ไม่มีเวลา…จริงเหรอ?

 

เคยสังเกตมั้ยว่าหนึ่งในคำที่ติดปากของคนรุ่นใหม่ คือ ไม่มีเวลา

และก็มักจะตามด้วยเหตุผลต่างๆนานา ของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็น งานเยอะ ประชุม รถติด เหนื่อย ขี้เกียจ…

ซึ่งก็น่าเสียดายที่หลายๆสิ่งที่เราอยากทำ ถูกคำว่าไม่มีเวลา ผลักให้เลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเพิ่งเข้าใจแบบยูเรก้าในเรื่องของการบริหารเวลาขณะวิ่งออกกำลังกายวันนี้ คือ

ทุกคนมีเวลาสำหรับสิ่งที่ตัวเองให้ความสำคัญเสมอ

โปรดอ่านอีกครั้งหนึ่ง

ทุกคนมีเวลาสำหรับสิ่งที่ตัวเองให้ความสำัคัญเสมอ

ลองคิดดีๆ สิ่งที่เราบอกว่าไม่มีเวลาทำนั้น

เราไม่ได้อยากทำจริงๆ หรือมีเรื่องอื่นที่สำคัญสำหรับเรากว่าเรื่องนั้นหรือไม่

เพราะถ้าเราอยากทำจริงๆแล้ว ต่อให้ยุ่งแค่ไหนเราก็สามารถหาเวลาทำได้ หรือแม้กระทั่งลดเวลาส่วนอื่นที่เราไม่ให้ความสำัคัญ

ยกตัวอย่างตัวผมให้เห็นภาพง่ายๆ

ตอนนี้ผมเรียนภาษาจีนอยู่มาปีนิดๆแล้ว แต่ความรู้ไม่ค่อยก้าวหน้าเท่าที่ควร เพราะ ไม่มีเวลา ทบทวน เนื่องจาก งานเยอะ (เหตุผลที่บอกตัวเอง)

ขณะเดียวกัน

ผมกลับมีเวลามานั่งเขียน Blog อยู่ทุกอาทิตย์ แม้จะต้องใช้เวลายามดึกทำให้ได้นอนน้อยลง เพราะมาเขียนตอนทำงานเสร็จแล้วอย่างวันนี้

เหตุผลง่ายๆที่ผมมีเวลาทำอย่างหนึ่ง แต่ไม่มีเวลาทำอีกอย่างหนึ่ง คือ ผมให้ความสำคัญกับการแบ่งปันประสบการณ์กับคนอื่น มากกว่า ทบทวนบทเรียนภาษาจีน

ประโยคนี้สามารถใช้เช็คกับพฤติกรรมอื่นๆของเราได้ว่า สอดคล้องกับความสำคัญที่เราคิดหรือไม่

เช่น เราคิดว่าเราให้ความสำัคัญกับสุขภาพ จึงอยากออกกำลังกาย แต่ไม่มีเวลา ทำให้เราไม่ออกกำลังกาย

แสดงว่าจริงๆเราให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพน้อยกว่าเรื่องอื่น ซึ่งอาจเป็น การนอน การดูหนังฟังเพลง หรือ การเลี้ยงลูก

ซึ่งไม่มีผิด หรือถูกสำหรับการให้ความสำคัญของเรา แต่อย่างน้อยเราก็จะได้รู้ว่าเราทำในสิ่งที่เห็นว่าสำคัญกับเราที่สุด ณ ขณะนั้นเสมอ

เพราะฉะนั้น ลองกลับไปดูเหตุผลจริงๆของเราว่าในแต่ละกิจกรรมที่เราไม่ได้ทำแล้วบอกว่าไม่มีเวลานั้น เราให้ความสำคัญกับมันมากน้อยแค่ไหน

คำตอบของเราอาจจะเป็นการจัด, เข้าใจ, และ ยอมรับลำดับความสำคัญของเรื่องต่างๆ ในชีวิตเราก็เป็นได้…

Similar Posts

  • |

    จะใช้ประโยชน์จากความต่างทางความคิดได้อย่างไร?

    ในปัจจุบันคงเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงการทำงานร่วมกับคนที่คิดแตกต่างจากเรา ซึ่งความต่างนี้มาได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นจากเชื้อชาติ วัฒนธรรม การศึกษา ประสบการณ์ หรือแม้กระทั่งแผนกที่อยู่ทำให้ต้องสวมหมวกคนละใบ ความแตกต่างที่เราหนีไม่พ้นนี้ จริงๆเป็นประโยชน์มากกว่าที่เราคิดถ้าเราสามารถใช้ประโยชน์จากความแตกต่างนี้ได้ วันศุกร์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสประชุมวางแผนงานสำหรับปีหน้าของบริษัท ซึ่งในที่ประชุมกว่า 20 คน ก็มีความหลากหลายกันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ก็มีทั้งคนไทย คนฟิลิปปินส์ คนออสเตรเลีย อายุก็มีตั้งแต่ 20 ต้นๆ ถึง 40 กลางๆ ประสบการณ์ในบริษัทก็มีตั้งแต่ 2 ปี ไล่ไปถึง 20 กว่าปี จาก 5 แผนกหลักของบริษัท ตอนแรกผมก็ิคิดว่าประชุมครั้งนี้คงจะเถียงไป เถียงมาจนเลยเย็น แล้วก็ไ่ม่ค่อยได้อะไรเท่าที่ควร แต่ที่ไหนได้…

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2018

    ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการนั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งผมเริ่มเขียนสรุปการประเมินผลงานตัวเองในด้านต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2009 รูปที่ผมเลือกเป็นตัวแทนสำหรับปีนี้ เป็นรูปที่ผมไปพูดบนเวทีใหญ่ในงาน Thailand HR Day 2018 ซึ่งเป็นหนึ่งใน Highlight ของปีนี้ ที่ผมขยาย impact การสร้างประโยชน์ให้คนอื่นได้กว้างขึ้นผ่านการบรรยาย และสอนนิสิต นักศึกษา มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา สำหรับการประเมินชีวิตตัวเองในด้านต่างๆ เทียบกับปีที่ผ่านมา สรุปได้ดังนี้ สุขภาพร่างกาย (A-) flat vs. Year Ago (YA) ปีนี้ไม่ได้ไปงานวิ่งไหน แต่ก็ยังพอรักษาวินัยการวิ่ง และออกกำลังกายไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ 1-2 ครั้งทุกอาทิตย์ เรื่องการกินเริ่มควบคุมของหวานมากขึ้น เป็นปีแรกที่เปลี่ยนกาแฟที่กินจากมอคค่าเย็น มาเป็นกาแฟเย็นที่ไม่หวานเลย น้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณครึ่งกิโลกรัม ไม่น่าเกลียดมาก แต่เชื่อว่าปีหน้าจะทำได้ดีกว่านี้ Improvement Areas ลดน้ำหนักตัวลง 3-4 กิโลกรัม รักษา posture ต่างๆ ให้เหมาะสม การงาน (A) flat vs YA ปีที่สองในบทบาทของที่ปรึกษา…

  • Connecting Customers

      เคยมั้ยว่าทำงานในสายงานเดิมมานานๆ แล้วรู้สึกตัน แต่ไม่รู้ว่าแผนกอื่นเค้าทำอะไร หรือ บริษัทบอกว่าเราต้องเข้าใจลูกค้ามากขึ้น แต่งานที่เราทำรู้สึกห่างไกลกับลูกค้าของบริษัทจริงๆเสียเหลือเกิน แม้กระทั่งอยากออกไปเปิดบริษัทของตัวเอง กลับไม่รู้จักใคร หรือจะเริ่มยังไงเลย ช่วงหลังๆ เริ่มมีเพื่อนๆ น้องๆ หลายคนที่รู้สึกมาปรึกษาเรื่องนี้กับผมมากขึ้น อาจเป็นเพราะประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมาทั้งอยู่ในโรงงาน อยู่ในออฟฟิศกลางเมือง และต่างประเทศ(แม้จะเพิ่งมาได้ 2 อาทิตย์) ในหลายแผนก แถมช่วงหลังๆ ผมโชคดีที่มีโอกาสได้ติดต่อกับทั้งลูกค้า และ Stakeholders ของบริษัททั้งภาคราชการ และเอกชน ทำให้ผมเห็นความสำคัญ และโอกาสที่ไม่เคยสังเกตมาก่อน เลยอยากมาเล่าสู่กันฟัง…   ลูกค้ามีความสำคัญมาก และสำคัญเสมอสำหรับธุรกิจ ไม่ว่าจะเล็ก จะใหญ่แค่ไหน สิ่งที่ต้องระวังคือ เวลาอยู่ในองค์กรที่ใหญ่มากๆ เป็นไปได้ที่เราจะอยู่ห่างกับลูกค้า จนไม่สามารถเชื่อมได้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่เกี่ยวกับลูกค้ายังไง หรือไม่รู้ว่าลูกค้าของเราจริงๆคือใคร ซึ่ง อันตรายมาก! ที่อันตรายเพราะ ถ้าธุรกิจมีปัญหาอะไรที่ต้องปรับองค์กร หรือลดคน คนที่ add value กับลูกค้าน้อยที่สุดมักจะโดนลดก่อน ดังนั้น ถ้ามีโอกาส ควรหาทางทำงานที่ได้ติดต่อกับลูกค้าภายนอกของบริษัท ถ้ายังไม่มีโอกาส ก็พยายามทำความรู้จักและหาความคาดหวังของลูกค้าของงานเรา หรือของแผนกของเรา ซึ่งอาจจะเป็นบุคคลภายนอก หรือลูกค้าภายใน…

  • |

    วิธีปฏิบัติต่อคนอื่น

      ในการปฏิบัติต่อผู้ือื่นนั้น มีสำนวนอยู่หลายสำนวน ส่วนใหญ่คงจะคุ้นเคยกับสำนวนที่ว่า… ให้ปฏิบัติต่อผู้อื่น เหมือนอย่างที่ให้เค้าปฏิบัติกับเรา หรือ ดีมาก็ดีตอบ ร้ายมาก็ร้ายตอบ แต่มีอีกแนวความคิดนึงที่อยากฝากให้คิดดู เค้าบอกว่า…

  • |

    1:1 กับหัวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

      การคุย 1:1 กับหัวหน้าเป็นสิ่งที่พนักงาน(บริษัทใหญ่ๆ) ต้องเจอกันทุกเดือน บ้างก็พยายามเลี่ยง ไม่รู้จะคุยอะไร บ้างก็คุยแต่งาน สุดท้ายยิ่งเครียดกว่าเดิม จริงๆแล้วการคุย 1:1 กับหัวหน้าให้มีประสิืทธิภาพทำได้ง่ายๆ ดังนี้

  • |

    การสร้างนิสัยใหม่…

    Any act often repeated soon forms a habit; and habit allowed, steadily gains in strength.   At first it may be as a spider’s web, easily broken through, but if not resisted, it soon binds us with chains of steel. – Tryon Edwards มีคำกล่าวว่าสิ่งที่เราทำเป็นนิสัย จะบ่งบอกถึงอนาคตของเราได้ เช่น ถ้านักเรียนมีนิสัยขยันหมั่นเพียร เราก็พอทำนายว่าผลการเรียนจะออกมาดี หรือถ้ามีนิสัยชอบกินเค้กกินไอศครีม โอกาสที่จะมีไขมันส่วนเกินก็ไม่น่าเกินความคาดหมายไป แต่สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ต่างจากสัตว์อื่น คือ ความสามารถในเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ซึ่งรวมถึงการสร้างนิสัยใหม่ด้วย

4 Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *