หาเวลาอยู่กับตัวเอง…

วันนี้มีงาน Ignite Bangkok ซึ่งเป็นวันที่สองที่ TCDC

เป็นงานที่น่าสนใจมากที่ท้าทายคนพูดที่จะต้องสื่อสิ่งที่ต้องการจะบอกภายใน 5 นาที ผ่านสไลด์ 20 แผ่น โดยแต่ละแผ่นจะเปลี่ยนอัตโนมัติทุก 15 วินาที

ตอนเย็นกลับมาถึงบ้าน ชั่งใจอยู่พักใหญ่ๆว่าจะไปดีรึป่าว?

สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ไป แล้วเอาเวลาไปวิ่งออกกำลังกายแทน

แม้ว่าเหตุผลหนึ่งที่เลือกไปวิ่งคือต้องการเผาผลาญไขมันส่วนเกินจากทริปหัวหินที่เพิ่งกลับมา

แต่จริงๆแล้วผมต้องการเวลาอยู่กับตัวเอง และการวิ่งก็ตอบโจทย์ผมได้เป็นอย่างดี

ได้ทั้งสุขภาพ แถมยังได้มีเวลาได้คิดอยู่กับตัวเองอีกประมาณชั่วโมงนึง (อ้อ ผมไม่พกโทรศัพท์ขณะวิ่งนะครับ…)

ซึ่งผมถือว่าเวลาช่วงนี้เป็นเวลาที่มีค่ามาก

ได้ปล่อยให้ความคิดตกผลึกบ้าง อะไรบ้าง (ตามกระแสนิดนึง)

หลายๆครั้งที่ผมได้ไอเดียดีๆมาเขียนบล็อกจากช่วงเวลานี้

จริงๆ แ้ล้วการอยู่กับตัวเองนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นการวิ่งเหมือนผมก็ได้

บางคนอาจจะนั่งสมาธิ บางคนอาจจะนั่งฟังเพลงเบาๆระหว่างขับรถ บางคนอาจจะกิน (อันนี้ไม่ค่อยอยากแนะนำ – -“)

แต่ประเด็นคือ เราควรหาเวลาอยู่กับตัวเองบ้าง ท่ามกลางความเร่งรีบของชีวิต และการทำงาน

อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งสองครั้งก็ยังดี

……..

บางคนอาจจะสงสัยว่าผมไม่เสียดายที่ไม่ได้ไปงาน Ignite Bangkok เหรอ?

ไม่เท่าไหร่หรอกครับ เพราะผมนั่งดูถ่ายทอดสดผ่าน web หลังวิ่งเสร็จ… :)

Similar Posts

  • คนเบื้องหลัง

    ช่วงเดือนที่ผ่านมาได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในการจัดงานใหญ่ของบริษัท2งานติดกัน ทำให้เห็นมุมมองของงานในอีกแบบนึง จากที่ปกติเป็นคนเข้าร่วมงาน ถึงเวลาก็มา ทำกิจกรรมเฉยๆ ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก ได้รู้สิ่งที่คนมาร่วมงานไม่มีทางรู้เลยว่าที่มา หรือ รายละเอียดแต่ละเรื่องต้องผ่านการคุย การแก้ มาไม่รู้กี่รอบ แม้สุดท้ายจะไม่ได้ใช้เลยก็ตาม… ก่อนหน้านี้คิดว่าตัวเองเข้าใจคนที่เตรียมงาน อยู่เบื้องหลังพอสมควรเพราะก็เคยทำกิจกรรม เป็นคนเตรียมงานแบบนี้มาบ้างตอนเรียน แต่พอได้ทำงานที่มีความคาดหวัง และแรงกดดันที่พลาดไม่ได้ ความเครียดและความกังวลก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ผมเชื่อว่าสุดท้ายคนที่เตรียมงานทุกคน หวังว่าเตรียมงานเหนื่อยแค่ไหนไม่เป็นไร ขอให้งานออกมาราบรื่น และดีทึ่สุด ก็พอใจแล้ว . ดังนั้นถ้าคุณได้มีโอกาสไปร่วมงานไหนแล้ว เกิดข้อผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ ไม่ราบรื่นบ้าง ก็ช่วยใจเย็นๆนิดนึง เพราะไม่ว่าจะเตรียมงานมาดีแค่ไหน วันจริงมักจะมีตัวแปรที่คาดไม่ถึงเข้ามาให้ตกใจเล่นอยู่เสมอ ไม่มีใครอยากให้งานสะดุดหรอก . จากเรื่องนี้ทำให้รู้ว่า การพยายามเข้าใจคนอื่นโดยการเอาใจมาใส่ใจเรา (put yourself in other’s shoes) ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเข้าใจเค้าได้ทั้งหมด จนกว่าคุณจะอยู่ในสถานการณ์นั้นเอง . คงเหมือนที่หลายๆคนที่พูดเหมือนกันหลังจากมีลูกใหม่ๆสินะ ว่าไม่เคยรู้มาก่อนว่าการเป็นพ่อ/แม่คนมีความลำบากแค่ไหน และรักท่านเพิ่มจากเดิมไม่รู้เท่าไหร่… :) (โยงไปได้นะเรา :P)

  • สังคมนิยมความ “แรง”?

    เหตุมันเกิดมาจากความเห็นผมในstatus Facebook และTwitter เรื่องการนิยมความแรงของคนสมัยนี้ แล้วได้การตอบรับดี ทั้งกด Like ทั้งRT เลยคิดว่าเรื่องนี้เราไม่ได้คิดไปเองคนเดียว จากที่ผมสังเกต ความแรงในการพูดและการแสดงออกของคนในสังคมโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่นับวันจะแรงขึ้น ขยายวงกว้างขึ้น และ ที่น่ากลัวคือ ได้รับการยอมรับ (หรือเคยชิน)กันมากขึ้นด้วย สำหรับคนที่นึกไม่ออกว่าผมพูดถึงความแรงแบบไหน ผมจะลองยกซักตัวอย่างให้เห็นภาพแล้วกัน… เหตุการณ์สมมติ 1: ไปร้องเกะคราวนี้จะร้องเพลงอะไรดีนะ? อยากร้องเพลงพี่เบิร์ด อะไร too much very much นะ? 2: ฉันว่าอย่างเธอต้องเพลง คนไม่มีแฟน เท่านั้น… 55+ 3: แรงว์อะเธอ (ทุกคนยกเว้น1หัวเราะชอบใจ) 2: (ทำหน้าภูมิใจประหนึ่งได้โล่ห์) ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่าก็เฉยๆหนิ ไม่เห็นแรงอะไรเลย แสดงว่าท่านได้ชินกับความแรงระดับนี้ไปแล้ว… – -“

  • |

    Thai Talents: What are we missing?

    คงไม่มีใครเถึยงว่าคนไทยเก่งไม่แพ้ใครในโลก ทั้งเรื่องที่น่าภูมิใจและเรื่องที่ไม่ค่อยน่าภูมิใจเท่าไหร่ ยกตัวอย่างเช่น คุณบัณฑิต อึ้งรังษี วาทยกรไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก, นักเรียนที่ได้เหรียญทองโอลิมปิกวิชาการจำนวนมาก, หรือนักกีฬาประเภทต่างๆ เป็นต้น แต่วันนี้ผมจะพูดถึงคนเก่งในการทำงาน เชื่อหรือไม่ว่าปัจจุบันการแข่งขันทั้งสร้าง รักษา และแย่งชิงคนเก่ง ๆ มีความรุนแรงประหนึ่งสงคราม (Talent War) เลยทีเดียว แล้วการมองแค่คนเก่งที่สามารถทำงานในประเทศนั้นเป็นการมองที่แคบไป ธุรกิจขนาดใหญ่ส่วนมากจะเป็นมองทั้งโลกเป็นตลาดเดียวกัน คนเก่งก็เช่นกัน

  • |

    จะวัดผล/ตรวจสอบ/ประเมิน ไปเพื่อ?

    ในโลกของการแข่งขัน แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะเลี่ยงการให้คะแนน(Rating)/ตรวจสอบ(Audit)/และการประเมิน(Evaluation)จากชีวิตการทำงาน (และส่วนตัว)ไปได้ บ้างก็มีการประกาศชัดเจน ถึงเกณฑ์วัด ช่วงเวลา และผลที่ต้องการเพื่อให้เตรียมตัวกันแต่เนิ่นๆ หรือจะเพื่อให้เตรียมผักชีให้พร้อมก็แล้วแต่ บ้างก็เป็นไปตามธรรมชาิติของมนุษย์ผู้ซึ่งเทียบตัวเองกับคนอื่นตลอดเวลาในทุกเรื่องที่จะเทียบได้ในเรื่องส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา ความรวย ความเก่ง และอื่นอีกมากมายที่สรรหามาเทียบ ก่อนที่นอกเรื่องไปไกลกว่านี้ ขอย้อนกลับมานิดนึง ว่าเรามีการวัดผล ตรวจสอบ ประเมิน กันมากมายไปเพื่ออะไร หลายครั้งเราทำไปโดยไม่รู้หรือเข้าใจเหตุผลที่แท้จริง ทำไปต้องต้องทำ (doing for the sake of doing)? ที่ผมเคยถามๆคนรอบตัวมา มีตั้งแต่ ทำเพราะเป็นส่วนหนึ่งของผลงานเรา, หัวหน้าสั่ง, ทำเพราะให้มั่นใจว่าระบบของเราดี ได้มาตรฐาน, เป็นกฏหมาย/ระเบียบบริษัทที่ต้องทำ,… แล้วคุณล่ะ คิดว่าเราทำไปเพื่ออะไร?

  • | |

    ข้อคิดจากนักไต่เขา

    เคยมั้ยที่ทำอะไรซักอย่างแล้วท้อ ให้หยุดทำสิ่งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่อย่าง เรื่องงาน หรือเรื่องทั่วๆไปอย่าง การหัดเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ความสำเร็จที่สมควรแก่การชื่นชมนั้นต้องอาศัยความพยายาม และความอดทน ซึ่งเราก็รู้แต่หลายคนก็อดไม่ได้ที่ถอดใจไปก่อน ผมมีข้อคิดจากนักไต่เขาเกี่ยวกับเรื่องนี้จะเล่าให้ฟัง นักไต่เขาทุกคนไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมืออาชีพ ทุกคนจะเริ่มในสภาพเหมือนกัน คือ ร่างกายพร้อม 100% และมีความกระตือรือร้นที่จะปีนเขา แต่ หลังจากที่เขาปีนไป ปีนไป ความเหนื่อยล้า ก็ค่อยๆมาเยือน ก่อนที่จะถึงยอดเขา ทุกคนจะมีจุดหนึ่งที่นักไต่เขาเรียกว่า “hit the wall” หรือ จุดถอดใจ มือใหม่จะหยุด หันหลังกลับ และยินดีที่ตัวเองไต่มาได้ไกลถึงขนาดนี้ นอกจากว่า

  • |

    ไม่มีอารมณ์ทำงาน/ฟิตเกินนอนไม่หลับ ทำไงดี?

      ชีวิตทำงานทุกวันนี้มีอะไรที่ต้องทำมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเราทำงานถูกวิธีแล้ว ทำยังไงมันก็จะไม่มีวันหมด (ฮา) แม้ว่าเราจะดูแลร่างกายเป็นอย่างดี ออกกำลังกายให้แข็งแรงแล้ว แต่ก็ยังมีอีกปัจจัยนึงที่มีผลกับการทำงาน นั่นคือ อารมณ์ของเรา…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *