ลีกวนยูที่ผมรู้จักใน 7 วันที่ผ่านมา

sm lee press conference

วันนี้ (29 มีนาคม 2558) เป็นอีกวันหนึ่งที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของสิงคโปร์ กับรัฐพิธีเคารพศพนาย ลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ ที่ถึงแก่อสัญกรรมวันจันทร์ที่ผ่านมา

ในฐานะที่ได้ทำงานที่สิงคโปร์มาปีกว่าๆ และได้สัมผัสกับระบบการทำงานของข้าราชการ และระบบและแผนต่างๆของประเทศนี้ ต้องยอมรับจริงว่า ลี กวน ยู เป็นบุคคลที่สำคัญ และผลักดันวิสัยทัศน์ จนออกมาเป็นรูปธรรม และเปลี่ยนประเทศที่เป็นเกาะเล็กๆ ซึ่งไม่มีทรัพยากรอะไร จากประเทศเกิดใหม่ด้อยพัฒนา ก้าวหน้าจนกลายเป็นประเทศพัฒนา เจริญอันดับต้นๆ เพียงหนึ่งชั่วอายุคน

ต้องออกตัวก่อนว่า ตอนเรียนมัธยมวิชาสังคม ก็ได้ยินชื่อของลี กวน ยู ว่าเป็นคนสำคัญ เป็นนายกคนแรกและยาวนานแบบผูกขาดหลายสิบปี ก่อนจะถอยออกมาอยู่เบื้องหลัง แต่ไม่ได้ทำความรู้จักหรือจำรายละเอียดเกี่ยวกับท่านได้มากเท่าไหร่

ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากวันจันทร์ที่ ลี กวน ยู ถึงแก่อสัญกรรม ผมได้รู้จักท่านมากขึ้นผ่านสารคดี และข่าวต่างๆทั้ง Channel News Asia ของสิงคโปร์เอง สื่อต่างประเทศอย่าง BBC, Discovery Channel และนิตยสาร The Economist ที่ต่างนำเสนอบทความต่างๆเกี่ยวกับลี กวน ยู ตั้งแต่ประวัติตั้งแต่เด็ก ชีวิตการทำงาน วิสัยทัศน์ และความเชื่อซึ่งผลักดันจนเป็นประเทศสิงคโปร์อย่างที่เห็นในปัจจุบัน 

ผมขอบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ ลี กวน ยู ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาไว้เป็นเกร็ดเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ที่ผมเพิ่งทราบในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา

  • มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Henry แต่หลังจากจบจากอังกฤษกลับมาเลือกที่จะใช้ชื่อ กวน ยู
  • เรียนจบกฏหมายจากมหาวิทยาลัย Cambridge ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งด้วยคะแนนยอดเยี่ยม (an exceptional Starred-First (perfect score))
  • แต่งงานกับภรรยาที่อังกฤษ ก่อนจะกลับมาจดทะเบียนอีกรอบตอนกลับมาสิงคโปร์
  • รักภรรยามาก
  • ตอนเรียนอังกฤษเห็นสภาพอังกฤษหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วตั้งคำถามว่าประเทศนี้นะ จะมาปกครองฉัน
  • เป็นคนที่มีวินัยในการออกกำลังกายมาก เพราะรู้ว่าร่างกายที่แข็งแรงมีความสำคัญกับความคิด ตอนหนุ่มๆชอบเล่นกอล์ฟ แต่รู้สึกว่าใช้เวลานาน เลยเปลี่ยนมาเป็นวิ่ง ว่ายน้ำ และขี่จักรยานอยู่กับที่ ซึ่งทำเป็นประจำแม้ไปงานที่ต่างประเทศ
  • เคยรวมประเทศกับมาเลเซีย แต่ต้องแยกตัวออกมา ซึ่งเป็นเรื่องที่ลี กวน ยู เสียใจมาตลอดชีวิต
  • เรียนภาษาจีน และภาษามาเลย์ เพื่อสื่อสารกับคนต่างเชื้อชาติในประเทศ ได้ยินว่าพูดมาเลย์ได้ดีกว่าส.ส.ในประเทศมาเลเซียอีก
  • ประเทศมาก่อนตัวเองเสมอ ไม่สามารถปล่อยวางได้ เพราะกลัว
  • แม้ประเทศจะก้าวหน้า และเจริญมาขนาดนี้ ทุกครั้งที่พูดกับเยาวชนของสิงคโปร์จะคอยเตือนไม่ให้ประมาทอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ประเทศถอยหลังกลับไป
  • วิเคราะห์เมืองหลวงต่างๆ แล้วคิดว่าสิ่งที่จะทำให้สิงคโปร์เป็นเมืองหลวงต่างกับที่อื่นคือต้นไม้ และสีเขียวในเมือง (Garden in the city) และเดินหน้าทั้งนโยบาย และเป็นตัวอย่างในการปลูกต้นไม้ในที่สาธารณะเสมอ
  • หลังจากแยกตัวจากมาเลเซีย จุดอ่อนหลักคือการพึ่งพาน้ำจืด และการปกป้องประเทศ จึงวางแผนการพัฒนาเทคโนโลยีด้านทรัพยากรน้ำ ตั้งกระทรวงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำ (Ministry of the Environment and Water Resources) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำจากมาเลเซียก่อนหมดสัญญาส่งน้ำในปี 2061 ด้านการปกป้องประเทศก็ให้ชายสิงคโปร์ทุกคนต้องผ่านการฝึกทหารเป็นเวลา 2 ปี
  • 3 ปัจจัยที่ทำให้ประเทศสิงคโปร์ประสบความสำเร็จ
    • ปลอดการทุจริต
    • ระบบที่ให้คนเก่งมีความสามารถประสบความสำเร็จ (Meritocracy) ไม่ใช่เส้นสาย
    • ให้โอกาสทุกคนในอย่างเท่าเทียม แต่ต้องทำงานหนักเพื่อพิสูจน์่ว่าตัวเองเก่งพอจะประสบความสำเร็จหรือไม่

ผมเชื่อว่าลี กวน ยู เป็นหนึ่งในรัฐบุรุษที่คนสิงคโปร์ภูมิใจ และจะอยู่ในใจคนไปอีกนาน

Similar Posts

  • The Learning Spiral: เพราะการเรียนรู้ไม่ใช่เส้นตรง

    You cannot absorb other people’s knowledge. You must create your own. – Klas Mellander ผมมีโอกาสไปร่วมงานสัมมนาโต๊ะกลมหัวข้อ “LEARN OR LOSE in the age of digital disruption” ซึ่งจัดโดย ENPEO ร่วมกับ OMEGAWORLDCLASS โดย highlight อยู่ที่คุณ Klas Mellander co-founder และ Chief Designer ของบริษัท Celemi จากสวีเดน ซึ่งผมรู้จักผลงานผ่าน Business Simulation Board Game มาหลายปี ถือได้ว่าเป็นกูรูด้าน Learning Design คนหนึ่งของโลก ในการสัมมนามีการพูดถึงการเรียนรู้ในโลกยุค Digital Disruption ที่ในด้านหนึ่ง คนทำงานก็มีเวลาน้อยลงสำหรับการเรียนรู้แบบ Formal Learning…

  • |

    30 second MBA

    ช่วงนี้งานเข้าติดกัน ทำให้ยังไม่สามารถปลีกตัวมาเขียนได้บ่อยๆเหมือนเดิม… ต้องขออภัยแฟนๆที่ติดตามและถามว่าเมื่อไหร่จะอัพเดตblog ซะที มา ณ ที่นี้ด้วย… _________________________ วันนี้ไปเจอเวปที่น่าสนใจเกี่ยวกับการบริหาร ของ FastCompany ชื่อว่า 30 second MBA เหมาะสำหรับคนที่เวลาเป็นสิ่งมีค่าอย่างพวกเรา เพราะแต่ละคลิปแค่ 30 วินาทีเท่านั้น โดยแต่ละ่อาทิตย์จะมีโจทย์คำถามเกี่ยวกับการบริหารต่างๆ แล้วให้ CEO บริษัทต่างๆมาตอบภายใน 30 วินาที วันละคน เพราะฉะนั้น ก็มีแต่เนื้อๆ น้ำไม่เกี่ยว ถ้าสนใจก็คลิ้กดูที่รูปได้เลยครับ…

  • เรื่องตลกซ้ำๆที่ขำไม่ออก

    ระหว่างประชุม ผู้จัดการเล่าเรื่องตลกให้ทีมฟัง เนื่องจากเรื่องมันโดน หรือลีลาการเล่าขั้นเทพ ทำให้ทุกคนอดหัวเราะไม่ได้  หัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหลอยู่นาน หลังจากที่ทุกคนหยุดหัวเราะ ผู้จัดการเล่าเรื่องตลกเรื่องเดิมใหม่ครั้งที่สอง คนส่วนใหญ่ก็ยังหัวเราะอยู่ พอคนหยุดขำ หัวหน้าก็เริ่มเล่าเรื่องตลกเรื่องเดิมเป็นครั้งที่สาม ด้วยลีลา จัดเต็มเหมือนเดิม ยังพอได้ยินเสียงขำอยู่บ้าง แม้คนส่วนใหญ่จะเริ่มฟังแล้วเฉยๆแล้ว แต่ท่านผู้จัดการยังไม่หยุดอยู่แค่นั้นเท่านั้น ทุกครั้งที่คนหยุดหัวเราะ ผู้จัดการก็เล่าเรื่องตลกเรื่องเดิมใหม่ ครั้งที่สี่ ห้า และหก อย่างที่พอจะเดาได้ คนที่นั่งฟัง ไม่เพียงเริ่มไม่ขำ ไม่หัวเราะ หลายคนหงุดหงิด รำคาญจนอยากลุกหนี ไม่เข้าใจว่าผู้จัดการเป็นอะไร เล่าตลกมุกเดิมๆซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า สุดท้ายมีหนุ่มคนหนึ่งรวบรวมความกล้า ยกมือถามผู้จัดการว่า “หัวหน้าสบายดีรึปล่าวครับ? ทำไมเล่าเรื่องตลกเรื่องเดิม ซ้ำไปซ้ำมาอยู่ได้” ผู้จัดการอารมณ์ดีตอบด้วยน้ำเสียงกวนๆว่า “อ่าว แล้วเรื่องที่ผมเล่า ไม่ขำหรอกหรือ?” พนักงานอีกคนยกมือ ลุกขึ้นตอบว่า “เรื่องตลกของหัวหน้า ขำสุดยอดเลย แต่ผมขอพูดตรงๆนะครับ หลังจากฟังเรื่องตลกที่หัวหน้าเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก มันเริ่มไม่ขำ แถมยังทำให้ทุกคนทั้งหงุดหงิด และอึดอัดอีกครับ” ผู้จัดการได้ยินเช่นนั้นก็ยังใจเย็น ตอบกลับเรียบๆ “นี่ขนาดเรื่องตลกเรื่องเดิมที่ทำให้คุณขำตกเก้าอี้ตอนแรก พอเล่าซ้ำๆยังทำให้คนหงุดหงิดได้ขนาดนี้ ลองนึกดูเวลาผมฟังปัญหา ความผิดพลาด เดิมๆ…

  • |

    การสัมภาษณ์งาน ในมุมของผู้สัมภาษณ์

    เห็นมาเยอะแล้วกับคำแนะนำ และเทคนิคต่างๆเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งานสำหรับผู้ที่กำลังมองหางานอยู่ วันนี้ผมมาเล่าให้ฟังในมุมของผู้สัมภาษณ์บ้าง ผู้สัมภาษณ์หลายคนอาจไม่รู้ตัวถึงความสำคัญของตัวเองในการสัมภาษณ์ โดยเฉพาะปัจจุบันที่หัวหน้างานมีส่วนในการสัมภาษณ์งานมากขึ้น จากเดิมที่ส่วนใหญ่จะให้ฝ่ายบุคคลจัดการตั้งแต่ลงประกาศหางาน จนOn-boarding ก่อนส่งเข้าแผนกให้หัวหน้างาน ผมจะอธิบายเป็น 2 ส่วน คือ ความสำคัญของการสัมภาษณ์งานต่อบริษัท และต่อตัวผู้สัมภาษณ์ และ สิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ควรทำ สำหรับเรื่องความสำคัญของการสัมภาษณ์งานต่อบริษัท คนส่วนใหญ่จะเข้าใจแค่หาคนมาเติมในส่วนที่ขาด (คนลาออก) กับเติมในส่วนที่เพิ่ม (ธุรกิจขยายตัว)   แต่จริงๆแล้วการสัมภาษณ์เพื่อให้ได้คนที่เหมาะสม ไม่ใช่สักแต่ว่าได้คนเป็นกระบวนการที่สำคัญมาก(ถึงมากที่สุด) และผู้บริหารสูงสุดขององค์กรควรให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าของการสัมภาษณ์และกระบวนการรับพนักงานใหม่ทั้งหมด   เพราะว่าคุณภาพขององค์กร = คุณภาพของพนักงาน   ถ้าคนที่เข้ามาไม่ใช่คนที่เหมาะ ทั้งพนักงานใหม่ และบริษัทก็จะเสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเสียเวลา ทรัพยากรต่างที่ลงทุนไป เสียขวัญของพนักงานปัจจุบัน และสุดท้ายก็ส่งผลถึงผลงานของบริษัทในที่สุด   สำหรับผู้สัมภาษณ์ ถามว่าจะได้อะไรจากการเสียเวลามาสัมภาษณ์?   นอกจากจะได้คนเพิ่มในองค์กร หรือแผนกตัวเองแล้ว  ผมมองว่าการสัมภาษณ์ทำให้เราได้… ทักษะในการอ่านคน จากคำถาม และเวลาที่มีจำกัด ซึ่งยิ่งมีประสบการณ์สัมภาษณ์มากขึ้น เราจะยิ่งเข้าใจสิ่งที่แฝงอยู่ในคำพูด หรือท่าทางที่อาจขัดแย้งกับสิ่งที่พูด เข้าใจคุณค่า(value) หรือสิ่งที่บริษัทมองหาในตัวพนักงานมากขึ้น เนื่องจากเราเป็นคนถือเกณฑ์ เราจะเข้าใจมากขึ้นว่าสิ่งที่บริษัทมองหาคืออะไร ซึ่งสามารถใช้ในการประเมินตัวเองได้ด้วยว่าเราใกล้เคียงมากน้อยแค่ไหน…

  • กว่าจะเรียนจบก็สายไปแล้ว

    ไม่แน่ใจว่านิสิต นักศึกษาที่เพิ่งจบตอนนี้หางานยาก มากน้อยแค่ไหน? วันก่อนผมทานข้าวกับน้องคนสิงคโปร์คนหนึ่งที่เพิ่งจบปริญญาตรี และมาร่วมทีมในฐานะพนักงานสัญญาจ้าง เลยชวนคุยเรื่องสถานการณ์ของเด็กจบใหม่ที่นี่ สิ่งที่ผมได้ยิน ถือว่าสถานการณ์ของบัณฑิตใหม่ที่สิงคโปร์ไม่ค่อยดีนัก บัณฑิตใหม่ใช้เวลาหางานเฉลี่ย 6-8 เดือนก่อนจะได้งานแรก ซึ่งเป็นทุกสาขา รวมถึงมหาวิทยาลัยชื่อดัง ตำแหน่งงานที่ไม่ต้องการประสบการณ์ก็มีแต่งานด้านบริการ ใน fast food chain ซึ่งเด็กมัธยมก็ทำได้ บริษัทส่วนใหญ่ต้องการคนที่ประสบการณ์ 5-8 ปี ตำแหน่งที่เปิดสำหร้บคนที่ประสบการณ์ไม่พอจะเป็นในรูป พนักงานสัญญาจ้าง 6 เดือน – 2 ปี พ่อแม่เริ่มกดดัน เด็กก็เริ่มเครียดหลังจากจบแล้วหางานไม่ได้ สุดท้ายหลายคนหางานไม่ได้ เลยตัดสินใจเรียนต่อโท ผมมองว่าภาพนี้จะเหมือน time machine เล็กๆที่จะสะท้อนสภาพการจ้างงานของบัณฑิตใหม่ของไทยในอนาคตอันใกล้ อย่าลืมว่าเด็กในสิงคโปร์ส่วนใหญ่พูดได้คล่องทั้งอังกฤษ และภาษาท้องถิ่น (จีน, มาเลย์, ฯลฯ) ยังมีปัญหาในการหางาน เชื่อว่าการแข่งขันหลังเปิด AEC โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติคงแข่งขันกันมันกว่าตอนนี้แน่นอน

  • |

    Thai Talents: What are we missing?

    คงไม่มีใครเถึยงว่าคนไทยเก่งไม่แพ้ใครในโลก ทั้งเรื่องที่น่าภูมิใจและเรื่องที่ไม่ค่อยน่าภูมิใจเท่าไหร่ ยกตัวอย่างเช่น คุณบัณฑิต อึ้งรังษี วาทยกรไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก, นักเรียนที่ได้เหรียญทองโอลิมปิกวิชาการจำนวนมาก, หรือนักกีฬาประเภทต่างๆ เป็นต้น แต่วันนี้ผมจะพูดถึงคนเก่งในการทำงาน เชื่อหรือไม่ว่าปัจจุบันการแข่งขันทั้งสร้าง รักษา และแย่งชิงคนเก่ง ๆ มีความรุนแรงประหนึ่งสงคราม (Talent War) เลยทีเดียว แล้วการมองแค่คนเก่งที่สามารถทำงานในประเทศนั้นเป็นการมองที่แคบไป ธุรกิจขนาดใหญ่ส่วนมากจะเป็นมองทั้งโลกเป็นตลาดเดียวกัน คนเก่งก็เช่นกัน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *