|

If you aim at nothing, you will hit it every time

 

“If you aim at nothing, you will hit it every time.” — Zig Ziglar

สองวันก่อนอ่านเจอคำคมนี้แล้วรู้สึกโดนมาก…

เพราะพอนึกถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้วก็รู้เลยว่า เรื่องที่ตัวเองไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ก็ไม่ได้ก้าวหน้า หรือพัฒนาไปไหนเลย

ขนาดเรื่องที่ตั้งเป้าไว้ยังพลาดบ่อยๆ…

ตัวอย่างร้อนๆ คือเรื่องเรียนภาษาจีน

เรียนมาปีกว่าแล้วไม่ก้าวหน้าไปไหนกับเค้าเลย อายุก็มากที่สุดในห้อง

ที่เรียนเค้าก็ใจดีให้ขึ้นชั้นมาเรื่อยๆ

สุดท้ายมากดดันเราเอง

เป็นที่โหล่ของห้อง (ร่วมกับน้องชั้นประถม และม.ต้น)

อาทิตย์ที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันเปิดเทอมใหม่ ก็เลยตัดสินใจลดชั้นตัวเองลง

ซึ่งก็ทำใจอยู่หลายวันเหมือนกันระหว่างจะเลิกเรียนไปเลย กับลดชั้นตัวเอง

แต่สุดท้ายก็พอใจกับสิ่งที่เลือกแม้มันจะเป็นการเสียทั้งเวลา และเงินกับการเรียนลดชั้น

อย่างน้อยก็รู้ว่า เรียนคราวนี้จะตั้งใจเรียน ทบทวน และฝึกเขียนภาษาจีนให้มากขึ้น

เป้าหมายคือ สอบให้ผ่านเกิน 80% และเข้าใจบทเรียนจริงๆ

______________________________________

บทเรียนเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าไม่ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ ก็จะไม่ได้อะไรเลย หรือได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นเยอะๆ

เพื่อนๆีเคยเจอปัญหาจากการไม่ตั้งเป้าหมายบ้างรึป่าวครับ?

Similar Posts

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2015

    ผมเลือกรูปนี้เป็นตัวแทนภาพรวมของปีสำหรับตัวเองที่ทั้งสนุก และได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ ที่ท้าทาย ได้เรียนรู้ และโตขึ้นจากการพัฒนาตัวเอง เช่นเคย ผมประเมินตัวเองด้านต่าง ๆ แต่เนื่องจากปีก่อน ผมไม่ได้เขียน เลยต้องเทียบกับ 2 ปีที่แล้วแทน สุขภาพร่างกาย (A+) 3pt up vs. 2 Years Ago (2YA) ปีนี้เป็นปีทองด้านสุขภาพสำหรับผม สุขภาพแข็งแรงไม่มีป่วยหนักตลอดปี ด้านการออกกำลังกาย ผมลงรายการวิ่งทั้ง mini marathon และ half marathon เพื่อเตรียมร่างกายก่อนวิ่ง full marathon รายการ Standard Chartered Marathon Singapore ตอนปลายปี ซึ่งก็ทำได้สำเร็จ ผลพลอยได้ของการซ้อมคือ น้ำหนักลดลงมาถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ ทั้งที่เป้าน้ำหนักนี้ตั้งไว้หลายปี แต่ยังทำไม่สำเร็จ Improvement Areas รักษาน้ำหนักตัว และความสม่ำเสมอของการออกกำลังกาย ลดของหวาน การงาน (A) 1pt up vs 2YA งานปีนี้ก็ทั้งสนุกทั้งท้าทาย ได้ทั้งเรียนรู้การทำงานกับหัวหน้าใหม่ที่เก่ง และเพื่อนร่วมงานใหม่ที่มีประสบการณ์สูงหลายคน ได้ทำงาน scope regional…

  • |

    บทเรียนจากBejeweled2

    ช่วง2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมาผมติดเกมส์ Bejeweled2 บน iPhone มาก เล่นมันได้ทุกวันที่มีเวลาว่าง โดยเฉพาะโหมด Blitz ซึ่งจะจำกัดเวลาให้เล่นภายใน1นาทีให้ได้คะแนนมากสุด ที่มันสนุกเพราะคะแนนสูงสุดของเราจะถูกจัดอันดับเทียบกับเพื่อนๆใน Facebook ที่เล่นเกมส์นี้เหมือนกัน และคะแนนสูงสุดนี้จะถูก reset ใหม่ทุกอาทิตย์ เอาสิ อาทิตย์นี้คะแนนไม่มี อาทิตย์หน้าเอาใหม่ แต่เนื่องจากผมเชื่อว่าทุกอย่างย่อมมีบทเรียนที่น่าสนใจแฝงอยู่ ผมเลยลองคิดว่าผมได้เรียนรู้อะไรจากเกมส์นี้บ้าง… บทเรียนที่ผมได้จากเกมส์นี้ คือ ต่อสู้กับความอยากของตัวเอง อาจเป็นเพราะเกมส์นี้รอบนึงใช้เวลาเพียง1นาที ทำให้คิดว่า รอบนี้คะแนนไม่ดีไม่เป็นไร เดี๋ยวเล่นใหม่รอบหน้าก็ได้ นาทีเดียวเอง… หลายครั้งที่เกมส์นี้กินเวลาผมไปเป็นชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว (น่ากลัวจริงๆ) บางครั้งได้ new top score แล้วก็ยังไม่พอ คิดว่าเดี๋ยวจะได้คะแนนสูงกว่านี้ แล้วเวลาก็จะหลายไปอีกชั่วโมง – -” สรุปว่าเป็นเกมส์ที่เริ่มและติดง่ายมาก แต่พอเล่นแล้วจะหยุดได้ยากมาก หลายครั้งก็ใช้เป็นอุบายในการดูใจที่เต็มไปด้วยความอยาก และสังเกตการต่อสู้ของใจกับความอยากที่จะเล่นต่อ ก็มีแพ้บ้างชนะบ้าง ตามกิเลสที่จะแข็งแรงอยู่ คนที่ได้คะแนนสูงๆไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ปกติผมจะได้คะแนนประมาณ 2-3 แสนกว่าๆ แต่ก็จะมีเพื่อนอีกหลายคนที่เล่นได้ระดับ 4-5แสนทุกอาทิตย์ ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าเล่นได้ยังไง พอดีที่บริษัทมีเซืยนอยู่2-3คน เลยมีโอกาสถามว่าเล่นยังไงให้คะแนนเทพอย่างนั้นทุกอาทิตย์…

  • |

    ดูงาน Social Enterprise ในสิงคโปร์

      ว่ากันว่า คนที่ทำธุรกิจธรรมดาว่ายากแล้ว ทำธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ยิ่งยากใหญ่ เมื่อวานผมมีโอกาสได้ไปร่วมงาน Singapore Insights: Social Innovation and Enterprise จัดโดย Singapore International Foundation ทำให้มีโอกาสได้ทั้งฟังเปิดโลกทัศน์ตัวเอง กับคนที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงสังคมในขอบเขตที่ทำได้ ได้ฟังตัวอย่างของ Social Enterprise อย่าง Yellow Ribbon Project กับ Joan Bowen Cafe  แล้วนั่งรถไปดูงาน organic farm ของบริษัท Comcrop ต่อที่ตึก *Scape แถว Orchard ปิดท้ายด้วยการไปร่วมงาน Young Social Entrepreneurs (YSE) programme reception ซึ่งมีการประกาศผล 10 ทีมที่ชนะและได้ไปต่อจาก 37 ทีม ถือว่าเป็นวันที่ได้สนุกกับการเรียนรู้ และรู้จักคนที่น่าสนใจไปพร้อมกัน

  • |

    จะใช้ประโยชน์จากความต่างทางความคิดได้อย่างไร?

    ในปัจจุบันคงเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงการทำงานร่วมกับคนที่คิดแตกต่างจากเรา ซึ่งความต่างนี้มาได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นจากเชื้อชาติ วัฒนธรรม การศึกษา ประสบการณ์ หรือแม้กระทั่งแผนกที่อยู่ทำให้ต้องสวมหมวกคนละใบ ความแตกต่างที่เราหนีไม่พ้นนี้ จริงๆเป็นประโยชน์มากกว่าที่เราคิดถ้าเราสามารถใช้ประโยชน์จากความแตกต่างนี้ได้ วันศุกร์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสประชุมวางแผนงานสำหรับปีหน้าของบริษัท ซึ่งในที่ประชุมกว่า 20 คน ก็มีความหลากหลายกันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ก็มีทั้งคนไทย คนฟิลิปปินส์ คนออสเตรเลีย อายุก็มีตั้งแต่ 20 ต้นๆ ถึง 40 กลางๆ ประสบการณ์ในบริษัทก็มีตั้งแต่ 2 ปี ไล่ไปถึง 20 กว่าปี จาก 5 แผนกหลักของบริษัท ตอนแรกผมก็ิคิดว่าประชุมครั้งนี้คงจะเถียงไป เถียงมาจนเลยเย็น แล้วก็ไ่ม่ค่อยได้อะไรเท่าที่ควร แต่ที่ไหนได้…

  • |

    ทีมคือ…?

      ความหมายของทีมในความคิดของคุณคืออะไร? ผมเคยคิดว่า ทีม คือ กลุ่มคนที่มีเป้าหมายร่วมกันที่ทำงานชิ้นหนึ่งออกมา จนกระทั่งวันนี้ได้ฟังคุณ Tom Lally จาก HR ได้อธิบายถึงความหมายของทีม Team is a group of people working toward common goals/objectives and generate exceptional result. Otherwise, it’s not a team. It’s just a group of people. – Tom Lally ว่านอกเหนือจากมีเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ร่วมกันแล้ว ทีมต้องสร้างผลลัพธ์ที่สุดยอดอีกด้วย ไม่อย่างนั้นก็เป็นแค่กลุ่มคนทำงานธรรมดา ไม่ใช่ทีม พอฟังเสร็จ กรอบความคิดของผมก็ขยับ ทันที… กลับมานึกถึงทีมตัวเอง (ไม่รู้ว่ายังเรียกว่าทีมอยู่ได้รึป่าว?) มีการบ้านให้ทำอีกเยอะเลย เพื่อให้ได้เป็นทีมจริงๆ… แล้วทีมของคุณล่ะ เป็นทีม หรือเพียงแค่กลุ่มคนทำงานร่วมกัน… ________________________________________________________________________________…

  • |

    เทคนิคในการตั้งเป้าหมายต่างๆให้สำเร็จได้ง่ายขึ้น

    ปกติเมื่อเราตั้งเป้าหมายแล้ว หลายๆครั้งเมื่อทำไม่ได้แล้วก็บั่นทอนกำลังใจ ทำให้ไม่ได้สามารถทำได้อย่างที่ตั้ง ผมไปอ่านเจอเทคนิคการตั้งเป้าหมายของ Jack Canfield ผู้แต่งหนังสือ Chicken Soup for the Soul โดย Jack เรียกวิธีการนี้ว่า MTO เป็นตัวย่อมาจาก Minimum, Target, และ Outrageous ยกตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการมีสุขภาพดีด้วยการออกกำลังกาย เป้าหมายการออกกำลังกายขั้นต่ำที่สุด (Minimum)ควรเป็นเท่าไหร่ ตั้งแบบที่คิดว่าใครๆก็ทำได้ ไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรพิเศษ สมมติว่า 5 นาที แล้วเป้าหมายที่ควรจะเป็น (Target) ซึ่งเป็นเป้าหมายที่คนทั่วไปตั้งเพื่อให้มีสุขภาพดี ซึ่งเราก็คงเคยได้ยินในทีวีบ่อยๆว่า ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 20 นาทีต่อครั้ง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ แล้วเป้าหมายอะไรที่ถ้าเราทำได้แล้ว จะดีสุดๆ (Outrageous) เช่น ถ้าออกกำลังได้ทุกวัน วันละ 1 ชั่วโมง ร่างกายต้องฟิตสุดๆแน่นอน ถามว่าเมื่อได้เป้าหมายทั้ง 3 แล้ว ทำยังไงต่อ… คำตอบก็คือ ทำให้ได้อย่างน้อยตามเป้าหมายที่น้อยที่สุดที่ตั้งเอาไว้ เป้าหมายแรกสำคัญที่สุด…

2 Comments

  1. หวัดดีค่ะพี่ชัช
    ตอนแรกอ่านหัวข้อแล้วเข้าใจว่าเป็นเรื่องของความคาดหวังไปซะงั้น
    ประมาณว่า ถ้าไม่หวังอะไร มันก็จะได้อะไรกลับมาบ้างนั่นแหละ (สมควรกลับไปเรียนภาษาใหม่ -_-“)

    พออ่านเข้าใจแล้ว จะบอกว่าจริง
    ตอนนี้ฝึกงานอยู่ โปรแกรมไม่มีเป้าหมายอะไรทั้งนั้นที่เป็นรูปธรรม
    แต่เป็นเทอมที่จะบอกว่าชิวก็ไม่ใช่ เพราะแปลว่าการบ้านคือ ไปคิดเอาเอง..
    ตอนฝึกงาน บริษัทก็ไม่มีเป้าหมายอะไรเหมือนกัน เหมือนกะว่า ยูคิดว่าอะไรน่าสนก็ทำอันนั้นแหละ มีเวลาให้สามเดือน.. เครียดเลย
    เป้าหมายเนี่ยต้องสามารถวัดได้ และต้องมาพร้อมกับเส้นตายด้วย ขาดอย่างใดอย่างนึงก็คือ ความล่องลอยดีๆเนี่ยเอง

    กำลังล่องลอยอยู่เลย เอิ๊กๆๆ
    ♪ ชั้นมาทำอะไรที่นี่ ♪

  2. @ขวัญ ญ: ล่องลอยได้ แต่อย่านานเกินล่ะ เดี๋ยวจะเสียดายเวลาที่เสียไป

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *