Time Management แบบย่อ ๆ ใน 3 นาที

 

 

การบริหารเวลา หรือ Time management เป็นทักษะที่เป็นที่สนใจมากขึ้นทุกวัน เราคงเคยได้ยินคนรอบๆตัวบ่นให้ฟังว่า ทำงานทุกวัน work-life balance ไม่ดี ไม่มีเวลานอน หรือ เที่ยวอย่างที่เคย หลายคนก็คิดและคาดหวังว่า ถ้าได้มาเรียนเรื่อง การบริหารเวลา จะทำให้เราทำงานได้ดีขึ้น (เหรอ?) หรือ ให้มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้น ในฐานะที่เป็น Trainer หัวข้อนี้ของบริษัท ก็อยากสรุปหลักใหญ่ของเรื่องนี้ซึ่งปกติจะใช้เวลาเรียนประมาณครึ่งวัน ให้คนที่สนใจ ลองนำไปใช้ดู ผมแบ่งเป็น 5 ขั้นตอนง่ายๆ

  1. เก็บข้อมูลการใช้เวลาในแต่ละวันของเรา อาจจะทำเป็นตารางเวลา (time log) ง่าย เพื่อให้เห็นว่าในแต่ละวันเราใช้เวลาทำอะไร ไปนานเท่าไหร่ หัวใจสำคัญสำหรับข้อนี้ คือการบันทึกข้อมูลจริง ไม่ได้มาจากการนั่งเทียนคิดว่าเราใช้เวลาอย่างไร ถ้าเป็นไปได้ควรเก็บข้อมูลหลายๆวันเพื่อให้เห็นแบบแผนการใช้เวลาของเรา ทั้งวันทำงาน และวันหยุด
  2. กำหนดเป้าหมายของเรา ซึ่งจะเป้าหมายนี้จะสำคัญในการจัดลำดับความสำัคัญของงานหรือกิจกรรมของเราต่อไป ถ้าปราศจากเป้าหมาย หรือเป้าหมายไม่ชัดเจนแล้ว เราอาจจะพบว่าเราบริหารเวลาได้มีประสิทธิภาพในเรื่องที่ไม่ได้มีความสำคัญกับเราจริงๆ
  3. เข้าใจ time management matrix ซึ่งมี 2 แกน คือ แกนความสำคัญ กับ แกนความเร่งด่วน เรื่องความเร่งด่วน ทุกคนคงทราบว่าด่วนก็คือด่วน แต่ถามว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญ(สำหรับเรา)ล่ะ สิ่งที่สำคัญ คือสิ่งที่ทำแล้วช่วยให้เราเข้าใกล้เป้าหมายได้มากขึ้น เช่น ถ้าเป้าหมายเราคือ การลดน้ำหนัก การออกกำลังกาย และการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับเรา แต่ถามว่าทั้งสองกิจกรรมนี้เป็นเรื่องด่วนมั้ย? ก็ไม่ ไม่ออกกำลังกายวันนี้ อาทิตย์นี้ก็ไม่เป็นอะไร แต่มันสำคัญกับเป้าหมายของเรา
  4. ลองเอาข้อมูลการใช้เวลาของเรา ซึ่งได้จากข้อ 1 มาเทียบกับ time managment matrix ในข้อ 3 ดูว่า เวลาของเราอยู่ในช่องไหนมากที่สุด
  5. หลักการง่ายๆในการบริหารเวลาให้ดีขึ้น คือ
  • การใช้เวลากับสิ่งที่สำคัญ แต่ไม่เร่งด่วน (ช่อง 2) ให้เยอะที่สุด ซึ่งจะช่วยลดงานที่สำคัญและเร่งด่วน (ช่อง 1) ไปในตัว
  • ตัดงานที่ไม่สำคัญ และไม่เร่งด่วน (ช่อง 4) ออกไปให้มากที่สุด
  • สำหรับงานที่ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน (ช่อง 3) ให้พยายามลดโดยการตั้งกฏ เช่น กำหนดช่วงเวลาสำหรับการเช็คอีเมล์ หรือ การคุยงาน เป็นต้น หรือ พยายามมอบหมายงานให้ในทีม (ถ้ามี :P) ช่วยตามความเหมาะสม

สิ่งสำคัญที่สุด คือต้องเอาไปใช้ ใช้แล้วได้ผลหรือเจอปัญหาอย่างไร หรือใครมีเทคนิคเด็ดๆในการบริหารเวลาก็มาเล่าแบ่งปันกันได้นะครับ…

 


________________________________________________________________________________ ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามสั้นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นพลังในการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • |

    Work/Life Effectiveness By Jim Lafferty (Part II)

    มาต่อกันจากตอนที่แล้วนะครับ 6. 80/20 นอกเหนือจากเรื่อง 80/20 สำหรับการเลือกงานที่จะทำ(ทำแล้วได้ผลงาน, เป็นชิ้นเป็นอัน, value added work)แล้ว ยังสามารถใช้เรื่อง 80/20 กับความสมบูรณ์แบบ(perfect)ของงาน งานส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แม่นยำถึง 100% บางคนใช้เวลาเดือนแรกทำให้ถึง80% เดือนที่สอง90% และเดือนที่สาม100% แทนที่จะใช้เวลาสองเดือนหลังไปทำงานชิ้นอื่นให้ได้80% อีกสองงาน 7. เพิ่มศักยภาพให้ทีมงานของคุณ (Train your people) เราสามารถบ้าพลังทำงานทุกอย่าง แทนทีมได้ถึงแค่ระดับนึง (Band 3) แต่ถ้าต้องการจะก้าวหน้าให้สูงขึ้นกว่านั้น คุณต้องสอนให้คนในทีมทำงานได้ ปัญหาตอนนี้ที่เป็นวงจรอุบาทว์อยู่คือ ทีมของฉันไม่เก่ง >> ฉันต้องทำงานแทนทีม >>ฉันเลยไม่มีเวลาสอนงานคนในทีม >>ทีมรู้สึกแย่เพราะไม่สามารถทำงานได้ตามที่ได้รับมอบหมาย>>ทีมก็เลยไม่เก่ง>> … ในองค์กรขนาด 2,000คนที่คุณจิม ดูแลอยู่ที่ฟิลิปปินส์นั้น เขาคิดไม่ออกว่าจะใช้เวลาอย่างไรให้มีประโยชน์มากไปกว่าการเทรนทีมของเขาให้เก่งขึ้น 8. ออกกำลังกายวันละ30นาที การออกกำลังกายจะช่วยร่นระยะการนอนหลับตั้งแต่เริ่มหลับจนถึงการหลับลึกในระดับ 4 (RAM) ซึ่งถือเป็นการนอนที่มีคุณภาพที่สุด ทำให้การนอนของเรามีคุณภาพมากขึ้นในเวลาที่ลดลง  จากการวิจัยพบว่าทุก30นาที ที่เราออกกำลังกาย เราสามารถลดเวลาในการนอนลงได้1ชั่วโมง เพราะเรานอนอย่างมีคุณภาพมากขึ้น แต่จะได้ผลแค่ออกกำลังกายหนึ่งชั่วโมง ลดเวลานอนได้…

  • |

    30 second MBA

    ช่วงนี้งานเข้าติดกัน ทำให้ยังไม่สามารถปลีกตัวมาเขียนได้บ่อยๆเหมือนเดิม… ต้องขออภัยแฟนๆที่ติดตามและถามว่าเมื่อไหร่จะอัพเดตblog ซะที มา ณ ที่นี้ด้วย… _________________________ วันนี้ไปเจอเวปที่น่าสนใจเกี่ยวกับการบริหาร ของ FastCompany ชื่อว่า 30 second MBA เหมาะสำหรับคนที่เวลาเป็นสิ่งมีค่าอย่างพวกเรา เพราะแต่ละคลิปแค่ 30 วินาทีเท่านั้น โดยแต่ละ่อาทิตย์จะมีโจทย์คำถามเกี่ยวกับการบริหารต่างๆ แล้วให้ CEO บริษัทต่างๆมาตอบภายใน 30 วินาที วันละคน เพราะฉะนั้น ก็มีแต่เนื้อๆ น้ำไม่เกี่ยว ถ้าสนใจก็คลิ้กดูที่รูปได้เลยครับ…

  • |

    ตัวอยู่บ้าน (แต่)งานยังอยู่ในใจ

    ผมเคยคิดว่าการที่เราคิดเรื่องงานตลอดเวลาเป็นสิ่งที่ดี แปลว่าเราทุ่มเทในการทำงาน… หลายครั้งที่สมองยังคิดเรื่องงานอยู่แม้จะกลับบ้านมาแล้ว วันนี้มีโอกาสได้คุยกับท่านผู้จัดการโรงงานคนใหม่ระหว่างทานข้าวเที่ยงที่โรงอาหาร ท่านก็เล่าให้ฟังว่าสิ่งหนึ่งที่พยายามฝึกและใช้เวลาถึง 7 ปี คือ การฝึกให้วางปัญหา ความเครียดต่างๆจากที่ทำงาน เมื่อกลับมาได้ให้ได้ เหมือนปิดสวิตซ์ ฟังดูง่ายๆเหมือนเป็นสิ่งที่ใครๆก็รู้ แต่ผมก็ยังทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ไม่ต้องแปลกใจถ้าเราจะยังทำไม่ได้ ก็การบังคับใจไม่ให้รักเธอนี่มันง่ายซะที่ไหน ^^” ขนาดท่านผู้จัดการโรงงานยังใช้เวลาถึง7ปี กว่าจะฝึกได้ พอถามท่านต่อว่าอะไรเป็นจุดเปลี่ยนให้ต้องมาใส่ใจฝึกฝนเรื่องนี้ ท่านก็เล่าให้ฟังว่า

  • ออเจ้าว่ากระไร ข้าฟังไม่รู้ความ

      แม่การะเกด ออเจ้าว่ากระไร ข้าฟังไม่รู้ความ   ระหว่างที่ผมดูท่านขุนหมื่นงงกับคำพูดไม่คุ้นหูของแม่การะเกดในละครบุพเพสันนิวาส ผมก็นึกถึงภาพในการทำงานที่หลายครั้งการสื่อสารของคนในทีม ก็ทำให้ผมรู้สึกงง ไม่เข้าใจในสิ่งที่น้องๆ ในทีมพยายามสื่อ ไม่ต่างจากท่านขุนหมื่น ทั้งๆ ที่เข้าใจถึงความตั้งใจของน้องๆ แต่การสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพทำให้หงุดหงิด และเสียเวลาการทำงานทั้งสองฝ่าย ผมมาทบทวนจากประสบการณ์การสื่อสารกับหัวหน้าที่มีประสิทธิภาพ และไม่มีประสิทธิภาพ บวกกับความคาดหวังของตัวเองในฐานะหัวหน้า สรุปออกมาเป็น 4 เทคนิคที่จะช่วยให้คุณสื่อสารกับหัวหน้า (หรือคนที่ทำงานด้วย) ได้ดีขึ้น 1. อธิบาย context กับ background ของประเด็นที่จะพูด หลายคนพอมีโอกาสพูดกับหัวหน้า ก็รัวปัญหาใส่หัวหน้าประหนึ่งแร๊พ อโยธยา ซึ่งเราต้องอย่าลืมว่าหัวหน้าไม่ได้รับผิดชอบเรื่องของเราแค่คนเดียว และเขาไม่ได้อยู่หน้างาน ใช้เวลากับงานของเราเท่ากับตัวเรา เพราะฉะนั้นก่อนพูดถึงประเด็นที่ต้องการสื่อ ควรบอก context กับ background ของเรื่องนั้นซักนิด เพื่อให้หัวหน้าเข้าใจที่มาที่ไป สถานะปัจจุบันของเรื่องที่เราต้องการจะสื่อสาร ก่อนจะลงไปที่ตัวประเด็นที่อยากจะพูด แต่ในกรณีที่หัวหน้าแม่นรายละเอียดของงาน หรือได้พูดคุยกันบ่อยๆ เราก็สามารถที่จะเจาะไปที่สิ่งที่ต้องการจะสื่อสารได้เลย ไม่ต้องเกริ่นให้มากความ 2. ไม่พูดข้ามประเด็นไปมา

  • |

    วิธีง่ายๆที่จะอาา… ช่วยคุณอืมม… หยุดเออ… คำเหล่านี้

    เคยมั้ยฟังเพื่อนขึ้นไปพูดหน้าชั้นหรือบนเวทีแล้ว คำพูดเขาเต็มไปด้วย อ่า.. อืมม.. เออ.. ก็.. แบบว่า.. ซึ่งฝรั่งเรียกคำเหล่านี้ว่าเป็น filler words (ไม่แน่ใจว่าภาษาไทยบัญญัติคำนี้ว่าอะไร) หลายคนขำแล้วคิดว่าตัวเองพูด แล้วไม่มีคำเหล่านี้ เหมือนคนที่เราดูเค้าพูด แต่ถ้าลองให้อัดเสียง หรือถ่ายวีดีโอมา เจ้าตัวก็อึ้ง ไม่คิดว่าตัวเองจะมีอ่าา เออ ออกมาไม่น้อยไปกว่าเพื่อนเลย ในฐานะที่เป็นคนสอนหลักสูตร Train the Trainer กับ Effective Presentation ผมได้บอกเสมอว่า สิ่งหนึ่งที่จะบอกได้ถึงความเป็นมืออาชีพของคนพูด คือ ดูว่าคนพูดมีคำเหล่านี้ (อ่าา, อืมม, เออ)หลุดมาระหว่างพูดมากน้อยแค่ไหน คำที่หลุดมาโดยไม่ตั้งใจเหล่านี้ จะบ่งบอกถึงความไม่มั่นใจ และลดความน่าเชื่อถือของผู้พูด โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะจากประสบการณ์ คนพูดมากกว่า 80% จะมีคำเหล่านี้อยู่มากบ้าง น้อยบ้าง คุณไม่ใช่คนผิดปกติแต่อย่างใด (ไม่เชื่อลองสังเกตคนรอบๆตัวเองดูได้) ข่าวดี คือ เราสามารถฝึก และพัฒนาได้! และข้อดีของการพูดโดยไม่มีคำที่ไม่สื่อความหมาย คือ จะทำให้คำพูดของเรามีพลัง และชัดเจน กับผู้ฟังมากขึ้น…

2 Comments

  1. อันนี้ลองเอาไปใช้แล้วพี่…จุ๋มเอาตารางพี่ชัชไปเชื่อมโยงกับการวางแผนงานของตัวเอง… แต่ก็ยังแอบมีannoy และเบื่อบ้าง เพราะบางคนชอบมาขโมยเวลา…(ไม่ยอมนัดล่วงหน้า)

    แต่ใช้วิธีนี้ทำให้…..มีเวลาดูทีวีซีรียส์เพิ่มขึ้น..(แฮปปี้ ^^)

    Cheers!

    +Jum

  2. @Jum^^: คนที่มาขโมยเวลาเราอาจไม่รู้ว่าตารางเราเป็นยังไง อาจต้องบอกว่าตอนนี้เราวางแผนไว้แล้วว่าจะทำอย่างอื่น แต่ต้องบอกว่าเวลาที่เราสะดวกให้เขาเป็นช่วงไหน เมื่อไหร่…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *