|

มาวิ่งกันเถอะ

 

วันนี้ผมจะมาชวนพวกเราไปวิ่งกัน

จริงๆจะออกกำลังกายอะไรก็ได้ แต่คิดว่าวิ่งน่าจะเป็นการออกกำลังกายที่สะดวกและใช้อุปกรณ์น้อยที่สุด

แค่ใส่รองเท้า้ผ้าใบก็ออกวิ่งได้เลย

ผมจะไม่บอกซ้ำถึงข้อดีที่หลายๆคนทราบเกี่ยวกับการออกกำลังกายไม่ว่าจะเป็น ให้สุขภาพแข็งแรง ลดน้ำหนัก หรือ ช่วยให้นอนหลับสบาย

แต่ผมจะบอกถึงข้อดีอีกข้อที่ผมเพิ่งพบจากการออกกำลังกาย

นั่นคือ…ช่วยให้กระตุ้นให้มีกำลังใจ และมีแรงที่จะทำงานต่างๆต่อ

อ่านแล้วอาจจะงงนิดนึง ต้องอธิบายเพิ่มเติมหน่อย

คือ วันนี้อากาศครึ้มๆ เหมาะแก่การนอนเล่นทั้งวัน ทั้งๆคิดว่าจะทำอะไรหลายอย่าง

ตอนบ่ายฝนตกหนัก นอนกลิ้งไปกลิ้งมาก็เคลิ้มหลับไปอีก

ตื่นมาอีกทีก็ห้าโมงเย็นแล้ว รู้สึกผิดหวังในตัวเองพอสมควรที่หมดไปอีกวันโดยไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

จะว่าไปก็เหมือนที่เคยเขียนไว้เรื่อง snowball effect ที่เราต้องสร้างจุดเปลี่ยนแล้วสร้างโมเมนตัมในทางบวกใหม่

ก็เลยตัดสินใจไปวิ่งนอกบ้าน

ระหว่างวิ่งนอกจากร่างกายจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น ในใจเราก็มีเวลาคุยกับตัวเองและทบทวนสิ่งที่จะทำต่อไปตลอดการวิ่ง 50 นาที

เป็นการวิ่งที่เป็นประโยชน์กับทั้งร่างกาย และจิตใจมาก

ถ้าวันไหนรู้สึกล้าๆ หรือหมดแรง ลองออกไปวิ่งดู แล้วคุณจะเห็นพลังมาสู้กันต่อ

ได้ผลหรือไม่ อย่างไรก็มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ…

Similar Posts

  • HR แผนกที่บริษัทมักมองข้าม

      HR แผนกที่พนักงานไม่ค่อยอยากสุงสิงด้วยถ้าไม่จำเป็น HR แผนกที่พนักงานมองว่าเป็นตัวแทนของบริษัท ขณะเดียวกันผู้บริหารก็มองว่าเป็นตัวแทนของพนักงาน HR แผนกที่หลายบริษัทเริ่มให้ความสำคัญ เพราะเห็นว่าบุคลากรที่เก่งและเหมาะสมกับองค์กรเป็นสิ่งที่สำคัญในการแข่งขันทางธุรกิจ HR แผนกที่พยายามสลัดภาพผู้คุมกฏ ทำงาน routine น่าเบื่อ เป็นที่รวมของคนไม่มีที่ไป มาเป็นมือขวาของผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคลในเชิงรุก เข้าใจภาพธุรกิจ ขณะเดียวกันก็เข้าใจพนักงาน จากที่มีโอกาสได้สัมผัสทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ผมเห็นหลายองค์กรที่ผู้บริหารเริ่มให้ความสำคัญกับด้านบุคลากรในองค์กรมากขึ้น HR เลยได้โจทย์ใหม่ๆมากมายเพื่อดึงดูดผู้สมัครที่เก่งและดี พัฒนาพนักงานให้เก่งขึ้น และดึงศักยภาพของพนักงานออกมาใช้ในองค์กร อย่างมีความสุข ภายใต้งบที่จำกัด (และลดลงทุกปี) ต้องบอกเลยว่า ไม่ง่าย… แต่ในความคาดหวังที่ท้าทายขนาดนี้ สิ่งที่ผมเห็นคือ คนในทีม HR กลับถูกละเลย ละเลยจากเพื่อนพนักงาน ที่มักจะมองว่าคนแผนกนี้เป็นตัวแทนของบริษัท ต้องคอยจับผิดแน่ๆ หรือมีเรื่องเกี่ยวกับปัญหาเกี่ยวกับผลประโยชน์ต่างๆ ก็จัดเต็มจนลืมไปว่าคนในทีม HR ก็เป็นเพื่อนร่วมงาน กินเงินเดือนเหมือนกัน ละเลยจากผู้บริหาร ผู้บริหารหลายท่าน ยังมองว่า HR เป็นแผนกจับฉ่าย มีงานแล้วไม่รู้จะให้ใครทำก็มาแปะไว้แผนกนี้ก่อน ผมเคยเห็นตั้งแต่เตรียมงานปีใหม่ ถ่าย+ตัดต่อวีดีโอ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าให้ทำก็ทำได้ แต่ถ้างานที่ทำใช้เวลาไม่สอดคล้องกับความคาดหวัง ก็ยากที่เป็น ละเลยจากพัฒนา เป็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออก…

  • พระจันทร์กำลังหายไป?

    “แม่แม่ ดูนั่นสิพระจันทร์กำลังหายไป” เด็กสาววัย4-5ขวบเรียกแม่ให้ดูตามนิ้วที่กำลังชี้ไปที่ดวงจันทร์ “อ๋อ พระจันทร์มันไม่ได้หายไปไหนหรอก เมฆมันบังพระจันทร์อยู่ เดี๋ยวเมฆมันก็ผ่านไป” แม่ยิ้มที่มุมปากหลังจากตอบลูกสาวอย่างเอ็นดู… … ผมวิ่งผ่านสองแม่ลูกคู่ไประหว่างวิ่งออกกำลังกายตอนเย็น เหตุการณ์อันแสนธรรมดานี้เกิดขึ้นช่วง 2-3 วินาทีที่ผมวิ่งผ่าน แต่กลับมีความคิดผ่านมาในหัวผมตลอด 40 นาที ที่ผมวิ่งอยู่ ในกรณีนี้ผมเห็นตัวเองในสิ่งที่แม่ของเด็กคนนั้นพูด

  • Time Management แบบย่อ ๆ ใน 3 นาที

        การบริหารเวลา หรือ Time management เป็นทักษะที่เป็นที่สนใจมากขึ้นทุกวัน เราคงเคยได้ยินคนรอบๆตัวบ่นให้ฟังว่า ทำงานทุกวัน work-life balance ไม่ดี ไม่มีเวลานอน หรือ เที่ยวอย่างที่เคย หลายคนก็คิดและคาดหวังว่า ถ้าได้มาเรียนเรื่อง การบริหารเวลา จะทำให้เราทำงานได้ดีขึ้น (เหรอ?) หรือ ให้มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้น ในฐานะที่เป็น Trainer หัวข้อนี้ของบริษัท ก็อยากสรุปหลักใหญ่ของเรื่องนี้ซึ่งปกติจะใช้เวลาเรียนประมาณครึ่งวัน ให้คนที่สนใจ ลองนำไปใช้ดู ผมแบ่งเป็น 5 ขั้นตอนง่ายๆ เก็บข้อมูลการใช้เวลาในแต่ละวันของเรา อาจจะทำเป็นตารางเวลา (time log) ง่าย เพื่อให้เห็นว่าในแต่ละวันเราใช้เวลาทำอะไร ไปนานเท่าไหร่ หัวใจสำคัญสำหรับข้อนี้ คือการบันทึกข้อมูลจริง ไม่ได้มาจากการนั่งเทียนคิดว่าเราใช้เวลาอย่างไร ถ้าเป็นไปได้ควรเก็บข้อมูลหลายๆวันเพื่อให้เห็นแบบแผนการใช้เวลาของเรา ทั้งวันทำงาน และวันหยุด

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2018

    ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการนั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งผมเริ่มเขียนสรุปการประเมินผลงานตัวเองในด้านต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2009 รูปที่ผมเลือกเป็นตัวแทนสำหรับปีนี้ เป็นรูปที่ผมไปพูดบนเวทีใหญ่ในงาน Thailand HR Day 2018 ซึ่งเป็นหนึ่งใน Highlight ของปีนี้ ที่ผมขยาย impact การสร้างประโยชน์ให้คนอื่นได้กว้างขึ้นผ่านการบรรยาย และสอนนิสิต นักศึกษา มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา สำหรับการประเมินชีวิตตัวเองในด้านต่างๆ เทียบกับปีที่ผ่านมา สรุปได้ดังนี้ สุขภาพร่างกาย (A-) flat vs. Year Ago (YA) ปีนี้ไม่ได้ไปงานวิ่งไหน แต่ก็ยังพอรักษาวินัยการวิ่ง และออกกำลังกายไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ 1-2 ครั้งทุกอาทิตย์ เรื่องการกินเริ่มควบคุมของหวานมากขึ้น เป็นปีแรกที่เปลี่ยนกาแฟที่กินจากมอคค่าเย็น มาเป็นกาแฟเย็นที่ไม่หวานเลย น้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณครึ่งกิโลกรัม ไม่น่าเกลียดมาก แต่เชื่อว่าปีหน้าจะทำได้ดีกว่านี้ Improvement Areas ลดน้ำหนักตัวลง 3-4 กิโลกรัม รักษา posture ต่างๆ ให้เหมาะสม การงาน (A) flat vs YA ปีที่สองในบทบาทของที่ปรึกษา…

  • ออเจ้าว่ากระไร ข้าฟังไม่รู้ความ

      แม่การะเกด ออเจ้าว่ากระไร ข้าฟังไม่รู้ความ   ระหว่างที่ผมดูท่านขุนหมื่นงงกับคำพูดไม่คุ้นหูของแม่การะเกดในละครบุพเพสันนิวาส ผมก็นึกถึงภาพในการทำงานที่หลายครั้งการสื่อสารของคนในทีม ก็ทำให้ผมรู้สึกงง ไม่เข้าใจในสิ่งที่น้องๆ ในทีมพยายามสื่อ ไม่ต่างจากท่านขุนหมื่น ทั้งๆ ที่เข้าใจถึงความตั้งใจของน้องๆ แต่การสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพทำให้หงุดหงิด และเสียเวลาการทำงานทั้งสองฝ่าย ผมมาทบทวนจากประสบการณ์การสื่อสารกับหัวหน้าที่มีประสิทธิภาพ และไม่มีประสิทธิภาพ บวกกับความคาดหวังของตัวเองในฐานะหัวหน้า สรุปออกมาเป็น 4 เทคนิคที่จะช่วยให้คุณสื่อสารกับหัวหน้า (หรือคนที่ทำงานด้วย) ได้ดีขึ้น 1. อธิบาย context กับ background ของประเด็นที่จะพูด หลายคนพอมีโอกาสพูดกับหัวหน้า ก็รัวปัญหาใส่หัวหน้าประหนึ่งแร๊พ อโยธยา ซึ่งเราต้องอย่าลืมว่าหัวหน้าไม่ได้รับผิดชอบเรื่องของเราแค่คนเดียว และเขาไม่ได้อยู่หน้างาน ใช้เวลากับงานของเราเท่ากับตัวเรา เพราะฉะนั้นก่อนพูดถึงประเด็นที่ต้องการสื่อ ควรบอก context กับ background ของเรื่องนั้นซักนิด เพื่อให้หัวหน้าเข้าใจที่มาที่ไป สถานะปัจจุบันของเรื่องที่เราต้องการจะสื่อสาร ก่อนจะลงไปที่ตัวประเด็นที่อยากจะพูด แต่ในกรณีที่หัวหน้าแม่นรายละเอียดของงาน หรือได้พูดคุยกันบ่อยๆ เราก็สามารถที่จะเจาะไปที่สิ่งที่ต้องการจะสื่อสารได้เลย ไม่ต้องเกริ่นให้มากความ 2. ไม่พูดข้ามประเด็นไปมา

  • |

    การประเมินผลงานประจำปีควรเทียบกับอะไร?

    “การประเมินผลงานจะให้เทียบกับอะไร ถ้าไม่ใช่เป้าหมาย?” ผมตอบไปอย่างไม่ลังเลกับคำถามที่หัวหน้าเปิดประเด็นมา “จริงเหรอ?” คำตอบสั้นๆ ของหัวหน้าทำให้ผมลังเล แล้วหัวหน้าแชร์และแลกเปลี่ยนความเห็นกันเรื่องการประเมินผลงาน ซึ่งทำให้ผมมองเห็นอีกมุมของงานวัดผลงานเทียบกับเป้าหมายที่ตั้ง ซึ่งผมเชื่อว่าองค์กรส่วนใหญ่ก็ใช้วิธีนี้ ถามว่าจุดอ่อนของการประเมินผลเทียบกับเป้าหมายคืออะไร? สมมติง่ายๆ เช่น ปีที่แล้วนาย ช. ทำยอดขายได้ 100 บาท ปีนี้บริษัทต้องการโต 15% เลยกำหนดเป็นเป้าหมายให้ นาย ช. ขายให้ได้ 115 บาท แต่จบปี นาย ช. ขายได้ 112 บาท ถ้าประเมินผลเทียบกับเป้าหมาย แน่นอนว่า นาย ช. ทำไม่ได้ดีตามความคาดหวัง ซึ่งอาจจะกระทบกับเงินเดือนที่จะขึ้น การเลื่อนตำแหน่ง เป็นต้น ถามว่า นาย ช. ไม่เก่งใช่มั้ย? ถามว่า บริษัทจะกระตุ้น (motivate) นาย ช. ที่ผิดหวังจากการพยายามทำงานเต็มที่จนดีกว่าปีที่แล้ว 12% แต่ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ อย่างไร? ถามว่า เป้าหมายนี้ใครตั้ง? ผู้จัดการ?…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *