การให้เกียรติผู้อื่นในที่ประชุม

 

Observation

เรื่องก็มีอยู่ว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาก็มีการประชุมเพื่อวางแผนเป้าหมายสำหรับปีหน้า ซึ่งคนที่เข้าประชุมแต่ละคนก็ไม่ใช่ระดับเล็กๆกันแล้ว ต่างคนก็มีความรับผิดชอบในงานที่ตัวเองดูแลอยู่ไม่ใช่น้อย…

ก่อนการประชุมก็จบลงให้ตอนเย็น ก็มีการเปิดโอกาสให้แต่ละคนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการประชุมวันนี้ว่ามีอะไรที่ดี และอะไรที่ควรนำไปปรับปรุง…

สิ่งหนึ่งที่ทุกคนเห็นตรงกันคือ การให้เกียรติผู้อื่นในที่ประชุม…

หลายครั้งที่หลายคน (รวมทั้งผมด้วย) ไม่ได้ตั้งใจฟังขณะที่คนอื่นกำลังพูด เท่านั้นยังไม่พอ ยังเปิด notebook ทำงานของตัวเองไปด้วย ซึ่งก็เหมือนจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะแต่ละคนก็มีงานเข้าอยู่ทั้งวัน…

แต่… ก็เหมือนกับความเคยชินที่ทุกคนจะทำงานอื่น หรือ ไม่ได้ตั้งใจฟังในสิ่งที่ผู้พูดจะพูดขณะประชุม

Reflection

กลับมานั่งคิดๆดูถ้าเป็นตัวเราเองก็คงรู้สึกไม่ดีถ้าสิ่งที่เราใช้เวลาเตรียมมานำเสนอ แต่กลับไม่มีคนสนใจฟัง หรือ ฟังแค่บางคนที่เกี่ยวกับเรื่องที่พูดเท่านั้น

ตั้งใจว่าจากนี้ไปจะไม่เอาnotebook เข้าไปในห้องประชุม และจะตั้งใจฟังในสิ่งที่คนอื่นพูดเพื่อเป็นการให้เกียรติในสิ่งที่เค้าจะพูด หรือนำเสนอในที่ประชุม

ถ้าต่อไปเห็นผมไม่ตั้งใจฟังเรื่องที่คุณพูด ก็ช่วยสะกิดผมแรงๆให้รู้ตัว จะเป็นพระคุณอย่างสูง… :)

Similar Posts

  • ความคาดหวังกับขนมลูกไ่ก่

    หายไปเที่ยวญี่ปุ่นมาสองอาทิตย์ แต่ก็ยังดีใจที่มีเพื่อนๆแวะเข้ามาอ่านอยู่สม่ำเสมอ… ^__^ กลับมาคราวได้นี้ได้ทั้งพลัง และไอเดียใหม่ๆมาแบ่งปันกันอีกเช่นเคย วันนี้ขอเล่าเรื่องความคาดหวังกับขนมลูกไก่ให้ฟังก่อน คือ ก่อนไปเที่ยวญี่ปุ่นมีเพื่อนบอกว่านอกจาก Tokyo banana ที่ขึ้นชื่อสำหรับซื้อเป็นของฝากแล้ว ก็มีขนมลูกไก่ ที่ทั้งน่ารัก ทั้งอร่อย ก่อนกลับผมก็แวะที่สนามบินซื้อทั้งสองอย่าง พอกลับถึงบ้านก็ได้ทำ QC check ก่อนไปฝากชาวบ้าน

  • ประเมินผลงานตัวเองในปี 2011

    ปีนี้เป็นปีที่ 3 ที่ได้ทบทวนเรื่องราวต่างๆของตัวเองในปีที่ผ่านมา  ก่อนที่จะประเมินตัวเองในปีนี้ ผมเริ่มจากการกลับไปอ่านสิ่งที่ผมประเมินตัวเองในปีที่ผ่านมา ( 2010, 2009) และผมแบ่งเป็นหมวดๆเหมือนปีที่ผ่านมาเพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบ สุขภาพร่างกาย (B+) Flat vs. Year Ago (YA) ปีนี้สุขภาพอยู่ในสภาพที่ดี มีบางอย่างที่พัฒนาขึ้นจากปีที่แล้ว ทั้งเรื่องการลดกาแฟ จากที่ดื่มทุกวัน เป็นไม่ดื่ม และกลับมาดื่มเท่าที่จำเป็นจริงๆ ฟันไม่ผุจากการตรวจทั้ง 2 ครั้งในรอบปีที่ผ่านมา ผลการตรวจสุขภาพประจำปี ก็อยู่ในเกณฑ์ปกติทุกตัว และการเข้าฟิตเนส เพื่อออกกำลังกายในส่วนกล้ามเนื้อต่างๆ ขณะที่มีบางอย่างที่เริ่มต้องปรับปรุงเช่น การนอนที่สวิงระหว่างวันธรรมดา กับวันหยุดมาก และน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นและสร้างฐานใหม่อย่างเข้มแข็ง… – -“ Improvement Areas ปีนี้ขอเน้นแค่ 2 เรื่อง

  • คนเบื้องหลัง

    ช่วงเดือนที่ผ่านมาได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในการจัดงานใหญ่ของบริษัท2งานติดกัน ทำให้เห็นมุมมองของงานในอีกแบบนึง จากที่ปกติเป็นคนเข้าร่วมงาน ถึงเวลาก็มา ทำกิจกรรมเฉยๆ ไม่ต้องเตรียมอะไรมาก ได้รู้สิ่งที่คนมาร่วมงานไม่มีทางรู้เลยว่าที่มา หรือ รายละเอียดแต่ละเรื่องต้องผ่านการคุย การแก้ มาไม่รู้กี่รอบ แม้สุดท้ายจะไม่ได้ใช้เลยก็ตาม… ก่อนหน้านี้คิดว่าตัวเองเข้าใจคนที่เตรียมงาน อยู่เบื้องหลังพอสมควรเพราะก็เคยทำกิจกรรม เป็นคนเตรียมงานแบบนี้มาบ้างตอนเรียน แต่พอได้ทำงานที่มีความคาดหวัง และแรงกดดันที่พลาดไม่ได้ ความเครียดและความกังวลก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ผมเชื่อว่าสุดท้ายคนที่เตรียมงานทุกคน หวังว่าเตรียมงานเหนื่อยแค่ไหนไม่เป็นไร ขอให้งานออกมาราบรื่น และดีทึ่สุด ก็พอใจแล้ว . ดังนั้นถ้าคุณได้มีโอกาสไปร่วมงานไหนแล้ว เกิดข้อผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ ไม่ราบรื่นบ้าง ก็ช่วยใจเย็นๆนิดนึง เพราะไม่ว่าจะเตรียมงานมาดีแค่ไหน วันจริงมักจะมีตัวแปรที่คาดไม่ถึงเข้ามาให้ตกใจเล่นอยู่เสมอ ไม่มีใครอยากให้งานสะดุดหรอก . จากเรื่องนี้ทำให้รู้ว่า การพยายามเข้าใจคนอื่นโดยการเอาใจมาใส่ใจเรา (put yourself in other’s shoes) ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเข้าใจเค้าได้ทั้งหมด จนกว่าคุณจะอยู่ในสถานการณ์นั้นเอง . คงเหมือนที่หลายๆคนที่พูดเหมือนกันหลังจากมีลูกใหม่ๆสินะ ว่าไม่เคยรู้มาก่อนว่าการเป็นพ่อ/แม่คนมีความลำบากแค่ไหน และรักท่านเพิ่มจากเดิมไม่รู้เท่าไหร่… :) (โยงไปได้นะเรา :P)

  • |

    ฆ่าไก่เอาไข่ทองคำ?

      สำนวนฆ่าไก่ (หรือ เป็ด หรือ ห่าน) เอาไข่ทองคำ มาจากนิทานอีสปเรื่อง ไก่ที่ไข่เป็นทอง ซึ่งเชื่อว่าหลายคนก็เคยได้ยินได้ฟังมาแต่เด็ก ผมไม่คิดว่าจะได้เข้าใจสำนวนนี้มากขึ้นจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่บริษัทเร็วๆนี้ เรื่องก็มีอยู่ว่าพนักงานกลุ่มหนึ่งได้ยื่นข้อเรียกร้องกับผู้บริหาร เพื่อขอเพิ่มสวัสดิการต่างๆจากที่บริษัทให้ ในกรณีนี้ผมสวมหมวก2ใบ ทั้งในฐานะพนักงาน และหัวหน้างาน ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการมองและเข้าใจสถานการณ์เดียวกันจากสองด้าน ในฐานะพนักงาน แน่นอนว่าการได้อะไรเพิ่มอะไร ก็ยิ่งดี ยิ่งมากยิ่งชอบ แต่ในฐานะหัวหน้างาน ผมก็เข้าใจว่าสถานการณ์ของบริษัท สามารถในการแข่งขัน และต้นทุนมีความสำคัญอย่างไร ควบคู่ไปกับความพยายามของบริษัทเพื่อดึงดูด และรักษาพนักงานที่มีความสามารถไว้ด้วย ถามว่าอะไรคือจุดสมดุลของทั้งสองฝ่าย ผมมองว่าในส่วนของพนักงาน ความเข้าใจภาพกว้างของธุรกิจ ของสถานการณ์เศรษฐกิจ และการมองระยะยาวมากกว่าระยะสั้น ในขณะที่บริษัทก็ต้องเข้าใจสิ่งที่พนักงานต้องการจริงๆ ที่เป็นตัวผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวนี้ ซึ่งอาจไม่ใช่ข้อเรียกร้องเหล่านั้น แต่อาจหมายถึงการขาดการฟังและเข้าใจอย่างไม่มีอคติจากหัวหน้างาน และผู้บริหาร ทำให้พนักงานต้องพึ่งบุคคลที่สามที่ไม่ใช่บริษัท ผมเชื่อว่าจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันและกันมากขึ้น สำหรับพนักงานผมให้คิดยาวๆ ว่าเราอยากฆ่าไก่เพื่อเอาไข่ทองคำ หรือควรช่วยกันขุนไก่ให้แข็งแรงเพื่อที่จะออกไข่ทองคำให้เราได้มากขึ้น? __________________________________ ป.ล. บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ได้เป็นมุมมองหรือจุดยืนของบริษัทแต่อย่างใด

  • |

    1:1 กับหัวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

      การคุย 1:1 กับหัวหน้าเป็นสิ่งที่พนักงาน(บริษัทใหญ่ๆ) ต้องเจอกันทุกเดือน บ้างก็พยายามเลี่ยง ไม่รู้จะคุยอะไร บ้างก็คุยแต่งาน สุดท้ายยิ่งเครียดกว่าเดิม จริงๆแล้วการคุย 1:1 กับหัวหน้าให้มีประสิืทธิภาพทำได้ง่ายๆ ดังนี้

  • สังคมนิยมความ “แรง”?

    เหตุมันเกิดมาจากความเห็นผมในstatus Facebook และTwitter เรื่องการนิยมความแรงของคนสมัยนี้ แล้วได้การตอบรับดี ทั้งกด Like ทั้งRT เลยคิดว่าเรื่องนี้เราไม่ได้คิดไปเองคนเดียว จากที่ผมสังเกต ความแรงในการพูดและการแสดงออกของคนในสังคมโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่นับวันจะแรงขึ้น ขยายวงกว้างขึ้น และ ที่น่ากลัวคือ ได้รับการยอมรับ (หรือเคยชิน)กันมากขึ้นด้วย สำหรับคนที่นึกไม่ออกว่าผมพูดถึงความแรงแบบไหน ผมจะลองยกซักตัวอย่างให้เห็นภาพแล้วกัน… เหตุการณ์สมมติ 1: ไปร้องเกะคราวนี้จะร้องเพลงอะไรดีนะ? อยากร้องเพลงพี่เบิร์ด อะไร too much very much นะ? 2: ฉันว่าอย่างเธอต้องเพลง คนไม่มีแฟน เท่านั้น… 55+ 3: แรงว์อะเธอ (ทุกคนยกเว้น1หัวเราะชอบใจ) 2: (ทำหน้าภูมิใจประหนึ่งได้โล่ห์) ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่าก็เฉยๆหนิ ไม่เห็นแรงอะไรเลย แสดงว่าท่านได้ชินกับความแรงระดับนี้ไปแล้ว… – -“

3 Comments

  1. ถ้านับว่าเลคเชอร์ที่มหาลัยเป็นการประชุมแบบหนึ่ง…
    เหมี่ยวไม่ใช่แค่เอาโน๊ตบุ๊คมาทำงานอื่น แต่หลับคาโต๊ะเลยล่ะ – -“

  2. วันนี้มาสารภาพว่าแอบเช็คเมลตอนประชุมไปหนึ่งครั้งคร้าบบ…

  3. เจ๊ตายแน่ วันศุกร์นี้จะพยายามทำตัวเป็นคนดีไม่ทำงานอย่างอื่น สู้เว้ย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *