|

วิธีขอโทษ 101

ในทุกความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือเรื่องส่วนตัว การทำผิดโดยไม่ตั้งใจ (หรือตั้งใจ?) เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ

ทุกคนรู้ว่าเมื่อผิดแล้วก็ต้องขอโทษ ซึ่งก็ดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย “ก็แค่ขอโทษ” 

ถ้าขอโทษแล้วอีกฝ่ายโอเค ยกโทษให้ก็ดีไป

แต่หลายครั้งที่การยกโทษก็ไม่ได้ง่ายเพียงแค่เราพูด”ขอโทษ”เฉยๆ

จะว่าไป ผมว่าเรื่องการขอโทษนี่เป็นหนึ่งในปัญหาระดับชาติ โดยเฉพาะผู้ชายอย่างผม

ที่ขอโทษไม่เป็น ยิ่งพูดเหมือนยิ่งโทษหนักกว่าเดิม (เอ๊ะ ยังไง)

เมื่อผมอ่านเจอหนังสือที่กล่าวถึงเรื่องการขอโทษอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ผมดีใจมากประหนึ่งเจอคัมภีร์วิเศษที่ตามหามานาน จึงขอสรุปความมาฝากคนที่ประสบปัญหาเรื่องการขอโทษเหมือนกับผมด้วย

วิธีการขอโทษที่ถูกต้อง

1. ห้ามแก้ตัว

คนไม่น้อยที่ผิดตั้งแต่ข้อแรกนี้แล้ว ในการขอโทษไม่ต้องแก้ตัวถึง เจตนา ความคิด หรือความรู้สึกของเรา เช่น

“ผมขอโทษ แต่คุณเข้าใจผิด ผมไม่ได้หมายความว่า…”

“ฉันขอโทษ แต่เธอต้องเข้าใจฉันนะ ฉันพยายามที่จะ…”

“ผมขอโทษครับหัวหน้า แต่จริงๆผมตั้งใจจะ…”

ขอโทษ ไม่ต้องมี แต่ เพราะเมื่อคุณทำพลาดไปแล้ว อีกฝ่ายไม่อยากฟังอะไรที่เกี่ยวกับคุณหรอก เก็บพลังไว้โฟกัสกับการขอโทษอีกฝ่ายดีกว่า

2. คิดถึงมุมมองของอีกฝ่าย

ลองคิดในมุมมองของอีกฝ่าย ว่าความผิดพลาดของเราส่งผลอะไรกับเขาบ้าง จะทำให้เขารู้สึกยังไง และเขาจะต้องการอะไรเพื่อที่จะยกโทษให้ เช่น อยากให้เห็นความสำคัญของเวลาที่ต้องรอ อยากให้เห็นความพยายามในสิ่งที่ทำ อยากให้ง้อ อยากให้กอด ก็ว่าไป

3. รับรู้ และเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย

พอเริ่มเข้าใจมุมมองอีกฝ่ายว่าทำไมเขาถึงคิด และแสดงออกแบบนี้ ขั้นต่อมาคือ รับรู้ เข้าใจ และยอมรับความรู้สึกของอีกฝ่าย ให้โอกาสระบายถึงความรู้สึก และสิ่งที่เขาให้ความสำคัญ ก่อนที่เราจะอธิบายสิ่งที่เราจะทำเพื่อไม่ทำผิดซ้ำ หรือพลาดเหมือนเดิมอีก

4. ดึงความเป็น “เรา” กลับมา

เวลาที่เราทำผิดเพราะไม่สามารถรักษาสัญญาไว้กับอีกฝ่ายได้ ไม่เพียงจะเป็นการทำลายความไว้ใจระหว่างกัน แต่ยังส่งผลถึง ความเป็น “เรา” ซึ่งอาจลดระดับเป็น “ฉัน” กับ “เธอ” แทน

วิธีที่จะดึงความเป็น “เรา” คือ พยายามเน้นอะไรที่เป็นสิ่งร่วมกัน อาจจะเป็นเป้าหมายของบริษัท หรือของแผนก สิ่งที่ชอบเหมือนกัน หรือเคยทำร่วมกัน เน้นว่าเราอยู่ทีมเดียวกัน และจะไม่ทำให้ผิดหวังอีก

5. ประเมินอีกฝ่าย และสถานการณ์ของเรื่องที่เราทำผิด

การขอโทษสำหรับแต่ละเรื่อง สำหรับแต่ละคนก็มีความต่าง ไม่ใช่ผิดเล็ก ผิดใหญ่ ขอโทษแบบเดียวกันหมด ลองนึกดูว่าถ้าเราบังเอิญเดินชนคนอื่นบนรถไฟฟ้า กับลืมวันเกิดแฟน แล้วพูดขอโทษเฉยๆแบบเดียวกันก็คงไม่ถูก

คนที่เราเดินชนบนรถไฟฟ้า คงไม่ได้เจอกันบ่อยๆ การหันไปมองตาพูดขอโทษแบบจริงใจคำเดียวก็เพียงพอ

ถ้าเป็นแฟนที่เราลืมวันเกิด การพูดขอโทษเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องจัดเต็มกว่านี้ ทั้งคิดถึงมุมมอง และพยายามเข้าใจความรู้สึกของเขา ก่อนจะดึงความเป็น “เรา” กลับมา

สรุปว่าคุณต้องปรับการขอโทษตามความสัมพันธ์กับอีกฝ่าย และสถานการณ์ด้วย 

 

ผมเชื่อว่าเทคนิค 5 ข้อนี้จะทำให้เราขอโทษได้ดี มีโอกาสที่อีกฝ่ายยกโทษให้มากขึ้น ถ้ามีเทคนิคการขอโทษดีๆ ที่อยากจะเสริม ฝาก comment แนะนำกับข้างล่างด้วยนะครับ

________________________________________________________________________________

ถ้าชอบบทความนี้ คุณอาจจะสนใจ Monday’s Spark with Chutchapol.com ซึ่งผมคัดไอเดียเจ๋งๆ คำถามสั้นๆ ที่จะช่วยกระตุ้นพลังในการทำงานทุกเช้าวันจันทร์

Click Here to Subscribe

Similar Posts

  • |

    ทีมคือ…?

      ความหมายของทีมในความคิดของคุณคืออะไร? ผมเคยคิดว่า ทีม คือ กลุ่มคนที่มีเป้าหมายร่วมกันที่ทำงานชิ้นหนึ่งออกมา จนกระทั่งวันนี้ได้ฟังคุณ Tom Lally จาก HR ได้อธิบายถึงความหมายของทีม Team is a group of people working toward common goals/objectives and generate exceptional result. Otherwise, it’s not a team. It’s just a group of people. – Tom Lally ว่านอกเหนือจากมีเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ร่วมกันแล้ว ทีมต้องสร้างผลลัพธ์ที่สุดยอดอีกด้วย ไม่อย่างนั้นก็เป็นแค่กลุ่มคนทำงานธรรมดา ไม่ใช่ทีม พอฟังเสร็จ กรอบความคิดของผมก็ขยับ ทันที… กลับมานึกถึงทีมตัวเอง (ไม่รู้ว่ายังเรียกว่าทีมอยู่ได้รึป่าว?) มีการบ้านให้ทำอีกเยอะเลย เพื่อให้ได้เป็นทีมจริงๆ… แล้วทีมของคุณล่ะ เป็นทีม หรือเพียงแค่กลุ่มคนทำงานร่วมกัน… ________________________________________________________________________________…

  • 60B430 Project

    จะว่าไปปีนี้ก็จะอายุขึ้น30แล้ว หาอะไรทำสนุกๆดีกว่า ว่าแล้วก็ตั้งเป็นProject ชื่อเก๋ๆว่า 60B430 (sixty before thirty) Project แปลง่ายๆว่าลดน้ำหนักลงมาที่60 กิโลกรัมก่อนอายุขึ้น30 ถามว่าทำไมเป็น60กิโลกรัม? จริงๆน้ำหนักที่เหมาะสมของผมอยู่ที่ 62 แต่ผมได้ factor เผื่อความขี้เกียจ และทำให้เป้าหมายท้าทายขึ้นอีกหน่อย เลยปัดเป็นเลข60 กลมๆ วิธีการ ก็ใช้วิธีง่ายๆ ถือเป็นการทดลอง(กับตัวเอง)ไปในตัว คือ ปรับtemplate ที่มาจากหนังสือ The 4-Hour Body ให้เหมาะกับเป้าหมายของตัวเอง และพิมพ์แปะในห้องนอน ชั่งน้ำหนักทุกวันและใส่จุดน้ำหนักตัวเองทุกวัน หน้าที่เราก็แค่อย่าให้น้ำหนักออกขอบบนกับขอบล่าง แค่นั่นเอง! ไม่มีแผนการคุมอาหารหรือออกกำลังกายเป็นพิเศษ สองหลักการที่จะช่วยแผนนี้ได้ผล ทำให้เห็นชัด(Visibility) เอากันให้ชัดๆเลยว่าแต่ละวันน้ำหนักอยู่ที่เท่าไหร่ แต่ต้องชั่งเวลาเดียวกันจาก ตาชั่งเดียวกันทุกวัน บอกทุกคนถึงเป้าหมายนี้(Peer Pressure) เป็นแรงกดดันอ่อนๆ ไม่ใช่เราล้มเลิก (ง่ายเกินไป :P) แล้วมาดูกันว่า Project นี้จะได้ผลอย่างที่ต้องการมั้ย? :) ข้างล่างจะเป็นบันทึกในแต่ละช่วง จนถึงวันเกิด ว่าเจอเทคนิึึคอุปสรรคอะไรตลอด project นี้มาเล่าสู่กันฟัง……

  • หลักความจริงที่เราควรพิจารณาทุกวัน

    วันนี้มาแนวธรรมะหน่อย ได้อ่านเจอตอนบวช แล้วรู้สึกถูกใจมาก สำหรับหลักความจริงทั้ง 5 ข้อ ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ สำหรับเตือนสติทุกคน เพราะเป็นความจริงที่ต้องประสบทุกคน อย่างเท่าเทียมกัน ไม่สามารถหลีกหนีไปได้ การพิจารณาหลักความจริืงทั้ง 5 ข้อ อยู่เนืองๆสม่ำเสมอทุกวันจะช่วยให้เรามีสติ อยู่บนความจริง และลดความหลงระเริง มัวเมาในชีวิต และดำเนินชีวิตอยู่บนความไม่ประมาทได้เป็นอย่างดี พระพุทธองค์ได้ตรัสเรื่องนี้ไว้ว่า…

  • |

    ไม่มีอารมณ์ทำงาน/ฟิตเกินนอนไม่หลับ ทำไงดี?

      ชีวิตทำงานทุกวันนี้มีอะไรที่ต้องทำมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเราทำงานถูกวิธีแล้ว ทำยังไงมันก็จะไม่มีวันหมด (ฮา) แม้ว่าเราจะดูแลร่างกายเป็นอย่างดี ออกกำลังกายให้แข็งแรงแล้ว แต่ก็ยังมีอีกปัจจัยนึงที่มีผลกับการทำงาน นั่นคือ อารมณ์ของเรา…

  • |

    You’re not a wave

      มนุษย์เรามักจะมองว่าตัวเองแยกและเหนือกว่าธรรมชาติ ซึ่งการเข้าใจเช่นนั้นนำมาซึ่งความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่งยวด เราก็คงเห็นผลกระทบจากการกระทำต่างๆที่เป็นอยู่ในโลกนี้ สุดท้ายมนุษย์ก็ต้องมาหวาดกลัว เมื่อเวลาของตัวจะหมดลง เปรียบเสมือนคลื่นน้อยที่รอวันกระแทกฝั่งและดับสูญ…

  • |

    Leadership Lesson from Daniel Myers

      วันอังคารที่ผ่านมามีโอกาสฟังคุณ Daniel Myers ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทพูดในหัวข้อผู้นำในอนาคต โดยส่วนตัวรู้สึกประทับใจทุกครั้งที่ได้ฟังประสบการณ์ตรงจากผู้บริหารระดับสูง ซึ่งทุกครั้งก็จะได้มุมมองใหม่ๆกลับมาพัฒนาตัวเอง ครั้งนี้ก็เช่นกัน… ตาของผู้นำ ตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ แต่ตาของผู้นำสามารถบอกอะไรได้มากกว่านั้น เพราะทุกคนมองมาที่ผู้นำของตน ลองมองดูตาตัวเองในกระจก คุณเห็นอะไร?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *