ประเมินผลงานตัวเองในปี 2019

ก่อนที่ผมจะประเมินตัวเองในด้านต่างๆ เหมือนทุกสิ้นปี ถ้ามองกลับว่าปีนี้อะไรเป็น theme ที่ผมเห็นว่าโดดเด่นออกมามากที่สุด คงเป็นเรื่องการ connecting people สร้างความรู้จักกับคนใหม่ๆ ที่น่าสนใจหลากหลายวงการ และเพิ่มความสัมพันธ์กับคนที่เรารู้จักอยู่แล้วผ่านทักษะการฟัง และการถามที่ได้จากการเรียนการเป็นโค้ช

รูปที่ผมเลือกมาเป็นตัวแทนของปีนี้ใน theme connecting people เป็นรูปที่ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์อ.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในงานของบริษัท ซึ่งอ.ชัชชาติเป็นหนึ่งใน role model ที่ผมอยากมีโอกาสได้รู้จัก และสัมภาษณ์ และก็ได้เกิดขึ้นจริงในปีนี้ ถือเป็นการสัมภาษณ์แบบชัช(ชาติ)ชัช(พล) ที่ได้ซึมซับพลังงานด้านบวกจากบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี

สำหรับการประเมินชีวิตตัวเองในด้านต่างๆ เทียบกับปีที่ผ่านมา สรุปได้ดังนี้

สุขภาพร่างกาย (B+) 1 pt down vs Year Ago (YA)

ปีนี้แม้จะได้ไม่ได้ป่วยถึงขั้นนอนโรงพยาบาล แต่ความสม่ำเสมอในการออกกำลังกายลดลงเทียบกับปีที่แล้ว ทำให้รู้สึกไม่ค่อยแข็งแรงเท่าที่ควร highlight ของสุขภาพปีนี้คือการลดน้ำหนักลงมามากที่สุด 4 กิโลกรัมเทียบกับตอนต้นปี แม้ตอนเดือนสุดท้ายจะขยับขึ้นมานิดนึง แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ดีกว่าปีที่แล้วมาก

การงาน (A) flat vs YA

ปีนี้เป็นปีที่บริษัทมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ แม้ไม่ได้เกินที่ผมคาด แต่ก็กระตุ้นให้ทุกคนต้องปรับตัวให้เข้ากับทิศทางใหม่ ซึ่งผมเชื่อว่าดีขึ้น ผมมีโอกาสได้ใช้จุดแข็งในการเชื่อม และสร้าง value ให้กับบริษัทและ partners ใหม่ๆ ซึ่งเป็นผลดี win-win กับทุกฝ่าย

การเงิน (A) flat vs YA

การเงินปีนี้ฝั่งรายรับต่อยอดจากปีที่แล้ว โดยใช้หลักทำน้อย ได้มาก ด้วยการสร้าง value ที่ไม่ยึดติดกับเวลา (ซึ่งมีจำกัด) ส่วนฝั่งรายจ่ายเป็นปีที่เห็นความสำคัญของประกันประเภทต่างๆ โดยเฉพาะประกันสุขภาพมาก แน่นอนกว่าการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเป็นสิ่งที่ ‘ต้อง’ ทำ แต่ประกันก็จะช่วยรับความเสี่ยงที่ไม่ได้คาดคิดไว้ได้

สภาพจิตใจ (A) flat vs YA

ปีนี้มีเรื่องให้เห็นความไม่เที่ยงของชีวิตมากขึ้น ทั้งเกิด – มีตั้งแต่ลูกของญาติ ลูกของเพื่อนที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก แก่ – จากตัวเอง และคนรอบตัว โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยดูแลตัวเองจะเห็นความต่างได้ชัด เจ็บ – ลูกเข้าโรงพยาบาลต้องไปนอนเฝ้าอยู่หลายคืน ตาย – ทั้งญาติสนิท พ่อ/แม่ของเพื่อน จนมาถึงเพื่อนที่เรียนมาด้วยกัน ผมมองในแง่ดีว่าเหตุการณ์เหล่านี้ด้วยฝึก และเตือนใจ นอกจากนั้นยังช่วยลดความเครียด และความกังวลกับเรื่องต่างๆ ที่ไม่สำคัญในชีวิต

ความรัก (A) 1 pt down vs YA

เพราะครอบครัวเป็น priority อันดับแรก การเลือกใช้เวลาเลยไม่ยาก ได้มีโอกาสไปส่งลูกตอนเช้าก่อนไปทำงาน ไปงานโรงเรียนดูการแสดง เห็นพัฒนาการต่างๆ ปีนี้พอลูกเริ่มทานอาหารปกติข้างนอกบ้านได้ เลยมีโอกาสพาไปทานข้าวกับคุณปู่ คุณย่า และคุณย่าทวดได้บ่อยขึ้น

การพัฒนาตัวเอง (A) flat vs YA

การพัฒนาตัวเองปีนี้ตั้งใจปรับลดเวลาในการอ่านหนังสือลง (อ่านจบ 28 เล่มจากที่ตั้งใจไว้ 40 เล่ม) เพื่อเพิ่มการเรียนรู้ทางช่องทางอื่นมาขึ้นทั้งการฟัง podcast, ฟังสรุปหนังสือ, เรียน online class, และไป forum ต่างๆ เพื่อ connect กับทั้ง speaker และคนมาร่วมงานซึ่งมักจะเป็นคนที่สนใจเรื่องการพัฒนาตัวเองเหมือนกัน highlight ของปีคือการที่ได้ ACC จาก ICF ที่ต้องทำให้ได้ตามเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งไม่ง่ายถ้าไม่มี commitment พอ

People Capital (A) flat vs YA

ปีนี้นอกจากได้นัดทานข้าวกับคนที่น่าสนใจเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา สิ่งที่เป็นตัวช่วย และโชคดีที่ผมเริ่มในเรื่องของการสร้าง people capital คือการทำ podcast 5 Questions with Chutchapol เพราะทำให้ผมมีโอกาสคุย ถาม และแบ่งปันมุมมอง ประสบการณ์ของแขกรับเชิญ ซึ่งมีทั้งคนไทย และต่างประเทศ เป็นการเปิดโลกตัวเองได้ดีมากๆ

ผมให้ ้highlight ของการสัมภาษณ์ปีนี้คือการได้สัมภาษณ์คุณ David Allen ผู้แต่ง Getting Things Done ซึ่งเป็น idol ที่ผมอ่านหนังสือเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้วและนำระบบ GTD มาใช้ในการจัดการชีวิตตัวเอง ต้องขอขอบคุณพี่หนู แห่ง GTD Thailand ที่ช่วยประสานให้มีโอกาสสัมภาษณ์ผ่าน VDO conference ด้วย

ทำประโยชน์ให้คนอื่น (B+) 1pt down vs YA

ปีนี้ยังได้มีโอกาสแบ่งปันกับน้องๆ นิสิต นักศึกษาเหมือนเดิม ที่เพิ่มเติมคือการได้รับเชิญไปพูดในงานต่างๆ มากขึ้น และงานที่ภูมิใจคือได้รับเกียรติเป็นหนึ่งใน trainer ของโครงการ Be the Change ที่คัดเลือกตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่อยากสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม เพิ่งมาทราบทีหลังว่า profile ของ trainer ของโครงการนี้ต้องถูกนำเสนอและเลือกจาก board เลยทีเดียว

ที่ให้คะแนนน้อยลง เพราะคิดว่าน่าจะมีวิธีทำประโยชน์ให้คนอื่นจำนวนมาก และสร้าง impact ได้มากกว่านี้


สรุปภาพรวมตลอดปี (B+) 1pt down vs YA

ภาพรวมปีนี้ก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจที่ยังรักษาสมดุลได้ในทุกด้าน แต่ให้คะแนนตัวเองน้อยกว่าปีที่แล้วนิดนึง เพราะเชื่อว่าสามารถ stretch ให้ออกจาก comfort zone และสร้าง impact ได้มากกว่านี้ ซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่ของปีหน้าครับ

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ก็ขอขอบคุณที่ติดตามผมทางช่องทางต่างๆ ทั้งที่เพิ่งรู้จัก และหลายคนที่ตามมานานเป็นหลักปี หรือสิบปี

สุดท้ายนี้ก็ขอ…

สวัสดีปีใหม่ 2020 ครับ!

Similar Posts

  • วิธีตอบให้ตรงคำถาม

      การตอบคำถามเป็นอีกทักษะหนึ่งที่หลายคนมองข้ามไปเหมือนกับการฟัง คิดว่าใครๆก็ตอบคำถามได้ ฟังได้ดี โดยไม่ต้องฝึกฝน ซึ่งจริงๆแล้ว การทำได้ กับ ทำเป็น นั้นต่างกันมาก จากที่ได้สังเกตคนรอบๆตัวพบว่า การตอบคำถามให้ตรงประเด็น หรือ ตรงกับสิ่งที่ถูกถาม นั้นเป็นปัญหาสำหรับหลายๆคน ทั้งๆที่ก็ฟังดูไม่น่ายาก เพียงแค่ถามอะไรก็ตอบอย่างนั้น แต่หลายครั้งที่ผมเจอก็มีตั้งแต่ตอบอ้อมไปอ้อมมา ตอบหว่านแห ครอบจักรวาล (สงสัยใช้ตอนสอบบ่อย) หรือแม้กระทั่งตอบได้ไม่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ถามไปเลย ซึ่งการตอบได้ตรงคำถามนั้น จะช่วยได้ตั้งแต่การสนทนากับคนอื่น ไปจนถึงเรื่องงาน ไม่ว่าจะเป็น การสอบสัมภาษณ์ การประชุม การนำเสนองาน การตอบคำถามที่กระชับ และตรงประเด็น จะช่วยให้เราโดนเด่นจากคนอื่นได้ไม่ยาก วิธีการตอบให้ตรงคำถามมีหลักอยู่ง่ายๆ 4 ข้อ คือ 1.ฟัง ข้อนี้สำคัญมาก ฟังคำถามให้เข้าใจก่อน อย่าไปคิดแทนคนถาม บางคนฟังคำถามไม่จบ

  • โอกาสสำหรับ HR ในวิกฤตโรคโควิด 19

    มีคนบอกว่าในทุกวิกฤตจะมีโอกาส… ในช่วงที่ปัจจัยลบต่างๆ ทั้งปัญหาฝุ่น PM2.5 หรือโรคโควิด 19 ที่ส่งผลกระทบกับภาพเศรษฐกิจระดับโลก ยอดนักท่องเที่ยวลด ยอดขายตก ลงมาถึงเรื่องใกล้ตัวอย่างการหาซื้อหน้ากาก หรือแอลกอฮอล์ล้างมือ คนที่ทำงานสาย HR มองเห็นโอกาสอะไรในวิกฤตนี้บ้าง? นอกเหนือจากความเหนื่อยของทีม HR ที่ต้องคอยตามสถานการณ์ ปรับแผนรับมือกับสถานการณ์ เพื่อความปลอดภัยของพนักงาน โดยธุรกิจไม่สะดุด ไปจนถึงตามหาซื้อหน้ากาก หรือเจลล้างมือมาแจก เตรียมแผนปรับวิธีการทำงาน ในกรณีที่ออร์เดอร์ หรือลูกค้าหายไปอย่างไม่ทันตั้งตัว ผมเห็นโอกาส โอกาสที่จะโน้มน้าวผู้บริหารและพนักงานในองค์กรให้เห็นความสำคัญของการสร้าง Agile Business Culture ที่ผ่านเราหลายคนยังนึกว่าการที่องค์กรปรับตัวเร็วเป็นเรื่องที่ไกลตัว ทำได้ก็ดี Nice to have วิกฤตนี้ทำให้คนเข้าใจจริงๆ ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของความอยู่รอดขององค์กร ไม่ใช่เรื่องของการทำเพื่อเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมอีกต่อไป ในช่วงสถานการณ์แบบนี้ HR สามารถนำผู้บริหารตระหนัก และสร้าง agile culture ได้ในรูปแบบต่างๆ เช่น

  • HR แผนกที่บริษัทมักมองข้าม

      HR แผนกที่พนักงานไม่ค่อยอยากสุงสิงด้วยถ้าไม่จำเป็น HR แผนกที่พนักงานมองว่าเป็นตัวแทนของบริษัท ขณะเดียวกันผู้บริหารก็มองว่าเป็นตัวแทนของพนักงาน HR แผนกที่หลายบริษัทเริ่มให้ความสำคัญ เพราะเห็นว่าบุคลากรที่เก่งและเหมาะสมกับองค์กรเป็นสิ่งที่สำคัญในการแข่งขันทางธุรกิจ HR แผนกที่พยายามสลัดภาพผู้คุมกฏ ทำงาน routine น่าเบื่อ เป็นที่รวมของคนไม่มีที่ไป มาเป็นมือขวาของผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคลในเชิงรุก เข้าใจภาพธุรกิจ ขณะเดียวกันก็เข้าใจพนักงาน จากที่มีโอกาสได้สัมผัสทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ผมเห็นหลายองค์กรที่ผู้บริหารเริ่มให้ความสำคัญกับด้านบุคลากรในองค์กรมากขึ้น HR เลยได้โจทย์ใหม่ๆมากมายเพื่อดึงดูดผู้สมัครที่เก่งและดี พัฒนาพนักงานให้เก่งขึ้น และดึงศักยภาพของพนักงานออกมาใช้ในองค์กร อย่างมีความสุข ภายใต้งบที่จำกัด (และลดลงทุกปี) ต้องบอกเลยว่า ไม่ง่าย… แต่ในความคาดหวังที่ท้าทายขนาดนี้ สิ่งที่ผมเห็นคือ คนในทีม HR กลับถูกละเลย ละเลยจากเพื่อนพนักงาน ที่มักจะมองว่าคนแผนกนี้เป็นตัวแทนของบริษัท ต้องคอยจับผิดแน่ๆ หรือมีเรื่องเกี่ยวกับปัญหาเกี่ยวกับผลประโยชน์ต่างๆ ก็จัดเต็มจนลืมไปว่าคนในทีม HR ก็เป็นเพื่อนร่วมงาน กินเงินเดือนเหมือนกัน ละเลยจากผู้บริหาร ผู้บริหารหลายท่าน ยังมองว่า HR เป็นแผนกจับฉ่าย มีงานแล้วไม่รู้จะให้ใครทำก็มาแปะไว้แผนกนี้ก่อน ผมเคยเห็นตั้งแต่เตรียมงานปีใหม่ ถ่าย+ตัดต่อวีดีโอ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าให้ทำก็ทำได้ แต่ถ้างานที่ทำใช้เวลาไม่สอดคล้องกับความคาดหวัง ก็ยากที่เป็น ละเลยจากพัฒนา เป็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออก…

  • |

    ข้อคิดการใช้ชีวิตจากเพลงกล่อมเด็ก

    Row, row, row your boat Gently down the stream Merrily, merrily, merrily, merrily Life is but a dream   เนื้อร้องเพลงกล่อมเด็กสั้นๆ เพลงนี้ วนลูปอยู่ในหัวผมอยู่เป็นสัปดาห์ เนื่องจากเพลงนี้กำลังเป็นเพลงโปรดของลูกสาว ที่คุณภรรยาใช้กล่อม ผมเลยได้ยิน (และร้อง) บ่อยเป็นพิเศษ จนติดอยู่ในหัวมาฮัมต่อเองตอนอาบน้ำ และตอนขับรถด้วย ร้องไปร้องมา ผมเริ่มตีความเนื้อเพลงกล่อมเด็กเพลงนี้ เป็นบทเรียนการใช้ชีวิตได้ดังนี้ Row, row, row your boat เปรียบเทียบชีวิตของคุณเป็นดั่งเรือ ล่องอยู่ในลำธารของชีวิต ไม่ว่าจะเจอน้ำนิ่ง น้ำเชี่ยวกราด หรือโขดหิน เช่นเดียวกับความสุขหรืออุปสรรคต่างๆ ในชีวิต เราก็พายต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2011

    ปีนี้เป็นปีที่ 3 ที่ได้ทบทวนเรื่องราวต่างๆของตัวเองในปีที่ผ่านมา  ก่อนที่จะประเมินตัวเองในปีนี้ ผมเริ่มจากการกลับไปอ่านสิ่งที่ผมประเมินตัวเองในปีที่ผ่านมา ( 2010, 2009) และผมแบ่งเป็นหมวดๆเหมือนปีที่ผ่านมาเพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบ สุขภาพร่างกาย (B+) Flat vs. Year Ago (YA) ปีนี้สุขภาพอยู่ในสภาพที่ดี มีบางอย่างที่พัฒนาขึ้นจากปีที่แล้ว ทั้งเรื่องการลดกาแฟ จากที่ดื่มทุกวัน เป็นไม่ดื่ม และกลับมาดื่มเท่าที่จำเป็นจริงๆ ฟันไม่ผุจากการตรวจทั้ง 2 ครั้งในรอบปีที่ผ่านมา ผลการตรวจสุขภาพประจำปี ก็อยู่ในเกณฑ์ปกติทุกตัว และการเข้าฟิตเนส เพื่อออกกำลังกายในส่วนกล้ามเนื้อต่างๆ ขณะที่มีบางอย่างที่เริ่มต้องปรับปรุงเช่น การนอนที่สวิงระหว่างวันธรรมดา กับวันหยุดมาก และน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นและสร้างฐานใหม่อย่างเข้มแข็ง… – -“ Improvement Areas ปีนี้ขอเน้นแค่ 2 เรื่อง

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2023

    ปี 2023 มีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นหลายอย่างในทุกด้านทั้งโครงการใหม่ของงาน การย้ายโรงเรียนของลูก การย้ายเข้าบ้านใหม่ และเที่ยวต่างประเทศด้วยกัน สำหรับ Theme ในปีนี้ผมยกให้เป็นเรื่อง Explore เพราะก่อนการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร การดู option ต่างๆ เป็นช่วงที่สนุกและเหนื่อยไปพร้อมกัน ไม่มีอะไรที่แน่นอน ทุกอย่างมีข้อดี ข้อเสียที่แตกต่างกัน ขึ้นกับว่าเราจะโอเคกับ option ไหนมากที่สุด รูปที่ผมเลือกมาเป็นตัวแทนของปี 2023 เป็นรูปที่สะท้อนกิจกรรมที่ผมได้มากที่สุดในปีนี้ คือ การขึ้นเวทีไปนำเสนอกับผู้บริหาร บรรยายให้กับนิสิต นักศึกษา หรือเป็น moderator และ panel ในงานต่างๆ ซึ่งพอย้อนกลับมาดูรูป ปีนี้ผมมีรูปบนเวทีเยอะมาก สำหรับการประเมินชีวิตตัวเองในด้านต่างๆ เทียบกับปีที่ผ่านมา สรุปได้ดังนี้ สุขภาพร่างกาย (B+) flat vs Year Ago (YA) สุขภาพปีนี้อยู่ในเกณฑ์ดีพอใช้ ค่าเลือดและไขมันต่างๆ อยู่ในเกณฑ์ปกติ หาเวลาออกกำลังกายซึ่งหลักๆ เป็นการวิ่ง และเริ่มฝึกดึงข้อ ซึ่งเคยลองตั้งแต่เด็กและไม่เคยทำได้ จนตอนนี้ดึงข้อได้ประมาณ 4-5…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *