน Employee Engagement ตั้งแต่การออกแบบข้อคำถาม ไปถึงการทำสำรวจ วิเคราะห์ผล และทำแผนยกระดับความผูกพันให้กับองค์กรต่างๆ ในประเทศ ผมสังเกตประเด็นที่หลายคนมีความตั้งใจดี แต่ยังเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง เลยขอเลือก 5 ประเด็นที่พบบ่อยๆ มาอธิบายเพิ่มเติม 1. HR เป็นเจ้าของโครงการ employee engagement และมีหน้าที่ทำให้คะแนนขึ้น ผมแอบสงสารองค์กรที่มีผู้บริหาร หรือหัวหน้างานคิดแบบนี้เยอะๆ เพราะการเพิ่มความผูกพันของพนักงานเป็นหน้าที่ของทุกคนในองค์กร ไม่ต่างกับเรื่องของ safety ใช่แล้วครับ ทุกคน ในทุกฝ่ายไม่ใช่เฉพาะ…

  • [Mentor แบบชัชๆ] เทคนิคหาเวลาให้ตัวเองสำหรับคนไม่มีเวลา

    Mentor Profile: APAC Lead, Global Consulting Firm Me: ตั้งแต่ Work From Home ช่วงโควิด ผมรู้สึกว่าตารางเต็มไปด้วย meeting back to back ไม่มีเวลาพักสั้นๆ เหมือนเมื่อก่อนที่มีเวลาเดินทางไปหาลูกค้า หรืออย่างน้อยก็เดินเปลี่ยนห้องประชุม Mentor: ผมก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกันครับ Me: พี่มีเทคนิคอะไรแนะนำมั้ยครับ ผมว่าตัวเองไม่สามารถทำงานแบบนี้ได้ยาวๆ อย่างมีประสิทธิภาพ Mentor: อย่างแรกที่ผมทำคือการ block เวลาให้ตัวเอง ทั้งเพื่อสุขภาพกาย สุขภาพใจ และเวลาสำหรับ deep work Me: พี่ช่วยขยายความหน่อยครับ

  • [Mentor แบบชัชๆ] Transform culture ในองค์กรไทย

    [Mentor Profile] Head of HR,  Leading Thai investment firm Me: ทำไมองค์กรพี่ต้องรีบยกเครื่ององค์กรทั้งที่เป็นบริษัทชั้นนำในประเทศล่ะครับ? Mentor: เพราะเราเป็นองค์กรไทย ถ้าอยากจะดึงดูดคนเก่ง Gen Y ก็ต้องเปลี่ยนองค์กรให้ดูสากลมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าต้องทำมากกว่า โลโก้ หรือการแต่งออฟฟิศให้ดู inter น่ามาทำงาน Me: สิ่งที่สำคัญกว่าสิ่งที่เห็นภายนอกคือ?

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2022

    ผมรู้สึกว่าปี 2022 เป็นปีที่ผ่านไปเร็วกว่าปีก่อนๆ เป็นปีที่ใช้เวลากับการทำงานเยอะที่สุด ใช้เวลาอยู่ และทำงานจากที่บ้านเยอะเหมือน 2 ปีที่ผ่านมา ที่สำคัญยังรอดจาก COVID มาจนถึงซีซั่นนี้ทั้งครอบครัวโดยยังการ์ดสูงระวังอยู่เสมอ สำหรับ Theme ในปีนี้ผมยกให้เป็นเรื่อง Mental Wellness จากปริมาณงานที่สูงเต็มคาราเบลตลอดทั้งปี มีโอกาส burnout ไปหลายรอบ ทำให้ต้องระวังรักษาทั้งสุขภาพกาย และใจไม่ให้ตกตลอดทั้งปี รูปที่ผมเลือกมาเป็นตัวแทนของปี 2022 เป็นรูปที่สะท้อนการเริ่มมีกิจกรรมแบบ on-site มากขึ้น บางงานยังคงรูปแบบ online บางงานเป็น hybrid ลูกผสม ป้าย Like นอกจากเป็นตัวแทนของ hybrid แล้วยังสะท้อนว่าเป็นอีกปีที่ผม Like อีกด้วย สำหรับการประเมินชีวิตตัวเองในด้านต่างๆ เทียบกับปีที่ผ่านมา สรุปได้ดังนี้ สุขภาพร่างกาย (B+) flat vs Year Ago (YA) สุขภาพปีนี้อยู่ในเกณฑ์ดีน่าพอใจ รักษาน้ำหนักตัวได้ดีตลอดปี มีขึ้นบ้างเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด แต่สามารถเอาลงมาได้ภายใน 2 อาทิตย์…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *