ประเมินผลงานตัวเองในปี 2016

ในช่วงอาทิตย์สุดท้ายของปี ผมจะใช้เวลาประเมินตัวเองสั้น ๆ ในด้านต่าง ๆ ก่อนที่ก้าวขึ้นปีใหม่

สำหรับรูปนี้ ถ่ายจากงาน Lucia Night ภายในบ้านท่านทูตสวีเดนประจำสิงคโปร์ ผมเลือกเป็นตัวแทนภาพรวมของปีสำหรับตัวเอง เพราะปีนี้เป็นปีที่ผมได้รู้จัก และสร้าง connection กับคนที่น่าสนใจมากมาย ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาถ่ายทอดใน Blog ในรูปแบบบทสัมภาษณ์ และข้อคิดที่ได้จากประสบการณ์

สำหรับคนที่อยากประเมินตัวเองตอนสิ้นปี ผมแนะนำให้ถามตัวเอง 2 คำถาม ซึ่งผมจดมาจาก podcast หนึ่งที่ผมฟังอยู่ โดยถามตัวเองว่า

  1. โดยรวม ปีนี้คุณดีกว่าปีที่แล้วหรือไม่
  2. ถ้าคุณดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว คุณดีขึ้นถึงจุดที่คุณพอใจหรือไม่

แค่เพียง 2 คำถามนี้ คำตอบของคุณจะเป็นตัวตั้งต้นที่ดีว่าปีหน้า คุณควรทำอะไรต่างไปจากเดิมบ้าง

สำหรับผม ถ้าเป้าหมายหลักปีที่แล้วคือการซ้อมเพื่อวิ่งมาราธอนครั้งแรก  เป้าหมายหลักของผมปีนี้คือการเขียนหนังสือ และการฝึกทักษะการโค้ช ซึ่งผมบรรลุทั้ง 2 เป้าหมาย โดยหนังสือได้ส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์ (ร้อน ๆ ก่อนเขียน post นี้) และสำหรับการโค้ช ผมก็ได้เรียนและฝึกโค้ช ก่อนจะเตรียม certified กับ ICF ในปีหน้า

สำหรับการประเมินชีวิตในด้านต่าง ๆ เทียบกับปีที่ผ่านมา สรุปได้ดังนี้

สุขภาพร่างกาย (A) 1pt down vs. Years Ago (YA)

ปีนี้เป็นปีแรกที่ป่วยจนต้องเข้านอนที่โรงพยาบาล แต่เพราะร่างกายแข็งแรงเลยฟื้นตัวได้เร็ว ภาพรวมการออกกำลังกายได้สม่ำเสมอทุกอาทิตย์ตามเป้า ทั้งปีวิ่งไป 522 กิโลเมตร

Improvement Areas

  • รักษาน้ำหนักตัว และความสม่ำเสมอของการออกกำลังกาย
  • ลดของหวาน

การงาน (A) flat vs YA

งานปีนี้เริ่มลงตัวมากขึ้น ทำงานเข้าขากับประเทศต่าง ๆ ได้ดี ในขณะเดียวกันการมองหาโอกาสสำหรับการย้ายกลับไทย ทำให้ได้เรียนรู้สภาพของอุตสาหกรรม และธุรกิจที่หลากหลาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับการทำงานในอนาคต

Improvement Areas

  • เรียนรู้และปรับตัวสำหรับงานใหม่
  • ใช้เทคนิค Pomodoro เพื่อช่วยโฟกัสในการทำงาน

การเงิน (A-) 1pt up vsYA

สิ่งสำคัญที่ได้เพิ่มมาในปีนี้นอกจากการเก็บเงิน และหารายได้ในรูปแบบต่าง ๆ คือเรื่องของมุมมองต่อเงิน (money mindset) ซึ่งไม่ใช่แค่ความเข้าใจ แต่เป็นประสบการณ์ที่มีต่อเงินเปลี่ยนไป เริ่มเข้าใจว่าคนที่เงินมาก ๆ มองเรื่องต่าง ๆ ในชีวิต รวมถึงการจัดการ และการใช้เงินอย่างไร

Improvement Areas

  • เปลี่ยนทุนทางปัญญาเป็นรายได้
  • เตรียมสำรองเงินสำหรับอนาคตของครอบครัว

สภาพจิตใจ (A) flat vsYA

ปีที่แล้วว่าใจนิ่งแล้ว ปีนี้พัฒนาการรับรู้อารมณ์ได้ละเอียดขึ้น เห็นช่องว่างให้คิดก่อนจะตอบสนอง (response not react) ซึ่งช่วยให้ไม่ทำอะไรที่อาจเสียใจในอนาคต

Improvement Areas

  • ฝึกให้มีสติอยู่กับตัวมากขึ้น รู้ทันสิ่งมากระทบกับอารมณ์ให้เร็วขึ้น

ความรัก (A) flat vsYA

ความรักปีนี้พิเศษขึ้นไปอีก เมื่อรู้ว่าครอบครัวเราจะมีสมาชิกใหม่ ปีนี้เลยเป็นปีสุดท้ายที่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันสองคน ขณะเดียวกันก็ต้องเตรียมตัวหาข้อมูลเตรียมเป็นคุณพ่อ คุณแม่มือใหม่ ซึ่งเหมือนอีกโลกหนึ่งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน

Improvement Areas

  • ให้ความรัก และดูแลมากขึ้น

การพัฒนาตัวเอง (A) 1 pt up vsYA

ปีนี้เป็นอีกหนึ่งปีทองสำหรับการพัฒนาตัวเองของผม เพราะนอกจากจะรักษาสมดุลระหว่างการเสพ กับการสร้าง (Consume vs Produce) ผมยังบรรลุหลายเป้าที่ตั้งไว้ตอนต้นปี เช่น อ่านหนังสือจบ 50 เล่ม (จากเป้าที่ตั้งไว้ 40 เล่ม) หรือการมีโค้ช ที่ช่วย hold accountability และทำให้หนังสือเสร็จภายในสิ้นปีอย่างที่ตั้งใจ นอกจากนี้ยังลงทุนกับการพัฒนาตัวเองในด้านต่าง ๆ ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน และน่าพอใจ

Improvement Areas

  • รักษาโมเมนตัมในการพัฒนาตัวเอง
  • หาวิธีขยายผลสิ่งที่ได้เรียนรู้เพื่อเป็นประโยชน์กับคนอื่นในด้านต่าง ๆ

ทำประโยชน์ให้คนอื่น (A) 1 pt up vsYA

ปีนี้ผมสนุกกับการทำประโยชน์ให้คนอื่นในรูปแบบใหม่ ๆ เช่น การติดต่อผู้บริหารเพื่อขอคำแนะนำสำหรับเด็กจบใหม่มารวบรวมเป็น post 26 ข้อแนะนำจากผู้บริหารที่เด็กจบใหม่ต้องอ่าน ซึ่งมีคนอ่านหลายหมื่นคน หรือการให้สัมภาษณ์ลงนิตยสารเพื่อแบ่งปันมุมมองของคนไทยที่ทำงานในต่างประเทศ เป็นต้น เนื่องจากเวลาผมมีจำกัด ผมถึงพยายามมองหาวิธีที่จะทำประโยชน์ให้คนอื่นในวงกว้าง ผ่านความรู้ความสามารถที่ผมมี ถ้ามีเรื่องไหนที่เข้าข่ายนี้ฝากแนะนำให้ผมด้วยนะครับ

Improvement Areas

  • ทำประโยชน์ให้คนอื่นที่สร้างผลกระทบในวงกว้าง

สรุปภาพรวมตลอดปี (A) flat vsYA

ภาพรวมปีนี้ผมพอใจกับตัวเองมาก ถ้าประเมินให้ตัวเองก็คงเป็น Solid A และเป็นการปิดท้ายการใช้ชีวิตในสิงคโปร์ ก่อนที่จะย้ายกลับ และเริ่มต้นชีวิต และงานใหม่ในประเทศไทย

ผมเชื่อว่าผมก้าวเข้าใกล้เป้าหมายใหญ่ของผมทุกวัน ผมก็มีความสุขกับการเดินทางกับคนที่ผมรัก และมีความสุขที่จะแบ่งปันสิ่งที่มีคุณค่ากับคนอื่นระหว่างทาง

สวัสดีปีใหม่ 2017 ครับ


ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามโดนๆ มาช่วยกระตุ้นพลังการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • |

    จะวัดผล/ตรวจสอบ/ประเมิน ไปเพื่อ?

    ในโลกของการแข่งขัน แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะเลี่ยงการให้คะแนน(Rating)/ตรวจสอบ(Audit)/และการประเมิน(Evaluation)จากชีวิตการทำงาน (และส่วนตัว)ไปได้ บ้างก็มีการประกาศชัดเจน ถึงเกณฑ์วัด ช่วงเวลา และผลที่ต้องการเพื่อให้เตรียมตัวกันแต่เนิ่นๆ หรือจะเพื่อให้เตรียมผักชีให้พร้อมก็แล้วแต่ บ้างก็เป็นไปตามธรรมชาิติของมนุษย์ผู้ซึ่งเทียบตัวเองกับคนอื่นตลอดเวลาในทุกเรื่องที่จะเทียบได้ในเรื่องส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา ความรวย ความเก่ง และอื่นอีกมากมายที่สรรหามาเทียบ ก่อนที่นอกเรื่องไปไกลกว่านี้ ขอย้อนกลับมานิดนึง ว่าเรามีการวัดผล ตรวจสอบ ประเมิน กันมากมายไปเพื่ออะไร หลายครั้งเราทำไปโดยไม่รู้หรือเข้าใจเหตุผลที่แท้จริง ทำไปต้องต้องทำ (doing for the sake of doing)? ที่ผมเคยถามๆคนรอบตัวมา มีตั้งแต่ ทำเพราะเป็นส่วนหนึ่งของผลงานเรา, หัวหน้าสั่ง, ทำเพราะให้มั่นใจว่าระบบของเราดี ได้มาตรฐาน, เป็นกฏหมาย/ระเบียบบริษัทที่ต้องทำ,… แล้วคุณล่ะ คิดว่าเราทำไปเพื่ออะไร?

  • 4 ปัจจัยที่ทำให้การหมุนเวียนงาน (Job Rotation) ไม่สำเร็จ

    พี่มีตำแหน่งให้น้องไปทำในแผนกข้างๆ เริ่มเดือนหน้า พี่ว่าน้องน่าจะทำได้ น้องสนใจมั้ย? หลายคนคงเคยได้ยินประโยคที่หัวหน้าคุณเคยเรียกไปถามแบบนี้ ซึ่งจะว่าไปก็เป็นคำถามที่ tricky เล็กน้อยในการตอบ ถ้าตอบปฏิเสธเพราะไม่ใช่งานที่สนใจ หรือเห็นประโยชน์ที่จะต่อยอดในอนาคต ก็กลัวว่าหัวหน้าจะหมายหัว ไม่ให้โอกาสอีกในอนาคต ครั้นจะตอบตกลง ก็ไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นยังไงหลังจากนั้น เพราะจากประสบการณ์ของเพื่อนๆ ในองค์กรที่หมุนเวียนงานภายใน หรือ Job Rotation ไม่ได้ตอบโจทย์การพัฒนา หรือ career ตัวเองในอนาคตเท่าไหร่ เรื่องการมี Job rotation หรือให้หมุนเวียนงานภายในองค์กรไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นเรื่องที่ดี ที่เปิดโอกาสให้พนักงานได้เรียนรู้งานใหม่ๆ สำหรับต่อยอดความรู้ โอกาสการเติบโตของตัวเอง และองค์กรในอนาคต ถ้ามองหลักการพัฒนาแบบ 70:20:10 Job rotation จะอยู่ในส่วน 70 หรือการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ทำงานจริง ปัญหาของเรื่องนี้ที่เห็นในองค์กรส่วนใหญ่ ไม่ได้อยู่ที่หลักการ แต่อยู่ที่การนำไปใช้ ซึ่งทำให้ผลลัพธ์ออกมาในทางลบมากกว่าเจตนาของผู้บริหารหรือ HR จากประสบการณ์ ผมสรุปปัจจัยที่ทำ Job rotation แล้ว fail กับพนักงานและองค์กร ออกมาได้ 4 ปัจจัย คือ…

  • 3 สิ่งที่จะสำคัญกว่าใบสมัครของคุณ

    สำหรับคนที่กำลังหางานในยุคที่งานน้อยกว่าคน อะไรคือสิ่งที่องค์กรมองหา และจะช่วยให้เราเพิ่มโอกาสในการหางาน? สำหรับนายจ้าง หรือหัวหน้างาน อะไรคือสิ่งที่ควรมองหาเพื่อที่จะได้ทีมที่ดี ช่วยขับเคลื่อนองค์กรไปด้วยกัน โดยไม่ต้องพะวงกับการจัดการกับดราม่า ผมเชื่อว่าคำถามนี้หลายคนอยากทราบ รวมทั้งตัวผมเองด้วย อย่างที่ทราบกันว่าข้อมูลใน resume หรือทักษะต่างๆ ของผู้สมัครก็ไม่ได้ให้ภาพที่ครบถัวนเท่าไหร่ ยิ่งปัจจุบันที่ความรู้ หรือทักษะที่เรียนมา อาจไม่สำคัญมาก เพราะสุดท้ายคุณก็ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่ดี แล้วอะไรคือสิ่งที่ควรให้ความสำคัญในการคัดเลือกคนเข้าร่วมทีม คุณ Patrick Lencioni ผู้ก่อตั้ง The Table Group พูดใน podcast จากประสบการณ์ของเขาไว้อย่างน่าสนใจว่า มี 3 สิ่งที่เขามองหา และให้น้ำหนักมากกว่าตัว resume ของผู้สมัครด้วย คือ 1. Humble

  • 3 คำถามที่ HR Business Partner ควรตอบได้

    CY: บริษัทพี่มี HR Business Partner มั้ยครับ? HR Director: มีสิ เราเพิ่งเปลี่ยนชื่อตำแหน่งให้ HR ของเราเป็น Business Partner ปีที่แล้ว CY: นอกจากเปลี่ยนชื่อตำแหน่งแล้ว พี่ได้เพิ่มความสามารถให้กับทีม หรือดึงงาน admin ที่ทำอยู่ออกบ้างรึเปล่าครับ? HR Director: ก็ยังนะ บริษัท freeze headcount อยู่ HR Business Partner เลยยังต้องทำงาน admin ต่อ แล้วด้วยความคาดหวังจากผู้บริหารจากชื่อตำแหน่ง HR Business Partner ที่ต้องการให้เข้าใจ Business และทำงาน strategic มากขึ้น ก็ยิ่งไม่มีเวลาไปอบรมเพิ่มเติมเลย ว่าแต่คุณมีวิธีง่ายๆ เพื่อเช็คว่าทีมของพี่มีความเป็น HR Business Partner มากน้อยแค่ไหนมั้ย? นี่เป็นตัวอย่างบทสนทนาและคำถามที่ผมได้ยินจากลูกค้าหลายองค์กร ซึ่งถ้าถามผม ผมจะนึกถึงคำถาม 3 ข้อที่คุณ…

  • |

    วิธีคิดให้มีไฟที่จะทำงานอยู่เสมอ

    สังเกตว่าคนทำงานที่เป็นมนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่จะมีไฟทำงาน และทำให้ได้ดีอยู่ไม่กี่ช่วง ช่วงแรกจะเป็นตอนที่เริ่มทำงานใหม่ๆ ทุกอย่างดูน่าเรียนรู้ น่าสนใจไปหมด พอผ่านมาซักระยะ ความกระตือรือร้นก็จะ่ค่อยๆเลือนหายไป ช่วงต่อมาก็เป็นช่วงจะประเมินผลงาน แต่การมีไฟทำงานแบบนี้เป็นการทำแบบหวังผล ซึ่งก็จะไม่ค่อยยั่งยืนเท่าไหร่ ช่วงอื่นๆที่คนจะมีไฟทำงานก็เช่น ตอนจะได้เลื่อนตำแหน่ง ตอนได้รับคำชมจากหัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงาน ตอนได้เห็นคนที่มีไฟทำงานแล้วอยากฮึดอยากเป็นแบบนั้นบ้าง เป็นต้น แต่จริงๆแล้วไฟในการทำงานที่ถูกต้องควรมาจากตัวเรา มาจากการเห็นคุณค่าของงานที่เราทำ และเห็นว่าสิ่งที่เราทำเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเองและคนอื่นได้อย่างไร พูดง่ายกว่าทำอีกแล้วครับท่าน… วันนี้เลยจะมาเสนอวิธีิคิดที่จะทำให้เรามีไฟที่จะทำงานอยู่เสมอ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *