5 ประเด็นที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Employee Engagement

“คุณช่วยแนะนำ HR ผมหน่อยว่าจะเพิ่มคะแนน Employee Engagement อย่างไร”

ผู้บริหารระดับสูงท่านหนึ่งเดินมาบอกผมหลังจากที่ผมนำเสนอผลคะแนน และความผูกพันของพนักงาน ซึ่งผมก็พยายามอธิบายบทบาท ความสำคัญของผู้บริหาร และหัวหน้างานต่อการสร้างความผูกพันของพนักงานในองค์กรให้ท่านเข้าใจ (หวังว่าท่านจะเข้าใจมากขึ้น ^^)

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านนี้ ผมสังเกตเห็นองค์กรต่างๆ ในไทยเริ่มตื่นตัว และให้ความสนใจกับการสำรวจความผูกพันของพนักงาน หรือ Employee Engagement Survey มากขึ้น เพื่อใช้ในการพัฒนาการดูแลคนในองค์กร และวางแผนกลยุทธ์ของทีม HR ต่างจากสมัยก่อนที่มักจะมีแต่องค์กรใหญ่ๆ หรือบริษัทข้ามชาติ

จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสโครงการด้าน Employee Engagement ตั้งแต่การออกแบบข้อคำถาม ไปถึงการทำสำรวจ วิเคราะห์ผล และทำแผนยกระดับความผูกพันให้กับองค์กรต่างๆ ในประเทศ ผมสังเกตประเด็นที่หลายคนมีความตั้งใจดี แต่ยังเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง เลยขอเลือก 5 ประเด็นที่พบบ่อยๆ มาอธิบายเพิ่มเติม

1. HR เป็นเจ้าของโครงการ employee engagement และมีหน้าที่ทำให้คะแนนขึ้น

ผมแอบสงสารองค์กรที่มีผู้บริหาร หรือหัวหน้างานคิดแบบนี้เยอะๆ เพราะการเพิ่มความผูกพันของพนักงานเป็นหน้าที่ของทุกคนในองค์กร ไม่ต่างกับเรื่องของ safety

ใช่แล้วครับ ทุกคน ในทุกฝ่ายไม่ใช่เฉพาะ HR ที่สามารถช่วยเพิ่มความผูกพันได้ ฝ่าย HR จะช่วยประสาน และช่วยเหลือการทำโครงการ แต่คนที่จะทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ คือผู้บริหาร และหัวหน้างานทุกคน

สำหรับพนักงานเอง สิ่งที่ทำได้คือสะท้อนภาพที่เป็นจริงในการทำแบบสำรวจ เพื่อให้ผู้บริหารเห็นภาพที่ถูกต้องก่อนจะไปทำแผนพัฒนาต่อไป

2. ประเด็นที่ต้องปรับปรุงมีแต่เรื่องนโยบายที่ผู้บริหาร กับ HR ต้องแก้ หัวหน้างานอย่างผมแก้อะไรไม่ได้หรอก

หลายครั้งที่ใน workshop ระดับผู้บริหาร และหัวหน้างาน เราจะได้ action list ยาวเหยียดที่อยากให้แก้ไข พอถามถึงผู้รับผิดชอบของแต่จะเรื่อง แทบทั้งหมดจะเป็น HR หรือผู้บริหารระดับสูงเพื่อปรับในเชิงนโยบาย

ผมเห็นด้วยว่านโยบายภาพรวมเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ควรแก้ แต่ผมเชื่อว่านั่นไม่ใช่ทั้งหมดที่แก้ได้ ปัญหาที่ผมมักพบซึ่งสามารถแก้ได้ง่ายโดยไม่ต้องรองบประมาณ หรือการเปลี่ยนนโยบาย โดยผู้บริหารระดับกลาง หรือหัวหน้างานสามารถทำได้เลย คือ การสื่อสาร และ การจัดการความคาดหวังของพนักงาน ซึ่ง 2 ประเด็นนี้แตะหมวดต่างๆ ตั้งแต่ เรื่องของตัวงาน ระบบการประเมินผลงาน การให้รางวัล ความก้าวหน้าในสายอาชีพ เป็นต้น

เวลาชี้นิ้วสั่งให้คนอื่นแก้ อย่าลืมว่านิ้วที่เหลือชี้เข้าหาใคร

ผู้บริหารท่านหนึ่ง

3. ไม่ต้องทำ survey ผมก็รู้ว่าเพิ่มเงินเยอะๆ คนก็ engage เอง

หลายคนคิดว่าเงินดีจะเยียวยาทุกสิ่ง จากการศึกษาพบว่ารายได้เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญสำหรับความผูกพันของพนักงาน ถ้าบริษัทให้ค่าตอบแทนน้อยกว่าในตลาด ก็ยากที่จะดึงดูดพนักงานเก่งๆ ให้อยู่กับบริษัทนานๆ

แต่เงินไม่ใช่ทุกสิ่ง จากการศึกษาของ LinkedIn พบว่าพนักงาน 70% ปฏิเสธงานที่ให้ค่าตอบแทนมากกว่า แต่มีวัฒนธรรมองค์กรที่แย่ นอกจากนั้นปัจจัยอื่น เช่น ความสามารถ และคุณภาพของหัวหน้างาน และผู้บริหารก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะให้พนักงาน engage กับองค์กร

หากมองในมุมของการทำธุรกิจ บริษัทไม่สามารถจะทำธุรกิจอย่างยั่งยืนได้ถ้าต้องจ่ายค่าตอบแทนพนักงานสูงมากๆ โดยไม่สนใจตลาดแรงงานเช่นกัน

4. ทำ engagement survey มาหลายปีแล้วไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนเลย

ผมได้ยินเสียงสะท้อนจากพนักงานหลายองค์กรที่ทำ survey มาหลายปี ซึ่งผมก็พยายามย้ำกับผู้บริหารทุกครั้งที่มีโอกาสว่า การรายงานผลคะแนนความผูกพันไม่ใช่กิจกรรมสุดท้ายของ employee engagement project แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการนำข้อมูล และความเห็นต่างๆ จากพนักงานไปใช้วางแผนเพื่อพัฒนาและปรับปรุงองค์กร

การทำ survey แต่ไม่ take action จะส่งผลด้านลบมากกว่าการไม่ทำ survey เลย เพราะพนักงานใช้เวลาในการให้ข้อมูลและคาดหวังจะเห็นความเปลี่ยนแปลง

แน่นอนว่าพนักงานไม่ได้คาดหวังว่าต้องพัฒนาทุกเรื่อง แต่การสื่อสาร และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องจากเสียงสะท้อนจะช่วยให้พนักงานรู้สึกว่าความเห็นของเขามีความหมาย ซึ่งส่งผลโดยตรงกับความผูกพันองค์กร

5. คะแนน engagement ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องสำรวจ หรือทำหลายๆ ปีครั้งก็ได้

บางองค์กรที่มีคะแนน Engagement ค่อนข้างสูง ปรึกษาผมว่าจากที่ให้พนักงานทำสำรวจปีละครั้ง จะสามารถให้เลิกทำ หรือทำให้ห่างขึ้นเป็นปีเว้นปีได้หรือไม่

ผมมองว่าเป้าหมายของการทำ Employee Engagement Survey ไม่ใช่ได้คะแนนสูงแล้วจบ เหมือนแข่งชนะเก็บเหรียญได้แล้วไปเก็บเหรียญด้านอื่นต่อ

ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพอใจและหยุดอยู่กับที่ก็เปรียบได้กับการถอยหลังแล้ว องค์กรที่จะตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงได้ดีจำเป็นต้องมี feedback loop ที่เร็วขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มของโลกที่กำลังมุ่งสู่การรับฟังพนักงานอย่างสม่ำเสมอ (continuous listening)

ประเด็นคือการฟังแต่ละกลุ่มพนักงานในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ (critical experience) มากกว่าการถามพนักงานทุกคนด้วยคำถามเหมือนกันหลายๆ ครั้ง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วน และทันท่วงทีต่อการ take action


ส่วนตัวผมดีใจทุกครั้งที่ได้ฟังคำถาม และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเรื่อง employee engagement เพราะแสดงว่ามีคนสนใจ และอยากเข้าใจความหมาย กระบวนการวัด และการพัฒนาความผูกพันของพนักงาน ซึ่งสุดท้ายช่วยให้ทั้งพนักงานมีความสุขในการทำงานมากขึ้น และธุรกิจประสบความสำเร็จมากขึ้น

ถ้ามีคำถาม หรืออยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Employee Engagment สามารถติดต่อผมได้นะครับ

Similar Posts

  • 4 ประสบการณ์เพิ่ม Employee eXperience

    ในวงการ HR ช่วงปีนี้ คำว่า Employee eXperience หรือการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงาน เป็นหัวข้อที่มาแรงมากๆ หลายคนยังอาจไม่แน่ใจว่าคืออะไร และควรเริ่มพัฒนาตรงไหน อย่างไรดี ถ้าพูดถึง Employee eXperience เราจะไม่ได้มองแค่ช่วงเวลาที่เป็นพนักงานแล้วเท่านั้น แต่จะรวมถึงประสบการณ์ทุกอย่างของพนักงานตั้งแต่ช่วงที่ได้รู้จักองค์กรครั้งแรก ไปถึงหลังจากที่พนักงานออกจากองค์กรไปแล้ว ถามว่าถ้านิยามของ Employee eXperience ครอบคลุมกว้างขนาดนี้ องค์กรหรือทีม HR ควรจะเริ่มอย่างไร

  • [Mentor แบบชัชๆ] เทคนิคหาเวลาให้ตัวเองสำหรับคนไม่มีเวลา

    Mentor Profile: APAC Lead, Global Consulting Firm Me: ตั้งแต่ Work From Home ช่วงโควิด ผมรู้สึกว่าตารางเต็มไปด้วย meeting back to back ไม่มีเวลาพักสั้นๆ เหมือนเมื่อก่อนที่มีเวลาเดินทางไปหาลูกค้า หรืออย่างน้อยก็เดินเปลี่ยนห้องประชุม Mentor: ผมก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกันครับ Me: พี่มีเทคนิคอะไรแนะนำมั้ยครับ ผมว่าตัวเองไม่สามารถทำงานแบบนี้ได้ยาวๆ อย่างมีประสิทธิภาพ Mentor: อย่างแรกที่ผมทำคือการ block เวลาให้ตัวเอง ทั้งเพื่อสุขภาพกาย สุขภาพใจ และเวลาสำหรับ deep work Me: พี่ช่วยขยายความหน่อยครับ

  • 26 ข้อแนะนำจากผู้บริหารที่เด็กจบใหม่ต้องอ่าน

    หลังจากเรียนจบ การเริ่มชีวิตทำงานถือเป็นอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชีวิต ทั้งความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น และการปรับตัวเข้ากับองค์กร และเพื่อนร่วมงานในหลายระดับ ในอิสระที่มีมากขึ้นจากตอนเรียน หลายคนกลับรู้สึกเคว้งกับทางเลือก และบทบาทใหม่ของตัวเองในโลกการทำงาน บางคนโชคดีมีหัวหน้า หรือรุ่นพี่ที่ทำงานคอยแนะนำ ชี้แนะ แต่อีกหลายคนไม่มีคนช่วยเตือน รอวันพลาด ก่อนโดนรับน้องชุดใหญ่ คงจะดีไม่น้อย ถ้ามีผู้ใหญ่ให้คำแนะนำที่มีประโยชน์ ตอนที่ก้าวสู่โลกการทำงาน เพราะคำแนะนำดี ๆ อาจทำให้ชีวิตการทำงานของเราพัฒนาไปก้าวกระโดดอย่างคาดไม่ถึง แต่ใครล่ะที่น้อง ๆ จะขอคำปรึกษาได้ ส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นคนรอบตัวที่รู้จัก รุ่นพี่ที่เรียนมาด้วยกัน ซึ่งอาจไม่เห็นภาพกว้าง หรือมีประสบการณ์มากพอจะให้คำแนะนำ ส่วนตัวก็มีน้อง ๆ มาขอคำแนะนำอยู่บ้าง แม้จะให้คำแนะนำไปตามประสบการณ์ที่พอมี แต่เชื่อว่าคงจะดีกว่า ถ้าเราขอคำแนะนำจากผู้บริหารระดับสูง หรือ HR ที่ผ่านประสบการณ์การทำงานมาโชกโชนทั้งไทย และต่างประเทศ นี่จึงเป็นที่มาของ project เล็ก ๆ ที่ผมตั้งใจรวบรวมคำแนะนำ เพื่อเป็นของขวัญแบบ pay it forward เนื่องในเดือนสิงหาคมเป็นเดือนเกิดของตัวเอง คำถามที่ผมส่งไปหาผู้บริหารคือ What would be your one career advice for…

  • เทคนิคหางานที่ใช่ด้วย 5E

    ใครๆ ก็อยากเจองาน หรืออาชีพที่ใช่ งานที่เป็น life’s calling ของตัวเอง แต่จะเริ่มจากตรงไหน ต้องทำอย่างไรบ้างล่ะ ผมอ่านเจอเทคนิค 5 E จากหนังสือ The Lemonade Life: How to Fuel Success, Create Happiness, and Conquer Anything ของ Zack Friedman ซึ่งเห็นว่าน่าสนใจ เลยเก็บมาเล่าและขยายความต่อ Explore ขั้นแรกของการหางานที่ใช่ คือ การเปิดโลกของตัวเองเรื่องงาน ว่าปัจจุบัน หรืออนาคตอันใกล้นี้ มีงานอะไรในโลกบ้าง อย่ามองแต่งานที่เรารู้จัก หรืองานที่ตรงกับที่เรียนมาเท่านั้น ถ้าคุณอยู่ในองค์กรแล้วก็อาจจะทำความรู้จัก และเข้าใจว่าตำแหน่งงานต่างๆ เขาทำอะไรกันบ้าง ถ้าเราสนใจ เราสนใจตรงส่วนไหนของงานนั้น ถ้าไม่สนใจ ทำไมถึงไม่สนใจ การ Explore เป็นการเปิดโอกาสให้เห็นความเป็นได้ ทำความเข้าใจกับทั้งงานตรงสาย งานไม่ตรงสาย งานในอุตสาหกรรมที่เราอยู่ และต่างอุตสาหกรรม งานประจำ งาน freelance…

  • Roundtable Lunch: Solving the Talent Crisis (part 2/2)

    หลังจากที่ Mr. Mark Allin แบ่งปัน Insights from the Global Workforce ในช่วงแรก ก็เป็นช่วงของ Panel โดยตัวแทนจากภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคธุรกิจ ประกอบด้วย Panellist Mr. Ng Cher Pong, Chief Executive, Singapore Workforce Development Agency (WDA) Mr. Mark Allin, President and CEO, Wiley Ms. Tricia Duran, HR Director, Unilever Asia Dr. Winter Nie, Professor of Operations and Service management, IMD Ms. Wong Su-Yen, CEO,…

  • เปลี่ยนมุมมองเพื่อเพิ่มความมั่นใจในตัวเองแบบง่าย ๆ

    เรื่องความมั่นใจในตัวเอง เป็นเรื่องหนึ่งที่ใคร ๆ ก็อยากให้ตัวเองมี เพราะไม่เพียงช่วยในการทำงาน การเข้าสังคม แต่ยังช่วยเรื่องความรู้สึก และความภูมิใจที่มีต่อตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ประโยคคำถามที่ผมได้ฟังจากคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเองจำนวนไม่น้อย คือ ผม/ฉันไม่มีอะไรดีซักอย่าง ทำอะไรก็ไม่เก่ง ไม่มีอะไรโดดเด่น ไม่ประสบความสำเร็จเรื่องไหนซักเรื่อง แถมหน้าตาก็ไม่ได้ดีเหมือนคนอื่น แล้วจะเอาความมั่นใจในตัวเองมาจากไหน? ต้องบอกว่าผมก็เคยคิดแบบนี้ ก่อนจะมาเจอวิธีคิดเรื่องการสร้างความมั่นใจตัวเองที่ช่วยพัฒนาให้ผมมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ถ้าลองถอดรหัสความคิดของคนที่พูดประโยคข้างบน จะเห็นว่าคนที่พูดผูกความมั่นใจในตัวเองกับความสำเร็จ ความเก่ง หรือเชี่ยวชาญในบางเรื่อง ที่คนอื่นหรือสังคมยอมรับ นั่นหมายความว่า ถ้าฉันไม่เก่ง ไม่ประสบความสำเร็จ ก็จะไม่มีเหตุผลให้ฉันมีความมั่นใจในตัวเอง แม้จะฟังดูก็เป็นเหตุเป็นผลดี แต่ปัญหาคือ ถ้าฉันเป็นคนธรรมดาเดินดินทั่วไป ฉันจะสร้างความมั่นใจในตัวเองได้จากไหน? วิธีคิดในการสร้างความมั่นใจในตัวเองที่ได้ผลมากกว่า คือ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *